หุ่นยนต์อัตโนมัติ ต้นแบบของ Automaton ในหนัง Hugo(2012)

Artificial Intelligence: An Illustrated History
Artificial Intelligence: An Illustrated History

ได้อ่านอ่านหนังสือ Artificial Intelligence: An Illustrated History: From Medieval Robots to Neural Networks by Clifford A. Pickover เป็นหนังสือที่เล่าถึงการพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ จนถึงปัญญาประดิษฐ์ โดยเล่าย้อนตั้งแต่รากฐานของนวัตกรรมในอดีตผ่านสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เกือบ 100 รายการที่พัฒนาต่อยอดขึ้นมากเรื่อย ๆ ตลอดช่วงเวลาระหว่าง 1300 ก่อนคริสตศักราชจนถึงยุคปัจจุบัน

Jaquet-Droz automata

สิ่งที่สะดุดตามากจนต้องหยิบมาเขียนเก็บไว้ คือ สิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า Jaquet-Droz automata ที่ถูกสร้างขึ้นโดยช่างทำนาฬิกาชาวสวิซต์ชื่อ Pierre Jaquet-Droz และลูกของเขา โดยถูกสร้างในช่วงปี 1768-1774 โดยประกอบด้วย automata ทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ หุ่นนักเขียน หุ่นนักดนตรี และหุ่นร่างแบบ หุ่นแต่ละตัวมีความซับซ้อนสูงมาก มีชิ้นส่วนประกอบตั้งแต่ 2,000-6,000 ชิ้นต่อตัว

ภาพวาดจากหุ่นร่างแบบ

พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อใช้โฆษณาสำหรับขายนาฬิกาและสร้างความบันเทิงให้หมู่ชนชั้นสูงที่เป็นลูกค้า ปัจจุบันนาฬิกาแบรนด์ Jaquet-Droz ก็ยังมีอยู่นะ และที่พิเศษกว่านั้น automata ทุกตัวปัจจุบันยังทำงานได้ดี ถูกเก็บรักษาอย่างดีและเปิดให้เข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ Musée d’Art et d’Histoire of Neuchâtel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Hugo (2011)

เหตุที่ตัวเองสนใจ Jaquet-Droz automata เป็นพิเศษ ทั้ง ๆ ที่ในหนังสือกล่าวถึงระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอีกหลายอย่าง เพราะว่าหุ่น Jaquet-Droz ทำให้นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ชอบมาก ๆ นั้นคือ Hugo (2011) ของมาร์ติน สกอร์เซซี เป็นเรื่องของเด็กกำพร้าฮิวโก้ที่อาศัยอยู่บนหอนาฬิกาของสถานีรถไฟ และพยายามหาชิ้นส่วนเพื่อซ่อม automaton หุ่นที่เป็นเหมือนตัวแทนสิ่งที่เหลือไว้ของพ่อผู้จากไป ในท้ายที่สุดตัวหุ่นก็ถูกซ่อมให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง และมันก็วาดภาพฉากหนึ่งของหนังอันโด่งดัง A Trip to the Moon ของ Georges Méliès เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญของเรื่องเลยทีเดียว

ภาพที่ Automaton วาดออกมา

เกร็ดหลังจากได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ automaton ในหนัง Hugo ก็ไม่แปลกใจเลย ที่หนังเรื่องนี้ก็ได้รับแรงบรรดาลใจมาจากหุ่น Jaquet-Droz automata และหุ่นกลไกตัวนั้นถูกสร้างโดยนักสร้างพร๊อพ Dick George และมันสามารถทำงานได้จริง ตัวหุ่นถูกควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใต้โต๊ะ มือของหุ่นถูกเชื่อมต่อกับกลไกผ่านชุดแม่เหล็ก มันสามารถวาดภาพทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบได้ แต่ใช้เวลานานถึง 46-47 นาที

อยากรู้ว่ามีใครชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกันไหมนะ

สิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ นวัตกรรมของโรงงานอุตสาหกรรม

ปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นโรงงานผลิตสินค้า มีการแข่งขันที่ดุเดือดและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุทธวิธีอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้ เทียบเท่ากับต่างประเทศ คือ การใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ หรือที่เรียกว่า การใช้งานเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมสนับสนุน โดยเฉพาะด้านการออกแบบและจัดสร้างระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม 

แต่ต้องยอมรับว่า ประเทศยังกำลังพัฒนา เทคโนโลยีนี้ เพื่อให้เข้าสู่ตลาดโลกให้ได้ ยังคงใช้งานเทคโนโลยีที่รับมาจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนและค่าซ่อมบำรุงที่สูง ยังไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นเอง ในประเทศไทย ถึงแม้ปี 2018 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ทำการก่อตั้งแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น เพื่อเปิดโลกอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมการผลิต ซึ่งกำลังพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้น

นวัตกรรมของโรงงานอุตสาหกรรม มีผลต่อการดำรงชีวิตอย่างไร

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา มีอุตสาหกรรม ผลิตเครื่องจักรกล เครื่องยานยนต์  รวมถึงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นหนึ่งในการส่งออกที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว ต้องผลิตเครื่องมือเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมากเช่นกัน

