ของฝากจากประเทศไทยสำหรับเพื่อนต่างชาติ

ของฝากจากประเทศไทยสำหรับเพื่อนต่างชาติ

ถ้าคิดจะซื้อขนม ของกิน จากไทยไปฝากเพื่อน ๆ ในที่ทำงานที่เป็นเพื่อนต่างชาติ ขอนำเสนอ 3 อย่างนี้ รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง

  1. ชาตรามือ แบบ 3 in 1 ที่ชงง่ายและหวานมันอร่อย เพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่จะชอบ และนำเสนอความเป็นไทยได้ดีทีเดียว เวลาเพื่อนถามถึงแต่จำชื่อไม่ได้ก็มักจะยกนิ้วโป้งโชว์กัน มีภาพจำที่ดี
  2. โก๋แก่ รสวาซาบิ อันนี้ค่อนข้างประหลาดใจนิดหน่อย ที่เพื่อนต่างชาติชอบ แต่ แต่ ก่อนจะให้เขาชิมต้องเตือนเรื่องถั่วและความเผ็ด บางคนอาจจะแพ้ได้ด้วย แต่ความสนุกคือมีเรื่องท้าทายให้ได้เล่นกันได้ดีในวงเพื่อน คนที่กินไม่ได้ก็จะกินไม่ได้เลย ส่วนใครที่กินได้คือแบบว่าหลงรักไปเลย
  3. ข้าวแต๋น สำหรับสิ่งนี้ มันคือสิ่งอัศจรรย์สำหรับคนต่างชาติ ร้อยทั้งร้อยเพื่อนต่างชาติรักสิ่งนี้ทุกคน ขนมาได้เท่าไหร่ขนมา ขอเพิ่มกันทุกคน มีเท่าไหร่ก็หมด ความกรุ๊บกรอบผสมรสหวานนิด ๆ มันคือความเข้ากันที่ลงตัวสุด ๆ กินได้ทุกคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ถือว่ามาแชร์ประสบการณ์กันสำหรับใครคิดหาไอเดียซื้อของฝากให้เพื่อนชาวต่างชาติ

อ้างอิง เพื่อนคนเยอรมัน สเปน ยูเครน จีน ตุรกี

รีวิว Humble Pi, คณิตคิดพลาด: รวมเรื่องวายป่วงในวันที่คณิตศาสตร์รู้พลั้ง

Humble Pi โดย Matt Parker (คณิตคิดพลาด: รวมเรื่องวายป่วงในวันที่คณิตศาสตร์รู้พลั้ง แปลโดย สกุลรัตน์ บวรสันติสุทธิ์) เป็นหนังสือที่อ่านสนุกมากและให้ข้อมูลที่น่าสนใจของความผิดพลาดของคำนวณคณิตศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเสียหายในระดับเล็กน้อยไปจนถึงความเสียหายในระดับหายนะ

สไตล์การเขียนของคนเขียนเน้นเล่าเรื่องให้สนุกและมีอารมณ์ขันแทรกเข้ามาอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการคำนวนที่ผิดพลาดทางคณิตศาสตร์ที่ง่าย ๆ ก็สามารถนำไปสู่หายนะอันใหญ่หลวง ตั้งแต่สะพานถล่ม กระจกจากตึกสูงเกิดการรวมแสงแล้วเผารถยนต์ที่จอดอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม หายนะของสายการบิน หรือความผิดพลาดของกระสวยอวกาศสำรวจดาวอังคาร โดยเขายกเคสมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจากหลายแหล่ง รวมถึงประสบการณ์โดยตรงของเขาเองด้วย

คณิตคิดพลาด: รวมเรื่องวายป่วงในวันที่คณิตศาสตร์รู้พลั้ง

จุดเด่นของคนเขียนคือเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เก่งมาก ทำให้เรื่องคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเข้าถึงได้ง่ายและน่าสนใจสำหรับผู้อ่านทุกระดับ

