Rita Hayworth and Shawshank Redemption Review

Rita Hayworth and Shawshank Redemption
by Stephen King

Rita Hayworth and Shawshank Redemption

For my Shawshank Redemption review, I am the most people who watched the Shawshank Redemption movie (and we love it, it is all time top-rated movie in IMDB) before reading the original book. The book gave us more details, the story of Andy’s crime was made clearer, he tried to fight the case very hard. Despite losing in the end, and finally made him be a prisoner of Shawshank. After comparing the book and the movie, I found that the movie has changed some details and went further than the book did, such as the end of Norton, the story of William. But in each important scene in the movie, they used the book’s dialogs, not cut even adapted it that made the movie kept the messages of the book so completely. However, I like them both.

For someone who might doubt who Rita Hayworth is?, how she was involved in this story?. because the title of the movie cut Rita Hayworth out to be just “Shawshank Redemption.” And the answer is, Rita Hayworth is the name of the model in the first poster that Andy hung on the wall of Cellblock no.5, It is the object that was very important in the story. It was showed how Andy broke the Shank even though, in the end, the last poster was Linda Ronstadt.

Rita Hayworth

The main idea of the book we can found in the letter that Andy wrote to Red.

“Remember that hope is a good thing, Red, maybe the best of things, and no good thing ever dies.”

see more about movies contents

รีวิวซีรี่ย์ His Dark Materials ที่สนุกมาก ดูได้ใน HBO GO

His dark materials

รีวิวทีวีซีรี่ย์ His Dark Materials ที่สนุกมาก แต่คนพูดถึงกันน้อย

เห็นหลายคนสมัคร HBO GO เพื่อดู Zack Snyder’s Justice League แล้วบอกว่าไม่รู้จะดูอะไรต่อใน HBO GO มีซีรี่ย์ที่จัดอยู่ในระดับ A list อยู่หลายเรื่อง เช่น

  • ซี่รีย์ในตำนานอย่าง Game of Thrones ที่จบไปแล้ว
  • Chernobyl มินิซีรี่ย์ที่ทำดีมาก
  • Westworld ใครที่เป็นแฟนคลับของ Christopher Nolan ต้องรู้ว่าน้องชายเขา Jonathan Nolan มีส่วนร่วมในการเขียนบทในหนังของ Nolan เกือบทุกเรื่อง ถ้าเขาจะคุมโปรเจคซีรี่ย์เรื่องนี้เราคนดูก็เชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง และมันทำออกมาได้ดีจริง ๆ
  • Watchmen ฮีโร่สายดาร์คที่เข้มข้น

แต่วันนี้จะมาพูดถึงซีรี่ย์อีกเรื่องที่คนไม่คอยพูดถึงเลย คือ His Dark Materials (ชื่อแปลไทย ธุลีปริศนา)ซี่รีย์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายแฟนตาซีในชื่อเดียวกันที่เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของนักเขียน Phillip Pullman หนังสือมี 3 เล่ม Northern Lights (The Golden Compass), The Subtle Knife และ The Amber Spyglass ซี่รีย์ทำตามหนังสือแบบเล่มละซีซั่นพอดีเลย ตอนนี้จบถึงซีซั่นที่ 2 แล้ว และซีซั่นที่ 3 เริ่มถ่ายทำแล้ว มีแผนในการออกฉายในต้นปี 2022

หนังสือชุด His Dark Materials

รีวิวแบบสั้น ๆ คือ ดีมากกกก ดูเถอะสนุกมาก

รีวิวซีรี่ย์ His Dark Materials

The Golden Compass เคยทำเป็นหนังแล้วเมื่อปี 2007 ความจริงหนังไม่ได้แย่มากนะ แต่แผนของสตูดีโอที่อยากปั้นหนังจากหนังสือดังและทำต่อเนื่องหลายภาคต่อกันอย่างเช่นที่แฮรี่ พอร์ตเตอร์ ทำได้ในช่วงนั้น ซึ่งทำเงินให้สตูดิโออย่างมหาศาล ค่ายไหนก็อยากมีโปรเจคทำเงินยาว ๆ แบบนั้นบ้าง ช่วงนั้นเราเลยได้เห็นฮอลลีวู้ดพยายามเข็นโปรเจคหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือมาลงจอใหญ่กันเยอะมาก แต่หลายโปรเจคก็ล้มและขาดทุนกันถ้วนหน้าและ The Golden Compass ที่ตั้งเป้าจะมีหลายภาคออกมาฉายก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ล้มเหลว เป็นยักษ์ล้มไปในปีนั้น