แต่ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงานก็เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีโรคระบาด โควิด 19 ที่คนงานทั้งหลาย ต้องพักกักตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อระงับการแพร่กระจายของเชื้อ อีกทั้งงานบางประเภทก็มีการทำงานซ้ำซ้อน หรือเป็นงานที่เสี่ยงและอันตราย จึงมีผู้ที่เห็นปัญหาเช่นนี้ แล้วผลิตนวัตกรรมขึ้นมาชนิดหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น เรียกว่า หุ่นยนต์ อุตสาหกรรม

ถือเป็นนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร หุ่นยนต์นี้ก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เจ็บไม่ป่วยง่ายเหมือนมนุษย์ แถมยังทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์อีกด้วย แถมยังมีอดทนต่อสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะร้อน หรือหนาว เจ้าหุ่นยนต์นี้ก็ไม่บ่น  และยังคงทำงานต่อไป  ถ้าเทียบอัตราการทำงานแล้ว หุ่นยนต์หนึ่งตัวเทียบเท่าการทำงานของคนถึง 10 คน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของหุ่นยนต์นั้นๆด้วย ด้วยเหตุนี้ หุ่นยนต์จึงถูกนำมาใช้แทนที่มนุษย์ และให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมแทน

แต่อย่างไรก็ดี จำนวนเงินลงทุนเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น การสั่งซื้อหุ่นยนต์และการจัดจ้างบุคลากร ก็ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัจจุบันที่ความต้องการของท้องตลาดที่ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตจึงมีการแย่งกันซื้อหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมไหนมีงบมากก็จะได้เปรียบในส่วนนี้ นอกจากนี้ยังมีค่าบำรุงรักษาหุ่นยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมออีกด้วย ว่าการสั่งซื้อมากยากแล้ว ต้องมีค่าบำรุงรักษาอีกด้วย เช่นนี้อุตสาหกรรมต่างๆต้องมีการบริหารจัดสรรงบของตัวเองให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภายหลัง

โดยปัจจุบันนี้นวัตกรรมหุ่นยนต์ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จากระบบที่ทันสมัยมากขึ้น ทั้งระบบอัตโนมัติต่างๆ หรือระบบการทำงานได้หลายอย่าง เกิดเป็นหุ่นยนต์ใหม่ๆ ที่ผลิตออกมามากขึ้น และยิ่งมีหุ่นยนต์ที่ดีมากเท่าไร ก็เป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้ผลิตชิ้นงานได้อย่างหลากหลายตอบสองต่อความต้องการของท้องตลาด รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งวันนี้ จะขอแนะนำให้รู้จักกับนวัตกรรมต่างๆที่มีใช้ในอุตสาหกรรม ดังนี้

4 นวัตกรรมหุ่นยนต์ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตในอุตสาหกรรม

เชื่อว่าโรงงานหลายๆโรงงาน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งที่โรงงานต้องการมากที่สุดคือ การผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมากที่สุด หรือจำนวนที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องตลาด ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น แน่นอนว่าอาจจะต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิต แต่การเพิ่มต้นทุนที่คุ้มค่า ในระยะยาว คงหนีไม่พ้น การใช้หุ่นยนต์ช่วยในการผลิต ซึ่งหุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงาน มีดังนี้

1. หุ่นยนต์อเนกประสงค์

โดยส่วนมาก หุ่นยนต์ชนิดนี้ จะถูกพัฒนามาเป็น แขนหุ่นยนต์ เพื่อใช้ในการหยิบจับสิ่งของ และใช้ขนส่ง ช่วยส่งต่องานให้งานไหลลื่น นอกจากนี้สามารถติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้หุ่นยนต์ชนิดนี้ทำงานอย่างอื่นนอกจากการหยิบจับหรือส่งต่องานได้ด้วย เช่น งานตรวจสอบต่างๆ  

หุ่นยนต์อเนกประสงค์นี้ เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่จำกัด มีพื้นที่ใช้สอยที่แคบ ตัวหุ่นยนต์มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น Nachi MZ07 ที่ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยในการติดตั้ง ตัวเครื่องมีระบบป้องกันฝุ่นและหยดน้ำ เหมาะสำหรับการติดตั้งที่ง่าย ไม่ต้องจัดสรรหาพื้นที่มากมาย ทำงานได้รวดเร็ว แถมยังรองรับการทำงานระบบ ออโตเมชั่น ที่ง่ายต่อการออกคำสั่งของผู้ใช้งาน

2. หุ่นยนต์เชื่อม

นับเป็นหุ่นยนต์สำคัญ ที่มีส่วนช่วยในอุตสาหกรรมการผลิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะโรงงานส่วนใหญ่ต้องใช้หุ่นยนต์ประเภทนี้ ช่วยในการผลิตยานยนต์ต่างๆให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องตลาด  