สรุปว่าใครก็ตามที่สนใจที่จะเข้าใจบทบาทของคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันและศักยภาพของคณิตศาสตร์ทั้งในด้านความช่วยเหลือและอันตราย ควรอ่าน Humble Pi อย่างยิ่ง สนุกจริง ยกให้เป็นหนังสือที่ชอบมากเล่มแรกที่ได้อ่านของปีนี้

เคล็ดลับสำหรับการบรรลุเป้าหมายการอ่านจาก Goodreads

Goodreads Reading Challenge

ใน Goodreads ในช่วงต้นปีจะมี Challenge ให้เราได้เล่นกัน โดยเราสามารถกำหนดเป้าหมายจำนวนของหนังสือที่เราตั้งใจจะอ่านให้จบในปีนั้นๆ ตอนท้ายปีก็มาสรุปอีกทีว่าอ่านอะไรไปบ้าง บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

เคล็ดลับที่นำมาให้อ่านกันคือ เป็นทิปเล็กๆที่จะทำใหเราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ง่ายขึ้น โดยคัดมาเฉพาะส่วนที่คิดว่าทำงานกับตัวเองได้ดีและคิดว่าน่าจะทำงานได้ดีกับคนอื่นด้วย

ทำให้ง่ายต่อการหยิบหนังสือมาอ่าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปนิสัยจะบอกคุณว่ายิ่งคุณทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ง่ายเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งทำสิ่งนั้นได้มากขึ้นเท่านั้น วางหนังสือตรงตำแหน่งที่คุณจะอ่าน (โต๊ะข้างเตียง โซฟา ในกระเป๋าเป้สำหรับการเดินทางของคุณ อื่นๆที่ใกล้ตัว) คุณจึงไม่ต้องคิดเกี่ยวกับมัน แต่เพียงแค่หยิบหนังสือขึ้นมา และลองอ่านหนังสือสองสามเล่มพร้อมๆ กัน เพื่อที่คุณจะได้เลือกหนังสือที่เหมาะกับอารมณ์ตอนนั้นของคุณได้

ผลักดันตัวเอง แต่ให้นึกถึงความเป็นจริง

หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพการอ่านตกต่ำด้วยการมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ความจริง คุณสามารถเพิ่มหรือลดเป้าหมายของคุณได้ตลอดเวลาตลอดทั้งปี เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สนุกในการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเอง ดังนั้นไม่ต้องกดดันตัวเอง หากคุณจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายก็เปลี่ยนได้ (ตั้งไว้ให้เยอะเพื่อสร้างแรงจูงใจ)

อ่านหนังสือที่คุณชอบ (ยกให้สำคัญสุด)

ฟังดูง่าย แต่บางครั้งเราลองอ่านหนังสือเพราะรู้สึกว่าเราควรอ่าน แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่ และไม่ชอบ คุณวางมันลงและไม่สามารถหาแรงจูงใจที่จะหยิบมันขึ้นมาอ่านต่อได้ บางทีก็ฝืนอ่านต่อ รู้สึกถูกบังคับ ส่งผลให้ไม่สนุกกับการอ่าน และมันจึงเริ่มปิดกั้นไม่ให้คุณอ่านอย่างอื่น ดังนั้นจงตัดจบและไปต่อ—ไม่มีกฎว่าคุณต้องอ่านหนังสือให้จบ! มีหนังสือที่น่าอ่านอีกมากมายรอคุณอยู่ ดังนั้นเปิดหนังสือใหม่และรักษานิสัยการอ่านของคุณต่อไป หาแรงบันดาลใจ หาดูหนังสือที่นักอ่านคนอื่นๆ ชื่นชอบ หรือหนังสือที่คนอื่นตั้งตารอ

ที่มา https://www.goodreads.com/blog/show/2465-tips-to-read-more-books-in-2023-with-the-goodreads-reading-challenge

Review Dale Carnegie’s “How to Win Friends and Influence People”

Dale Carnegie’s “How to Win Friends and Influence People” is a timeless classic in the self-help genre, commonly found on lists of essential reading materials. Originally published in 1936, the edition I read was an updated version with added content.