กลับมาที่ซีรีย์บน HBO GO ที่จะพูดถึงกัน ต้องบอกก่อนว่าผมได้อ่านฉบับหนังสือมาก่อนแล้ว 2 เล่ม คือ Northern Lights (The Golden Compass), The Subtle Knife เหลือเล่มที่ 3 ซึ่งคิดว่าถ้าซีซั่น 3 ออกฉาย จะกลับไปอ่านหนังสือก่อนแล้วค่อยมาดูซีรีย์ ดังนั้นจะเป็นรีวิวที่รู้เรื่องราวแล้วบางส่วน เหมือนคนที่อ่านหนังสือแฮรี่ พอร์ตเตอร์ แล้วเขาไปดูหนังอีกที

โดยปกติแล้วหนังที่ทำจากหนังสือจะออกมาสองแบบชัดเจนคือ ทำได้แย่จนแฟนหนังสือด่ากันยับ เช่น Mortal Engine, Dark Tower, Divergent และหนังที่ทำดีได้ใจทั้งแฟนหนังสือและแฟนหนัง เช่น Lord of the Ring, Harry Potter, The Hunger Games ส่วนตัวขออวยว่าซีรีย์เรื่องนี้อยู่ในกลุ่มหลังครับ ทำดีมีดัดแปลงบ้าง บางอันลงตัวกว่าในหนังสืออีก

เริ่มที่นักแสดง คัดมาดีมาก ๆ

  • James McAvoy เป็น Lord Asriel ในสองซีซั่นบทยังมีไม่มาก มาน้อยแต่ดีมาก
  • Ruth Wilson เป็น Marisa Coulter ได้ลงตัวกว่า Nicole Kidman จากฉบับฉายโรงอีก มีความเลือดเย็น เป็นผู้หญิงที่น่ากลัว ร้ายกับคนรอบข้าง รวมทั้งกับ Dæmon ของตัวเองด้วย
  • ส่วนน้อง Dafne Keen น้องตัวแสบ X-23 จาก Logan มารับบทเป็น Lyra Belacqua แสดงได้ดี มีความกล้าและแสบตามฉบับหนังสือ
  • Amir Wilson รับบทเป็น Will Parry พอได้กลาง ๆ
  • ส่วนตัวอื่น ๆ Roger Parslow, Lee Scoresby, กลุ่ม Gyptian ก็คัดมาได้ดี

ในยุคที่คอมพิวเตอร์กราฟฟิคทำได้ดีและเนียนขึ้น เหล่า Dæmon ภูตประจำตัวของแต่ละคนจึงดูสมจริงขึ้น และมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของมากขึ้น และช่วยในการเดินเรื่องและบอกอารมณ์ของตัวภูติเองที่สะท้อนไปถึงเจ้าของด้วยได้ดี และเจ้าหมียักษ์ Iorek Byrnison ที่อยากให้ออกมาทุกตอนเลย

ซีนหนึ่งที่ชอบมากในซีรีย์ คือการแทรกเรื่องพิธีฉลองการหยุดเปลี่ยนรูปของ Dæmon ที่เปรียบเสมือนการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของเด็กหนุ่มของชาว Gyptian ซึ่งเป็นช่วงที่เปรียบเสมือนการก้าวสู่อีกวัยที่ทุกคนในเผ่าจะออกมาแสดงความยินดีด้วย แต่ในหนังสือจะไม่มีรายละเอียดในส่วนนี้เลย และเป็นการเติมเข้ามาในเรื่องที่ลงตัวมาก ในหนังสือเราจะเห็นว่าเด็กมักจะคุยกันว่าท้ายสุดแล้ว Dæmon ของตัวเองจะคงรูปเป็นสัตว์อะไรอยู่บ่อยครั้ง จึงถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของเด็ก ๆ และซีรี่ย์เลือกที่จะเล่าส่วนนี้เพิ่มเข้ามาถือว่าคิดมาดี และทำออกมาได้ดีมาก ๆ

พิธีฉลองของ Gyptian

ส่วนต่อไป ขอชมการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ในซีรี่ย์ทำได้ดีมาก เช่น สิ่งของสำคัญในเรื่อง เช่น Alethiometer ชื่อเรียกของ Golden Compass ในหนังสืออธิบายรูปทรงเป็นวงกลมตามแบบของเข็มทิศทั่วไป แต่ในซีรี่ย์ทำออกมาเป็นตลับสี่เหลี่ยม และรูปแบบสัญลักษณ์ต่างๆข้างในก็ทำออกมาดูดีทีเดียว ซึ่งบางทีก็จินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไง แต่ในซีรีย์ทำให้ภาพในจินตนาการออกมาเป็นภาพที่ชัดเจน และอื่นๆ เช่น ชุดเกาะของ Iorek, บอลลูนของ Lee, แม่มดบินด้วยการขี่กิ่งสน แต่ในซีรี่ย์ทำอีกแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ออกมาดีกว่ามาก ๆ (ไปดูเองในซีรี่ย์)