ซึ่งมีลักษณะเป็นแขนหุ่นแบบตั้งโต๊ะ มีส่วยปลายแหลมเป็นหัวเชื่อมเหล็ก โดยส่วนมากจะทำงานร่วมกับระบบสายพานที่จะทำหน้าที่ส่งสิ่งของที่จะเชื่อมมายังระยะที่เหมาะสมกับแขนหุ่น และทำการเชื่อมแบบอัตโนมัติ ตามจุดที่ต้องการ และแน่นอนว่า หุ่นยนต์นี้ทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่ามนุษย์  เช่น Fanuc ARC Welding Robot หุ่นยนต์เชื่อมไฟฟ้า ซึ่งรับน้ำหนักได้ถึง 20 กิโลกรัม สามารถยื่นได้ยาวถึง 2 เมตร เชื่อมได้ทั้งไฟฟ้า เลเซอร์ หรือจะใช้เป็นงานตัดประเภทต่างๆได้

3. หุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าและวัสดุ

เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการใช้งานทั้งในโรงงานและโกดังต่างๆ เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนามาขึ้น เพื่อจัดเรียงสินค้าในโรงงาน โดยเฉพาะในโรงงานใหญ่ๆที่มีผลผลิตมาก มีการพัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมาใช้เอง ก็ได้แทนการใช้แรงงานมนุษย์ในการทำงาน

หน้าที่และบทบาทของหุ่นยนต์ชนิดนี้ สามารถทำให้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งานในแต่ละโรงงาน และโดยทั่วไปแล้วจะมีหน้าที่หลักๆ ดังนี้  ทำหน้าที่จัดเรียงสินค้าลงกล่อง  ทำการแพ็จเกจหรือห่อสินค้า  ทำการจัดเรียงกล่องสินค้าลงบนพาเลท  หรือทำการยกและเคลื่อนย้ายพาเลทไปยังจุดต่างๆ  และขนส่งวัสดุต่างๆในโรงงาน  ด้วยลักษณะการทำงานจะเห็นว่า หุ่นยนต์ชนิดนี้หลายรุ่น สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ในวงกว้างหรือพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำการขนส่งชิ้นงานให้ดำเนินการขั้นตอนการผลิตต่อไป และนอกจากนี้ยังมีความคิดที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ในรูปแบบโดรน ขึ้นเพื่อทำการขนส่งสินค้าในโรงงานด้วยการบินอีกด้วย

4. หุ่นยนต์ตรวจสอบความปลอดภัย

ปัจจุบันมีอุตสาหกรรมมากมาย ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมหลายที่ งานบางงานที่ต้องทำ อาจเสี่ยงหรืออันตรายมากเกินไป หากให้มนุษย์เป็นผู้ดำเนินการด้วยตัวเอง หรือเป็นจุดที่มนุษย์ทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ทำให้เกิดความยากลำบากในการทำงาน ด้วยเหตุผลนี้ หุ่นยนต์ชนิดนี้ จึงถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานภายในโรงงาน ซึ่งบทบาททั่วไปของหุ่นยนต์ชนิดนี้ คือ ตรวจสอบ ซึ่งการตรวจสอบในที่นี้ จะเป็นการตรวจสอบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ เช่น การตรวจสอบสารพิษที่รั่วไหลในโรงงาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัย ไม่มีไฟฟ้ารั่วไหล ด้วยอินฟาเรดหรืออุปกรณ์อื่นๆ ตรวจสอบปล่องควันหรือจุดที่อยู่สูง ตรวจสอบวัสดุในโรงงานหรือความพร้อมของวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้ในโรงงาน ซึ่งหุ่นยนต์ชนิดนี้ มีทั้งทำงานได้ด้วยตัวเอง และทำงานด้วยระบบที่มีมนุษย์ควบคุม

เมื่อเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันก็มากขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานที่ต้องทำการผลิตให้มากขึ้น ที่มากเกินความสามารถของมนุษย์ทั่วไปที่จะทำให้ แต่มนุษย์สามารถพัฒนาและสร้างสิ่งที่ปฏิบัติแทนตัวเองได้ขึ้นมา ให้ในโรงงานเพื่อช่วยในการผลิต และแน่นอนว่า สิงที่พัฒนาและสร้างขึ้นมานั้น ทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และอดทนต่อสภาพต่างๆได้กว่ามนุษย์อีกด้วย

กลับมาเขียนบทความใน Biomed.in.th ในรอบเกือบ 8 ปี

หน้าเว็บ Biomed.in.th ล่าสุด

หลังจากทิ้งให้เว็บ Biomed.in.th ร้างมานานมากๆ โพสสุดท้ายคือเมื่อกันยายน 2014 มันคือเกือบจะ 8 ปีได้แล้ว ตอนนี้เข้าไปอัพเดตและปรับดีไซด์ใหม่นิดหน่อย และหวังว่าต่อไปจะมีเวลาเข้าไปแชร์ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น อยากให้มันเป็นแหล่งข่าวที่อ่านง่ายๆ คนทั่วไปอ่านได้ คนที่จริงจังคิดว่าเขาวารสารต่างประเทศกันได้ อยากให้มันเป็นแนว popsci อ่านเข้าใจได้ง่าย สั้น ๆ