Alethiometer

การเล่าในซีรี่ย์จะเล่าต่างจากในหนังสือนิดหน่อย ในหนังสือจะมีเส้นเรื่องค่อนข้างตรงๆ ตามมุมมองของตัวเอก Lyra เป็นหลัก เดินเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ในซีรี่ย์เล่าเป็นจักรวาลที่กว้างกว่ามาก แม้ว่าเส้นเรื่องหลักจะตามหนังสือแต่ละเล่มก็ตาม แต่ว่าเนื้อหาของหนังสือเล่ม 2-3 จะมีแทรกเข้ามาในเนื้อเรื่องช่วงซีซันแรกที่เป็นเนื้อหาของเล่ม 1 เป็นระยะ ๆ เพื่อเล่าขอบเขตที่กว้างกว่าและครอบคลุมมากกว่า เช่น รายละเอียดของ Magisterium ที่ลงรายละเอียดเยอะขึ้นมาก เพื่อวางโครงของจักรวาล ทำให้ดูเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงมากในโลกของ Lyra ส่วนเครื่องมือสำคัญอย่าง Alethiometer ก็มีรายละเอียดมากขึ้น กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายในโลก มีการอนุญาตให้ใช้งานได้เฉพาะใน Magisterium เท่านั้น แทนที่จะเป็นแค่ของหายากตามฉบับในหนังสือ

ตึกของ Magisterium รูปร่างคล้าย Alethiometer

เขียนมายาว สรุปว่าใครที่อ่านหนังสือแล้ว คุณจะรักฉบับซีรี่ย์ ใครยังไม่อ่านหนังสือก็จะเข้าถึงและได้เพลิดเพลินกับรายละเอียดต่างๆของจักรวาลในเรื่องได้ไม่ยาก ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ซีรี่ย์เนรมิตรฉากในจินตนาการจากตัวหนังสือออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวให้ได้เห็น ชอบมาก ๆ ครับ ตามไปดูได้ที่ HBO GO ส่วนใครสนใจรีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ติดตามได้ที่ลิงค์เกี่ยวกับหนัง

The quotes from “The White Tiger” Book and Movie

Servitude is so strong that you can put the key of his emancipation in a man’s hands, and he will throw it back at you with a curse.
― Aravind Adiga, The White Tiger

ตีความได้ว่า “ในสภาวะจำยอม (ระบบทาสในประเทศนี้) มันช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ถึงคุณจะเอากุญแจแห่งการปลดปล่อยใส่มือให้ทาส เขาก็จะโยนมันกลับมาพร้อมกับสาปส่งคนที่ยื่นมันให้กับเขา”

พวกทาสจินตนาการชีวิตที่ไร้นายไม่ออก เขาหวาดกลัวที่จะอยู่อย่างอิสระ แม้ว่าจะถูกกดขี่และเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์มากน้อยเพียงใด ทาสก็อยากรับใช้นายของตัวเองตลอดไป บางครั้งเมื่อนายมีน้ำใจกับทาสเพียงเล็กน้อย แต่มันกลับดูยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับพวกเขา

ทำไมเหมือนประเทศแถวนี้เหลือเกิน?

THE WHITE TIGER – Adarsh Gourav (Balram), ​Priyanka Chopra Jonas (Pinky), Rajkummar Rao ​ ​(Ashok) ​in ​THE WHITE TIGER​. Cr. ​SINGH TEJINDER / Netflix ​© ​2020

V for Vendetta introduce himself with amazing dialogue

V for Vendetta

Last weekend, I read the masterpiece of Alan Moore, “V for Vendetta” again, then watched the same name’s film adaptation. And I realized how cool it was that V introduced himself to Evey in the film, not even seen this dialogue in the graphic novel version in the epic scene. (however, in the graphic novel preset all chapter title with V words)

I would say this is one of the best presents of the character in the film I’ve seen. In that scene, V answered the question that Evey asked him who he is. He responded to the question with many of the V words. How’s fantastic it was. Let you see and count them by yourself.

“On this most auspicious of nights permit me then, in lieu of the more commonplace sobriquet to suggest the character of this dramatis persona.

Voilà!

In view, a humble vaudevillian veteran cast vicariously as both victim and villain by the vicissitudes of fate.

This visage, no mere veneer of vanity is a vestige of the vox populi, now vacant, vanished.

However, this valorous visitation of a bygone vexation stands vivified and has vowed to vanquish these venal and virulent vermin vanguarding vice and vouchsafing the violently vicious and voracious violation of volition.