พอมองย้อนไปเนื้อหาก่อนหน้านี้มีหลายครั้งที่คนเข้ามาขอให้ประชาสัมพันธ์ งานสัมมนาวิชาการ ร่วมทั้งหานักวิจัยมาช่วยงาน อันนี้ต้องเข้าใจเพราะงานทางด้านนี้ค่อนข้างเฉพาะทาง จึงเป็นไอเดียเปิดให้อีกหน้าให้โดยเฉพาะ ใครอยากประชาสัมพันธ์อะไรก็ส่งเข้ามาให้พิจารณา ถ้าทางทีมเห็นสมควรก็จะกระจายข่าวสารให้ แม้แต่การหางาน หานักวิจัย ก็ส่งเข้ามาประชาสัมพันธ์กันได้เช่นกัน การแยกหน้าออกไปโดยเฉพาะไม่ปนกับเนื้อหา ก็เพื่อให้ทุกอย่างในเว็บดูเป็นระเบียบ และเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนมากขึ้น

ประเดิม บทความแรกด้วย โควิดกับการตั้งครรภ์: ข้อมูลที่มีล่าสุดบอกอะไรบ้าง? อ้างอิงมาจาก Nature เรียบเรียงใหม่ให้สั้นและเหมาะสมขึ้น ตอนแรกว่าจะเขียนสั้นๆ ก็ยาวซะงั้น ตามไปคลิกอ่านได้ มีข้อเสนอแนะอะไรก็บอกกันได้

ส่วนเพื่อน ๆ คนที่เคยช่วย ๆ กันเขียนบทความก็ทยอยเรียนจบเอก ได้ดิบได้ดีกันไปหมดแล้ว งานคงจะล้นมือมากกว่าแต่ก่อนแน่ ๆ ถ้าจะกลับมาช่วยกันเขียนบ้างก็ยินดีมาก ๆ ครับ

AMP ช่วยให้ผู้ใช้มาจากมือถือแซงเดสก์ท็อปแล้ว

อะไรคือ AMP? เกี่ยวข้องยังไงกับบล็อกนี้?

เรื่องเล่าวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบล็อกของตัวเองที่เขียนๆ หยุด ๆ มานานพอสมควร ถ้านับเวลาน่าจะเกิน 10 ปีได้แล้ว โพสแรก ตัวบล็อกมันอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยมีค่าโฆษณาจาก Google Ads ที่ติดไว้คอยเลี้ยงดู ไม่ได้เยอะ แต่เพียงพอที่จะจ่ายค่าโฮสและค่าโดเมนรายปีได้ ทั้ง ๆ ที่บางปีเขียนเรื่องใหม่ไปแค่ 1-2 เรื่องเท่านั้น ต้องขอบคุณคนคลิกเข้ามาดู ที่สำคัญตลอดเวลาที่ผ่านมารายได้มาจากผู้ใช้งานเดสก์ท็อปเป็นหลัก


ในยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ไปอยู่ในแพลตฟอร์มโซลเชียลกันหมดแล้ว แต่แนวบล็อกหรือเว็บไซต์ก็ยังให้ความรู้สึกว่าชอบมากกว่า นั่งกดอ่าน feed ผ่าน RSS ก็ยังเป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิม คิดว่ายังคงต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ

เข้าเรื่องหลักเลยแล้วกัน เมื่อราวสองเดือนก่อนตอนที่เข้าไปดูรายงานของ Google Adsense มีข้อความแนะนำจากระบบประมาณว่า
เฮ้ย…ไม่ปรับปรุงเว็บของแกให้แสดงผลให้เป็นมิตรกับคนใช้มือถือหน่อยหรอ คนใช้เยอะนะ
เอารายละเอียดของ AMP (Accelerated Mobile Pages )ไปอ่าน แล้วลองทำดูซ่ะนะ เลยลองทำตามคำแนะนำ

ซึ่งโดยปรกติแล้วอะไรที่เขานิยม ใน WordPress ก็จะมีปลั๊กอินรองรับอยู่แล้ว
จากนั้นแค่เข้าไปโหลด ปลั๊กอิน มาติดตั้ง คลิก 2-3 ที ก็เสร็จ
ง่ายเช่นกันในการเอา Google Ads ฝั่งลงไปในระบบ เข้าไปด้วย

สิ่งที่ได้หลังจากนั้นในช่วงที่ผ่านมา รายได้ใน Google Ads ผ่านมือถือแซงรายได้จากเดสก์ท็อปไปแล้ว ความจริงแล้วพอลองเข้าไปดูใน Google Analytic ดี ๆ จะพบว่าอุปกรณ์ที่เข้ามาในบล็อกนี้ก็เป็นโทรศัพท์มือถือระดับไฮเอนด์อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดสก์ท็อปมาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่เพิ่งจะมาแซงตอนปรับให้มีเพจสำหรับมือถือ

ดังนั้นในเดือนนี้ต้องขอบันทึกไว้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา 10 กว่าปี ตอนนี้รายได้จากคนใช้มือถือได้แซงฝั่งเดสก์ท็อปไปแล้ว คนอื่นอาจปรับตัวไปนานแล้ว แต่พวกไม่สนใจอะไรเพิ่งจะปรับตัวตาม (หมายถึงตัวเอง) เลยเพิ่งจะเห็นผล