The only verdict is vengeance, a vendetta held as a votive not in vain, for the value and veracity of such shall one day vindicate the vigilant and the virtuous.

Verily, this vichyssoise of verbiage veers most verbose. So let me simply add that it’s my very good honor to meet you and you may call me V.”

V for Vendetta film by Warner bros.

ภาพยนตร์สารคดี Finding Vivian Maier

ช่างภาพชาวอเมริกัน John Maloof ได้พบผลงานของช่างภาพปริศนาคนหนึ่ง รู้เพียงว่าเธอชื่อ Vivian Maier เธอไม่เคยแสดงผลงานที่ไหนเลย มีฟิล์มเนกาทีฟที่ไม่เคยปรินต์ รวมๆกว่า 150,000 รูป เขานำผลงานบางส่วนมาแชร์ในอินเทอร์เน็ต แล้วมันกลายเป็นไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งผลงานของเธอนั้นสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้นิยมภาพแนวสตรีทอย่างมาก ทั้งมุมมอง จังหวะ แสง การจัดองค์ประกอบ ที่อัศจรรย์มาก ทุกคนต่างอยากรู้ว่าช่างภาพที่ชื่อ Vivian Maier คือใครกัน? เธอไปอยู่ไหนมา? ทำไมไม่เคยเผยแพร่ผลงานเลย?

ถ้าได้ชมผลงานภาพถ่ายของเธอก่อน จะอินกับหนังสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมากๆ

“Finding Vivian Maier (2013)”

Finding Vivian Maier

 

ผลงานของ Vivian Maier นั้นสุดยอดเกินคำบรรยายจริงๆ คนที่จะถ่ายรูประดับแสนกว่ารูป ในหนึ่งช่วงอายุนั้น ถ้าในยุคดิจิตอลอย่างปัจจุบันอาจจะไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่ถ้าในยุคที่ใช้ฟิล์ม นั่นคงไม่ใช่ความชอบธรรมดาแต่คือความบ้าคลั่งอย่างไม่ต้องสงสัย

หนังสารคดีเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ว่า John Maloof ไปเจอคลังภาพของเธอได้อย่างไร แล้วตามค้นหาหลักฐานต่างๆที่มีจากเอกสาร จดหมาย ภาพถ่าย ตามหาคนที่อยู่ในภาพถ่าย ทำความรู้จักเธอมากขึ้น ค้นหาว่าทำไมเธอมีผลงานที่สุดยอดขนาดนั้นแต่ทำไมเธอถึงไม่แม้แต่จะเผยแพร่ผลงานของตัวเองสู่สาธารณะเลยสักครั้ง

ชมผลงานรูปถ่ายของเธอบางส่วนได้ที่ https://www.vivianmaier.com

หนังเมื่อความจริงกับจินตนาการมาบรรจบกัน

เมื่อวาน ได้ดูหนังเรื่อง A Monter Calls (2016) แล้ว รู้สึกชอบจังเลย เลยนั่งคิดย้อนกลับไปว่าหนังแนวนี้มักถูกจริตเราเสมอ ว่าด้วยหนังที่เล่าเรื่องราวความเป็นจริงและเรื่องราวในจินตนาการไปพร้อมกัน
บางครั้งหนังก็ไม่บอกเราว่า เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นแค่จินตนาการในใจหรือเรื่องนั้นเป็นอีกโลกที่มีจริงๆ
 
อ่านแล้วอาจจะงง ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจได้มากขึ้น
 
1. หนังมีโลกเดียว มีสัตว์ประหลาดมากมาย มีเวทมนต์ แต่ทั้งหมดอยู่ในโลกเดียวกัน เมื่อดูหนังเราจะรู้ว่าเรื่องราวเกิดที่นี่ ไม่มีที่อื่นอีก หนังในกลุ่มนี้ ได้แก่ Lord of the Ring, Hobbit เป็นต้น
 
2. หนังมีสองโลกแยกกัน คือ โลกมนุษยที่เราอาศัยอยู่และดินแดนอันมหัศจรรย์ มีสัตว์ประหลาด มีเวทย์มนต์ แม้ว่าจะมีสองโลก แต่หนังทำให้เราเชื่อว่าทั้งสองโลกนั้นมีจริง ตัวละครก็จะรู้ว่ามีอีกโลกนั้นอยู่ มักเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปที่อีกดินแดนแล้วกลับมาในตอนท้ายเรื่อง หนังในกลุ่มนี้ ได้แก่ The Chronicles of Narnia, Oz the Great and Powerful เป็นต้น
 
และ 3. หนังที่เล่าเรื่องซ้อนทับกันไปมา ส่วนใหญ่จะมีแค่ไม่กี่แค่ตัวเอกที่รับรู้ถึงอีกสิ่งหรืออีกโลกอัศจรรย์นั้นเพียงคนเดียว และบางทีหนังก็ไม่บอกเราด้วยซ้ำว่า นั้นเป็นแค่เรื่องจินตนาการของเขา หรืออีกโลกนั้นมีจริงๆ
 
เท่าที่คิดออกก็มีรายการดังนี้ ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่ชอบทุกเรื่องเลย
  • A Monster Calls (2016)
  • Where the Wild Things Are (2009)
  • Bridge to Terabithia (2007)
  • Pan’s Labyrinth (2006)
  • Big Fish (2003)
  • My Neighbor Totoro (1988)

A Monster Calls (2016)

A Monster Calls (2016) เรื่องเศร้าของเด็กกำลังจะสูญเสียคนที่รักยิ่ง

Where the Wild Things Are (2009)

Where the Wild Things Are (2009) เด็กดื้อกับเพื่อนสัตว์ประหลาด บางคนบอกว่าดูไม่น่ารักเลย แต่เราชอบสัตว์ประหลาดตัวนี้มาก

Bridge to Terabithia (2007)

Bridge to Terabithia (2007) เพื่อนที่มีจินตนาการของดินแดนอัศจรรย์ร่วมกัน

Pan’s Labyrinth (2006)

Pan’s Labyrinth (2006) เรื่องที่น่าเศร้าอีกเรื่อง ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันแค่จินตนาการหรือมีอีกโลกอยู่เบื้องหลัง (A Monster Calls มีความคล้ายเรื่องนี้มาก)

Big Fish (2003)

Big Fish (2003) เรื่องของจินตนาการของผู้เป็นพ่อที่บอกเล่าเรื่องราวให้กับลูกชายฟัง ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าอัศจรรย์

My Neighbor Totoro (1988)

My Neighbor Totoro (1988) แม้จะเป็นการ์ตูน แต่ก็เป็นเรื่องแรกๆที่คิดถึงเลยทีเดียว เพื่อนบ้านผู้น่ารัก เราไม่รู้ว่าความจริงแล้วโทโทโร่มีจริงสำหรับทุกคน หรือแค่เด็กน้อยเท่านั้นที่จะได้เห็นและสัมผัสกับโทโทโร่ได้

คิดว่าน่าจะมีอีกหลายเรื่องที่ยังนึกไม่ออก ใครคิดออกฝากเขียนบอกด้วยนะครับ

มาแชร์ หนัง 10 เรื่อง หนังสือ 10 เล่ม ในดวงใจกันครับ

หนัง 10 เรื่องในดวงใจ

เห็นเพื่อนๆหลายๆกลุ่มแชร์หนังที่ชอบ บางกลุ่มแชร์หนังสือที่ชอบ แบบที่นึกได้แล้วเขียนเลย ไม่ต้องคิดเยอะ พอแชร์แล้วก็แท็กชื่อเพื่อนคนอื่น เหมือนท้าเทน้ำแข็งเลยนะ เราก็อยากนำเสนอของเราบ้าง แต่จะรวมไว้ที่เดียวเลยจะได้ง่าย ทั้งหนังและหนังสือ

หนัง 10 เรื่องในดวงใจของฉัน

หัวข้อนี้ค่อนข้างยากเพราะมีหนังที่เราชอบหลากหลายเรื่องหลากหลายแนว เอาเป็นว่าคิดออกเขียนเลย แล้วค่อยมาเติมรายละเอียดทีหลัง

  1. The Matrix (1999)
  2. My Neighbor Totoro (1988)
  3. The Dark Knight (2008)
  4. Pan’s Labyrinth (2006)
  5. Good Will Hunting (1997)
  6. A.I. Artificial Intelligence (2001)
  7. A Beautiful Mind (2001)
  8. Life Is Beautiful (1997)
  9. Fight club (1999)
  10. The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)

หนังสือ 10 เล่มในดวงใจ

หนังสือ 10 เล่มที่ชอบ

พอเป็นหนังสือมีแค่ไม่กี่แนวที่อ่านและชอบ นักเขียนที่ชอบก็ไม่กี่คน

  1. อาเพศกำสรวล-วินทร์ เลียววาริณ
  2. เรื่องเล่าจากร่างกาย- ชัชพล เกียรติขจรธาดา
  3. มนุษย์กับจักรวาล-ชัยวัฒน์ คุประตกุล
  4. Steve Jobs by Walter Isaacson
  5. ความสุขของกระทิ-งามพรรณ เวชชาชีวะ
  6. รามานุจัน-Robert Kanigel, นรา สุภัคโรจน์ แปล
  7. ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล -วินทร์ เลียววาริณ
  8. ศพใต้เตียง-สรจักร ศิริบริรักษ์
  9. พุทธทาสกับเซ็น-พุทธทาสภิกขุ
  10. The Drunkard’s Walk-Leonard Mlodinow, กฤตยา รามโกมุท และ นพดล เวชสวัสดิ์ แปล