แหล่งรายได้ของบล็อกนี้ จากโทรศัพท์มือถือมากกว่าเดสก์ท็อปแล้วในช่วงที่ผ่านมา

แต่ถ้าไปดูรายงานของทั่วโลกมือถือแซงเดสก์ท็อปไปตั้งแต่ปี 2016 แล้ว ลิงค์ข่าว

ปล. ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าในอุตสาหกรรมเกม มือถือก็กำลังจะแซงเกมบนเดสก์ท็อปแล้วเช่นกัน

“ย้ำอีกที มือถือคืออุปกรณ์หลักของคนใช้อินเทอร์เน็ตนานแล้ว” ปรับตัวซะ

อ่าน ebook และ audiobook ฟรีออนไลน์ มากกว่า 4,000 เรื่อง

มีวิธีที่เราจะสามารถอ่าน ebook และ audiobook ได้ฟรี แบบถูกลิขสิทธิ์มาแนะนำครับ ตัวผมได้ใช้งานมาได้ราวเดือนกว่าๆ พบว่ามันดีมาก เพิ่มความสะดวกสบาย และเพิ่ม productivity ในการอ่านได้อย่างมาก เอาจริงๆ ไม่อยากแชร์ให้คนอื่นรู้ด้วยซ้ำ อยากแอบใช้งานอยู่แค่กลุ่มเล็กๆ (กลัวถูกแย่งใช้) แต่คิดไปคิดมา ยังเชื่อในสังคมแบ่งปัน เพราะมันดีจริงๆ อยากให้คนอื่นได้ลองใช้ดู เผื่อว่ามันจะขยายในวงกว้างขึ้นและเพิ่มปริมาณหนังสือและจำนวน copy ได้มากขึ้นตามความนิยม

เกริ่นมาเสียยืดยาว วิธีการที่ว่าคือ การเชื่อม application e-reader ในมือถือ หรือเทบเล็ตของเรากับห้องสมุดออนไลน์ที่เราเป็นสมาชิกอยู่ จากนั้นก็ยืม จอง หนังสือได้ในแบบเดียวกันกับที่เราไปใช้งานห้องสมุดสาธารณะทั่วไป ซึ่งต่างประเทศจะมีห้องสมุดที่สามารถเชื่อมเข้ากับระบบได้เยอะมาก มีเกือบจะทุกเมืองที่สามารถทำได้ โชคดีมากๆที่ในไทยก็มีห้องสมุดออนไลน์แห่งหนึ่งนั้นคือ TK Park ที่สามารถเชื่อมกับระบบได้ และฟรีค่าสมาชิกอีกด้วย

Libby free ebook and audiobook online

หวังว่าห้องสมุดของไทยที่อื่นๆเช่น ห้องสมุดสาธารณะ หรือ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จะเพิ่มเข้ามาในระบบได้ในอนาคต อีกอย่างต้องยอมรับว่าระบบอ่าน ebook ของไทยค่อนข้างแย่ และหนังสือที่อ่านได้ก็จำกัดมากๆ การใช้ระบบนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเพิ่มโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงและอ่านหนังสือได้มากขึ้น

ขั้นตอนการใช้งาน

  1. ให้ไปสมัครสมาชิกห้องสมุดออนไลน์ของ TK park สมัครได้ฟรี ไว้ก่อนเพราะจำเป็นต้องใช้ในขั้นตอนการเชื่อมต่อกับระบบ
  2. ดาวน์โหลด application ที่ชื่อ Libby มาติดตั้งให้เรียบร้อย มีทั้งฝั่ง Apple และ Google
  3. เข้าไปเพิ่ม สมาชิกห้องสมุด ใน Add A Library ในแอพโดยใช้รายละเอียดของ TK park ที่เราสมัครไว้แล้วตามข้อ 1
  4. เลือกหนังสือที่อยากอ่าน ที่มีมากกว่า 4,000 รายการ มีหนังสือทั้งเก่าใหม่ มีทั้งแบบหนังสือ เสียง และภาพ ยืมได้ไม่เกิน 4 เล่ม (ถ้าเกินโควต้าก็คืนเล่มที่ยืมก่อนแล้วค่อยยืมเล่มใหม่) ยืมได้เล่มละ 2 สัปดาห์ จองคิวได้ 2 เล่ม

ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือออนไลน์ ที่สำคัญใหม่ เยอะและฟรีด้วย

ตัวอย่างหนังสือที่สามารถยืมอ่านได้
หนังสือมีให้เลือกหลากหลายแนว

สนใจบทความเกี่ยวกับหนังสือตามอ่านได้ที่หัวข้อ หนังสือ ได้ครับ

Google Pixel Buds หูฟังแปลภาษาแบบ real-time ใช้กับมือถือรุ่นอื่นได้ไหม?