และสุดท้ายขอชวนเพื่อนๆมาแชร์รายชื่อหนัง หนังสือ ในดวงใจกันครับ เอาแบบที่คิดออกในทันที

บันทึกรายการหนังในรอบปีที่ไปดูมาแล้ว

รายการความบันเทิงในชีวิตของผมเองมีการบันทึกไว้ค่อนข้างเป็นระบบ ตั้งแต่รายการเพลงที่ฟัง หนังที่ดู หนังสือที่อ่าน อาหารที่กิน ถูกบันทึกไว้ให้ตัวเองหยิบขึ้นมารำลึกในภายหลังได้อย่างสะดวกที่สุด อีกอย่างรายการเหล่านี้สะท้อนความเป็นตัวตนของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเราชอบอะไรแบบไหนเป็นพิเศษ เคยเขียนบล็อกถึงการบันทึกเรื่องพวกนี้อยู่บ่อยๆ

สิ่งที่ช่วยบันทึกรายการความบันเทิงส่วนตัว มีดังนี้ครับ

  • Last.fm เก็บบันทึกเพลงที่ฟัง
  • Goodreads เก็บบันทึกหนังสือที่อ่าน
  • Food เก็บบันทึกอาหารและร้านอาหาร
  • Picasa เก็บบันทึกภาพถ่าย
  • และ imdb เก็บบันทึกหนังที่ไปดูมาแล้ว 

ถ้านอกเหนือจากรายการต่างๆเหล่านี้ก็จะบันทึกลงบล็อกไว้ให้ได้มากที่สุดครับ

ในวันนี้สิ่งที่อยากจะแชร์นั้นคือรูปแบบการบันทึกรายการหนังที่ดูมาแล้วของผมเอง ในที่นี้จะไม่ได้แยกว่าหนังที่ได้ดูนั้นดูที่ไหนอย่างไร จะเป็นหนังในโรง หนังแผ่น หรือแม้แต่หนังที่ดูผ่านทางเคเบิลทีวีก็ตาม ทุกเรื่องที่ได้ดูก็จะถูกบันทึกลงลิสต์ ณ เวลานี้ผ่านมาแล้ว 7 เดือน เลยครึ่งปีมาแล้วหนึ่งเดือน เราดูหนังไปแล้ว 49 เรื่อง เป็นหนังใหม่-เก่าที่ไม่เคยดู ในรายการนี้จะบันทึกเฉพาะหนังที่ไม่เคยดูเท่านั้น ซึ่งบางทีหนังที่เคยดูแล้วหยิบขึ้นมาดูอีกครั้งจะไม่ถูกบันทึกลงในรายการนี้เลย

วิธีการบันทึกของผมนั้นใช้ imdb.com เป็นตัวช่วยบันทึก โดยการล็อกอินเข้าระบบในเว็บไซต์ จากนั้นสร้างลิสต์ของตัวเองขึ้นมา เมื่อไปดูหนังกลับมาก็ไม่ลืมที่จะเข้าไปที่หน้ารายละเอียดของหนังเรื่องนั้นใน imdb.com แล้วกดบันทึกลงในลิสต์ที่เราสร้างไว้ ทำแบบนี้ทุกครั้งที่ไปดูหนังมา เริ่มทำแบบนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว พบว่าวิธีนี้สะดวกดีเลยทีเดียวครับ

วิธีการบันทึกหนังลงลิสต์ของ imdb

  1. ทำการสร้างลิสต์ใหม่ขึ้นมา (สมัครสมาชิกและล็อกอินเข้าระบบก่อน) คลิกสร้างลิสต์ใหม่ Create a new list

    Create a new list

  2. เลือก list เป็นรายการของรายชื่อหนัง ใส่ชื่อของลิสต์ตามที่ต้องการในที่นี้ผมต้องการบันทีกรายการหนังที่ได้ดูตลอดทั้งปี 2013 จึงตั้งชื่อว่า “Watchlist in 2013”

    New List

  3. เมื่อต้องการบันทึกหนังที่ไปดูมาแล้วลงในลิสต์ที่สร้างไว้ เข้าไปที่รายละเอียดของหนังเรื่องนั้น กด Watchlist เลือกลิตส์ที่ต้องการเพิ่มหนังเรื่องดังกล่าวลงไปในลิสต์ เป็นอันเสร็จสิ้น

    add to watchlist

เข้าไปดู Watchlist ของผมใน imdb ได้ที่ลิงค์นี้ครับ Watchlist in 2013Watchlist in 2012

ขอชวนทุกท่านมาสร้างลิสต์หนังของตัวคุณเองครับ แล้วเอาลิสต์หนังของคุณมาแชร์กันบ้างนะครับ ผมอยากรู้ว่าคุณชอบดูหนังแนวไหน เรื่องอะไรบ้าง

THShowtime แอพเช็ครอบหนัง ทุกเครือ ทุกโรง

THShowtime เป็นแอพเช็ครอบฉายหนังของโรงหนังทุกเครือ ทุกโรง ที่สำคัญมีของลิโด้กับสกาล่าด้วย โรงหนังในเครือของ SF และ Major ต่างก็มีแอพของตัวเอง แต่บางครั้งอยากจะเช็คจากทั้งสองเครือก็ต้องเปิดสองแอพไม่ค่อยสะดวกนัก อีกอย่างแอพของโรงหนังไม่รู้ใส่อะไรเข้ามาบ้าง เยอะไปหมด จะเช็ครอบหนังแต่ละทีทำได้ยากมาก ใช้แล้วงงสุดๆ แถมโหลดช้าอีกเพราะเนื้อหาเยอะ แต่แอพ THShowtime นั้นมีรายละเอียดของแต่ละโรงค่อนข้างครบถ้วน มีให้เลือกทุกโรง(ในกรุงเทพฯนะ ต่างจังหวัดไม่แน่ใจ) เราสามารถ Bookmark โรงหนังที่เราไปดูเป็นประจำไว้ได้ ง่ายและเร็ว เพิ่มความสะดวกได้อย่างมาก สำหรับใครที่ชอบดูหนังแอพนี้น่าจะมีประโยชน์แน่นอน

เป็นแอพหนึ่งที่ใช้เป็นประจำ ช่วยให้การวางแผนก่อนไปดูหนังสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะโรงหนังลิโด้และสกาล่าที่ช่วงหลังๆจะชอบไปดูที่นี้ แอพนี้ช่วยได้มากเลย เพราะจะเช็ครอบทีต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ Apex ไม่มีแอพของตัวเอง

สรุปว่าเป็นแอพที่ตัวเองใช้เป็นประจำเลยเอามาแนะนำครับ

ดาวน์โหลด THShowtime (Android)

THShowtime

THShowtime ทำ Bookmark โรงที่ไปดูเป็นประจำไว้

THShowtime ตัวอย่างการดูรอบหนังในเครือ APEX

ไปดูมาแล้ว Cloud Atlas (2012) หยุดโลกข้ามเวลา

หนังเรื่อง Cloud Atlas

Cloud Atlas (2012) ผลงานของ 3 ผู้กำกับร่วม Tom Tykwer กับ The Wachowski Brothers(Andy, Lana) สองคนหลังโด่งดังมาจาก The Matrix หนังที่เราดูหลายรอบมาก และก็ติดตามผลงานของสองพี่น้องนี้มาตลอด น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุที่ทำให้สนใจ และอยากดูหนังเรื่อง Cloud Atlas มาก

Cloud Atlas เป็นหนังที่สร้างจากนิยายของ David Mitchell ในชื่อเดียวกัน ฉบับภาษาไทยแปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน ใช้ชื่อว่า “เมฆาสัญจร” เป็นหนึ่งในหนังสือที่ต้องอ่านของผม!  หนังเล่าเรื่อง 6 เรื่อง 6 ยุคสมัย แม้แต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์จะอยู่คนละช่วงเวลาแต่การกระทำของแต่ละคนส่งผลกระทบและเชื่อมโยงถึงกันอย่างต่อเนื่อง

  • เรื่องที่ 1 (คศ.1849) มหาสมุทรแปซิฟิค, เรื่องราวการเดินทางกลับบ้านของทนายหนุ่มที่กำลังป่วยหนักบนเรือ และเพื่อนใหม่คนผิวดำ
  • เรื่องที่ 2 (คศ.1936) สก๊อตแลนด์, ชายหนุ่มผู้ช่วยนักแต่งเพลง ที่เฝ้ารอผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นจะโด่งดัง
  • เรื่องที่ 3 (คศ.1973) ซานฟานซิสโก, เรื่องราวของนักข่าวสาวที่กำลังสืบเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลของการควบคุมทิศทางการใช้พลังงานของคนบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
  • เรื่องที่ 4 (คศ.2012) อังกฤษ, เจ้าของสำนักพิมพ์ในวัยชรา ที่ถูกเจ้าหนี้ไล่บี้ให้ใช้เงินที่กู้ยืมมา สุดท้ายต้องไปติดอยู่บ้านพักคนชราที่ไม่ต่างจากคุก
  • เรื่อง 5 (คศ.2144) กรุงโซล, มนุษย์สังเคราะห์ที่ทำงานเหมือนหุ่นยนต์ กับการช่วยเหลือของหนุ่มนักปฎิวัติ
  • เรื่อง 6 (คศ.2321) ฮาวาย, ยุคหลังการล่มสลายของมนุษยชาติ ชาวเผ่าหุบเขาและการมาของหญิงสาวผู้มีอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