Google เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลายอย่างจาก Event ในเดือนตุลาคม เอาเป็นว่าเข้าไปดูได้ที่ https://store.google.com แต่มีอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากจนต้องมาเขียนถึงเลย คือ Google Pixel Buds หูฟังไร้สายที่ทำงานร่วมกับมือถือเพื่อแปลภาษาแบบ real-time ทำให้คนที่คุยกันคนละภาษาสามารถคุยโต้ตอบกันได้เลย มันเจ๋งมาก

Google Pixel Buds

มันทำงานแบบไหน และเจ๋งแค่ไหนลองดูได้ที่วิดีโอสาธิตการใช้งาน

ก่อนจะกดสั่งซื้อ เลยตั้งคำถามสำคัญก่อน

  • หูฟังแปลภาษาตัวนี้ใช้กับมือถือรุ่นอื่นได้หรือไม่?
    คำตอบ: ไม่ได้

เมื่อเข้าไปดูใน รายละเอียดของ Google Pixel Buds Requirements & Specifications

  • ระบุไว้ดังนี้ ใช้สำหรับเป็นหูฟังไร้สาย Bluetooth ใช้ได้กับ
    -Android 5.0 ขึ้นไป
    -iOS 10.0 ขึ้นไป
  • ถ้าอยากใช้ผู้ช่วย Google Assistant
    -Android 6.0 ขึ้นไป
  • แต่ตัวสำคัญ ถ้าต้องใช้ Google Translate เพื่อแปลภาษาแบบ real-time (ฟีเจอร์ที่อยากใช้)
    – ต้องใช้ร่วมกับมือถือ Pixel หรือ Pixel 2 เท่านั้น

สรุปว่ามันคือ Exclusive feature สำหรับ Google Pixel Phone ใช้ได้ทั้งรุ่นแรก และรุ่น 2 แต่ไม่รองรับมือถือแอนดรอยด์รุ่นอื่น

(เสียใจ)

โค้ดสั่นๆลดงาน 3 วัน เหลือ 1 นาที

# Ruby version:2.4

layout = RBA::Layout::new()
top = layout.create_cell(“TOP”)
l1 = layout.layer(1, 0)
top.shapes(l1).insert(RBA::Box::new(0, 0, 1000, 2000))
.
layout.write(“2D-gradient.gds”)

ตัวโค้ดไม่กี่บรรทัดนี้ ทำให้งานที่พยายามทำมาตลอด 3 วันจบลงใน 1 นาที แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะเวลาที่ต้องศึกษาการใช้งานก็ใช้เวลาพอๆกับทำเองด้วยมือเหมือนกัน แต่สิ่งที่ได้มาถือว่าคุ้มค่าเพราะพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ ในอนาคต

Macro development

โจทย์มีอยู่ว่าต้องสร้าง object ราว 1500-2000 อัน ซึ่งมีขนาด ระยะ แตกต่างกัน วางตำแหน่งในรูปแบบที่เป็น pattern ตามกำหนด

ในตอนแรกนั้น พยายามจะหาวิธีที่สามารถสร้างได้ใน KLayout แบบที่มีในเมนู วิธีที่ใกล้เคียงที่สุดที่ทำได้ คือ make array แต่ไม่สามารถสร้างให้ระยะระหว่าง object เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆได้ กำหนดได้แค่ค่าเดียว

จึงพยายามหาวิธีอื่นๆอยู่สักพัก เลยรู้ว่าสามารถใช้ Ruby ใน KLayout สร้าง object ได้ แต่มันไม่ง่ายสำหรับผู้ไม่เคยใช้นะสิ ต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร

ทางออกเพื่อให้ได้งานที่รวดเร็วที่สุดคือ เขียนเองทีละชิ้น ผลคือทำอยู่ 3 วัน เสร็จจริง แต่งานที่ได้มีความเสี่ยงที่จะผิดพลาดเยอะมาก เพราะต้องกำหนดตัวเลขต่างๆด้วยมือ แล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผิดตรงไหน อันนี้ไม่โอเค

คราวนี้ จำต้องกลับมาศึกษาวิธีเขียนโค้ดใหม่ ค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจไปทีละขั้น ใช้เวลาไปหลายวันพอๆกัน แต่ใช้ความพยายามต่างกันอันหนึ่งใช้หัวคิด อีกอันใช้แรงงาน

สรุปสุดท้ายว่า เราได้ชุดโค้ดที่สามารถสร้างงานที่เราใช้เวลาทำ 3 วันให้เสร็จภายใน 1 นาที แต่การจะลดงานให้เหลือ 1 นาที ก็ใช้เวลา 3 วันเพื่อศึกษาเหมือนกัน

อ้างอิง: https://www.klayout.de/index.html

[CeBIT2017] Lyric speaker ลำโพงพร้อมจอแสดงเนื้อร้อง

สัปดาห์ที่แล้วได้ไปเที่ยวงาน CeBIT 2017 (Centrum für Büroautomation, Informationstechnologie und Telekommunikation, (English)Center for Office Automation, Information Technology and Telecommunication) เป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี ปีนี้มีญีปุ่นเป็นพาร์ทเนอร์ในการจัดงาน

งานจัดที่ Hannover ปีที่แล้วก็ไปมา แต่ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย

ปีนี้มีหลายส่วนที่น่าสนใจ ก็เลยอยากเอามาแชร์ จะค่อยๆทยอยเอามาลง

ตัวแรกที่เห็นแล้ว น่าสนใจและอยากได้มาก สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงแบบรู้เนื้อร้อง ประหนึ่งว่ากำลังดูคาราโอเกะแล้วต้องชอบลำโพงตัวนี้แน่ๆ ลำโพงตัวนี้ คือ Lyric speaker ลำโพงระดับ HiRes ที่มาพร้อมจอโปร่งแสง แสดงเนื้อเพลงของเพลงที่กำลังเล่น

Lyric speaker

เป็นสิ้นค้าจากญีปุ่น เชื่อมต่อกับมือถือได้ทั้ง iOS, Android

Lyric Sync Technology

ตอนที่ไปดูในบูธก็ให้เขาเปิดเพลงให้ดู แล้วก็กดอัดวิดีโอครับ แต่ดันกดอัดวิดีโอตอนเพลงที่ไม่มีเนื้อซะงั้น แต่ตอนเพลงที่มีเนื้อมันก็มีเอฟเฟ็คเท่ๆให้ดูนะครับ

เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ก็มีให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ แต่ว่าตัวจริงดูเท่กว่ามาก เว็บไซต์ https://lyric-speaker.com

Lyric-speaker

มาถึงส่วนที่สำคัญ ราคา สิ้นค้าน่าใช้มาก เหมาะกับการเอามาตั้งไว้ที่บ้านมาก ราคาที่ถามกับคนเฝ้าบูธคือ 5,000 ยูโร (~190,000 บาท) ผมถามอยู่ 3 รอบว่าที่ได้ยินไม่ผิดใช่ไหม? แต่ได้คำตอบเดิมกลับมา

แต่ว่าๆ…ตอนกลับมาเช็คราคาในเว็บไซต์ของญี่ปุ่นและลองกดสั่งสิ้นค้าไป คำนวณจากเงินเยนออกมาได้ราว 2,500 ยูโร (~100,000 บาท) เท่านั้นครับ ก็ขอเชื่อตามเว็บไซต์ก็แล้วกัน (เพราะถูกตัวกว่า) คิดว่าคงเหมาะกับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้นครับ T_T

ในเว็บไซต์บอกรายละเอียดของลำโพตัวนี้อย่างละเอียดดังนี้

สเปค

Product Name: Lyric speaker
Model: LS1
Color: Black
Dimensions (Approximate): W52cm x D14cm x H35cm
Weight (Approximate): 11kg (Body 10.5kg, AC adapter 0.5kg, Power cord 0.2kg)

Display: 22inch Transparent LCD
Speaker:

  • Speaker Coaxial Loudspeaker x2,Drone Cone Speaker x2
  • Output(max) 20Wx2 (40W)
  • Enclosure Dual Passive Radiators
  • Frequency 40Hz – 40kHz

Wi-Fi®:

  • Standard IEEE 802.11 a/b/g/n/ac
    Security WPA2 – Personal
    Frequency 2.4/5.0 GHz

Material: Body ABS / Galvanized Steel / Acrylic Plate
Power: Power 100W max *Power Consumption Operational
Included in the Box: Lyric speaker(body), Manual・Warranty, AC adapter, Power cord

reMarkable แท็บเล็ตจอ E-Ink อ่าน เขียนได้เหมือนกระดาษ

หลายวันมานี้ได้เห็นโฆษณาอันหนึ่งบ่อยมาก อาจเพราะว่าค้นคำว่า “the best of tablet for artist” บ่อย จึงมีโฆษณาเกี่ยวกับแท็บเล็ตโผล่มาให้เห็น โฆษณาของผลิตภัณฑ์ที่ว่าคือ reMarkable: The paper tablet นิยามด้วยแท็บเล็ตที่ได้ฟิลลิ่งเหมือนกระดาษ(อ่าน เขียน เสก็ต)

reMarkable แท็บเล็ตที่อ่านเขียนได้เหมือนกระดาษ

เมื่อดูรายละเอียดแล้วก็ต้องบอกว่าไอเดียและคอนเซ็พท์นั้นโดนใจมาก

สิ่งที่เราอยากได้สำหรับเท็บเล็ต แล้วก็ถือว่าเป็นจุดเด่นของแท็บเล็ตตัวนี้อีกด้วย มีดังนี้

  • เขียนได้เหมือนกระดาษ
    (แท็บเล็ตในตลาดตอนนี้ส่วนใหญ่เขียนบนหน้าจอได้ แต่ถ้าอยากได้การเขียนที่ละเอียดและแม่นยำ ในตลาดตอนนี้มี iPad Pro, Galaxy Tab S3, LENOVO Yoga Book, Surface Pro 4)
  • แบตเตอรี่ที่ใช้ได้นานหลายวัน
    เพราะจอขาวดำใช้พลังงานต่ำกว่ามาก แม้ว่า reMarkable จะยังไม่ระบุว่าใช้ได้กี่วันแต่ก็หวังว่าจะใช้ได้หลักสัปดาห์ต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง อย่างเช่นที่ Amazon Kindle ทำได้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตอื่นๆที่ใช้งานในหลักชั่วโมงเท่านั้น
  • อ่านหนังสือได้นาน (จอ E-ink ดีที่สุด ปัจจุบันใช้ Amazon Kindle อ่านหนังสือ ซึ่งก็อ่านได้อย่างจริงจัง ไม่เหมือนกับอ่านจากจอแบบอื่นๆ)
  • ราคาถูก 379 usd (ล่าสุดเป็น 429 usd แล้ว) เมื่อเทียบกับแท็บเล็ตที่กล่าวมาข้างต้นราคาแพงระดับ 500-1,200 usd

จากเหตุผลด้านบนตัว reMarkable ค่อนข้างตอบโจทย์มากๆ แต่ก็มีจุดด้อยอยู่บ้างดังนี้

  • เป็นจอขาวดำถ้าอยากทำงานศิลป์จริงจังมีลงสีอาจจะไม่เหมาะ
  • ใช้ OS ที่พัฒนาขึ้นเองอาจจะไม่มีแอพจากแหล่งอื่นให้ใช้
  • บริษัทที่ทำเป็น Startup ใหม่ ซึ่งยังไม่มีผลิตอื่นก่อนหน้านี้เลย คุณภาพของสิ้นค้าจะดีแค่ไหน รวมทั้งบริการหลังการขายจะเป็นยังไง ทำให้ยังลังเลที่จะ Pre-Order (ถ้า Amazon ทำกดสั่งไปแล้ว)

แต่ถ้าหากมองข้ามจุดด้อยต่างๆเหล่านี้ได้ reMarkable จึงเป็นแท็บเล็ตที่น่าสนใจมากๆ ด้วยจุดเด่น E-Reader ที่สามารถทั้งอ่าน เขียน และเสก็ต ได้ (Read, Write, Sketch)

reMarkable Read Write Sketch

อีกอย่างที่น่าสนใจ คือ ปากกาที่ใช้เขียนของ reMarkable รองรับแรงกดถึง 2048 ระดับ แต่ไม่ต้องชาร์ตและไม่ต้องใช้บลูทูธในการเชื่อมต่อ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ดีมากๆ

reMarkable feature sturdy

เขียนมาถึงขนาดนี้เหมือนได้ค่าโฆษณามาเขียนเชียร์เลย แต่มันก็ดูดีน่าใช้จริงๆ หวังว่าเมื่อผลิตเสร็จแล้ว จะทำงานได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เคลมไว้

สุดท้ายมาดูวิดีโอโปรโมตของ reMarkable กันครับ อย่างที่บอกมันน่าใช้มาก

รายละเอียดสเปค

Size and Weight

  • 177 x 256 x 6.7mm (6.9 x 10.1 x .26 inches)
  • Approximately 350 gram (.77 pounds)

CANVAS display

  • 10.3” monochrome digital paper display (no colors)
  • 1872×1404 resolution (226 DPI)
  • Partially powered by E-ink Carta technology
  • Multi-point capacitive touch
  • No glass parts, virtually unbreakable
  • Paper-like surface friction

Pen

  • No battery, setup or pairing required
  • Special high-friction pen tip
  • Tilt detection
  • 2048 levels of pressure sensitivity

Storage and RAM

  • 8 GB internal storage (100,000 pages)
  • 512 MB DDR3L RAM

Connectivity

  • Wi-Fi connected

Battery

  • Rechargeable (Micro USB)
  • 3000 mAh

Processor

  • 1 GHz ARM A9 CPU

Operating system

  • Codex, a custom Linux-based OS optimized for low-latency e-paper

Document support

  • PDF and ePUB, with more formats to be announced

Other

  • Menu language: English only

ที่มา: https://getremarkable.com/

Wallpapers โดย Google เปลี่ยนพื้นหลังใหม่ให้มือถือในทุกๆวัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน Google เปิดให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อ Wallpapers สำหรับ Android ซึ่งเป็นแอพที่จะเปลี่ยนพื้นหลังของมือถือให้เราอัตโนมัติในทุกๆวัน

Daily wallpapers by Google

ผมได้ลองติดตั้งและลองใช้งานดูเกือบจะครบสัปดาห์แล้ว ชอบมากเลยมาเขียนเก็บไว้ ในตอนเช้าที่ตื่นมา มีแอบลุ้นนิดๆว่าภาพพื้นหลังวันนี้จะเป็นยังไง ในแอพ Wallpapers นั้นมีหมวดหมู่ต่างๆให้เลือกหลายอัน เช่น Earth, Landscapes, Cityscapes, Life, etc. แล้วแต่ชอบใจ

Daily wallpapers by Google

หมวดหมู่ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ Landscapes เพราะภาพแต่อันที่ถูกคัดมานั้น สวยงามมากๆ

มีอยู่หลายครั้งเปิดไปดูภาพในแอพ แล้วอยากรู้ว่ารายละเอียดของภาพนั้น ว่าเป็นผลงานของใคร เมื่อคลิก Explore เข้าไป เราจะเห็นรายละเอียดของคนถ่ายภาพนั้น รวมทั้งผลงานอื่นๆของเขาอีกด้วย เรียกได้ว่าเพลินดีเลยทีเดียว

Daily wallpapers by Google

อยากลองเล่นบ้างเข้าไปโหลดได้ที่ Google Play