หนังได้เรต 18+ มีฉากรุนแรงในบางเรื่อง การเดินเรื่องเป็นแบบสลับไปมา ตอนแรกเริ่มเดินเรื่องช้าๆ พยายามนำเราเข้าสู่เรื่องราวทั้ง 6 ซึ่งอาจทำให้บางคนเบื่อได้เลยเพราะใช้เวลานานพอสมควรเลย แต่พอเริ่มเข้าเรื่องได้ก็สนุกขึ้นเรื่อยๆ ตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ หนังแต่ละเรื่องมีโทนในการเล่าที่ต่างกันนิดหน่อย บางเหตุการณ์ที่มีจุดร่วมในแต่ละเรื่องก็จะตัดสลับไม่มาสอดคล้องกัน ในทั้งหมด 6 เรื่อง บางเรื่องดูดราม่า บางเรื่องสนุกสนานและฮา บางเรื่องตื่นเต้นเป็นหนังแอคชั่นไปเลย แม้จะมีถึง 6 เรื่องดำเนินไปพร้อมกัน ตอนแรกอาจจะสับสนนิดหน่อย แต่พอเข้าใจเรื่องง ก็เปลี่ยนสนุกไปแล้ว

  • เห็นได้ชัดว่าพี่น้องวาโซวสกี้ ชอบดาราเกาหลี อย่างเช่น เรน (Speed Race, Ninja Assassin) และเรื่องนี้ดาราสาว เบย ดู นา ในบทมนุษย์สังเคราะห์ ได้บทเด่น และเธอก็ทำได้ดีทีเดียว
  • อีกคนที่ขอบอกว่าเกิดมาก Ben Whishaw ก่อนหน้านี้เจอเขาในบท Q หนัง 007 เรื่องล่าสุด Skyfall ใน Cloud Atlas เขารับบทเป็น โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์ นักแต่งเพลง แสดงได้เด่นมาก น่าจับตามองว่าจะเป็นดาวดวงใหม่ของฮอลลีวูด
  • และ Jim Sturgess ในบทนักปฎิวัติ แฮ โจ แชง ที่คอยช่วยเหลือมนุษย์สังเคราะห์ซอนมี-451 สาวๆเห็นแล้วต้องกรี๊ดแน่ๆ
  • หนังเรื่องนี้น่าจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม (Best Makeup)
  • ทั้ง 6 เรื่องแสดงให้เห็นผลของการกระทำอย่างชัดเจน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และหนังก็ย้ำในจุดนี้ได้ดีมาก
  • ตอนแรกคิดว่าจะได้ดูหนังแนวระลึกชาติอะไรทำนองนั้น แต่ไม่ใช่เลย!
  • เพลง Cloud Atlas Sextet ที่เป็นเพลงสำคัญ น่าเสียดายที่ทำได้ไม่ดีนัก ไม่ติดหู จำซาวด์ของมันไม่ได้ด้วยซ้ำ
  • ตอนดูจบกลับมานั่งดูว่ามันมีกี่เรื่องย่อยกันนะ พอไล่เรียงดู ถึงได้รู้ว่ามีถึง 6 เรื่องย่อเลยหรือนี้! แต่ตอนดูหนังรู้สึกว่ามันต่อเนื่องกัน ไม่ใช่คนละเรื่องอย่างเช่นหนังที่เราเคยดู อย่างเช่น 4 แพร่ง, 5 แพร่ง อะไรทำนองนั้นครับ
  • มีเซอร์ไพรส์ตอนจบ ที่ทำให้คนดูในโรงหนังอ้างปากค้างและตบมือกันเกรียวกร้าวเลยทีเดียวครับ

สรุปเป็นหนังครบทุกรส ทั้งดราม่า ตื่นเต้น แอคชั่น เศร้า และฮา รวมกันอยู่ในเรื่องนี้ ให้คะแนน 8/10 ครับ

ขอบคุณกิจกรรมพาบล็อกเกอร์ไปดูหนังของ Nuffnang ด้วยนะครับ ดูบล็อกของ @ac_nim ที่ไปดูด้วยกันได้ที่ https://noobnim.in.th/cloud-atlas

ตัวอย่างหนังเรื่อง Cloud Atlas ฉายจริงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555

Cloud Atlas

Cloud Atlas

Cloud Atlas

Cloud Atlas

Cloud Atlas

Cloud Atlas