How to Win Friends and Influence People

The author provides practical advice on enhancing social abilities and building relationships with others, with a strong emphasis on the significance of active listening, expressing genuine interest in others, and being cautious when using criticism and negativity. The principles outlined in the book are drawn from a range of sources, including the author’s personal experiences. Despite its age, the book remains relevant and applicable to modern-day situations, as human nature has evidently not changed. I highly recommend “How to Win Friends and Influence People” to anyone seeking to improve their social skills and gain a deeper understanding of human nature.

รีวิวหนังสือ ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ

ผลงานของฮิงาชิโนะ เคโงะ มีเรื่องเด่นอย่างหนึ่งที่ทำได้สุดยอดมากๆคือ เราจะถูกดึงให้อ่านต่อแบบหยุดไม่ได้ตั้งแต่อ่านได้แค่ 10-20 หน้าแรกของนิยายความยาวระดับ 500 หน้า 

“เรื่องปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ” เป็นผลงานเล่มแรกที่เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติของฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่เราได้อ่าน (นี่ฉันสปอยรึเปล่านะ?) ก่อนหน้านี้จะได้อ่านแค่แนวสืบสวนฆาตกรรมซะเป็นส่วนใหญ่ 

ส่วนเนื้อนั้นเป็นเรื่องของร้านชำในแบบยุคเก่า แต่นามิยะเจ้าของร้านกลับเปิดบริการรับปรึกษาปัญหากลุ้มใจ ลูกค้าของคุณนามิยะจะส่งจดหมายมาขอให้เขาช่วยตอบปัญหาหนักใจ 

เรื่องราวปัญหาของลูกค้าแต่ละคนมีทั้งง่ายๆ ไปจนถึงหนักหนาสาหัส แต่เรื่องราวของตัวละครก็มีความสอดคล้อง เกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง มีเรื่องราวที่อบอุ่น และเศร้าปนกันไป 

เราจะได้ติดตามชีวิตของแต่ละคนที่ได้รับคำปรึกษาจากเจ้าของร้าน พวกเขาได้ทำตามคำแนะนำอย่างไรบ้างและมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปในทิศทางไหนได้บ้างนั้น คนอ่านจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน 

เป็นอีกเล่มที่อ่านสนุก และขอแนะนำให้ได้อ่านกันครับ

All New Toyota Yaris Ativ อีโคคาร์แบบซีดาน 4 ประตู

All New Toyota Yaris Ativ อีโคคาร์แบบซีดาน 4 ประตู ตัวล่าสุดของทางโตโยต้า

ใครที่อยากมีรถสักคันที่ราคาไม่แพงมากและรถเป็นรถตลาดเมื่อไม่อยากใช้ หรือว่าขายต่อราคาไม่ตก หลายๆคนก็คงไม่ลืมที่จะนึกถึง ค่ายรถดังอย่าง Toyota รถตลาดที่เบื่อเมื่อไหร่ก็ขายได้ ราคาไม่ตกมาก และซื้อใหม่ก็ง่ายเหมือนกัน วันนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “All New Yaris Ativ 2022 ” ที่ได้เปิดตัวให้ราคาน่ารัก และโปรโมชั่นจัดเต็มมากกว่า ว่าแต่ Toyota Yaris Ativ จะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกันว่าตัวนี้มีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

ข้อมูลพื้นฐานของ All New Toyota Yaris Ativ 2022

ตัวถังเป็นแบบ Fastback style ถือว่าเป็นขุมพลังเครื่องยนต์ Dual VVT-iE ขนาด 2 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว โดยจะให้กำลังสูงสุด 94 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 110 นิวตัน-เมตร แถมรถรุ่นนี้ต้องบอกเลยว่าช่างประหยัดน้ำมันแบบสุดๆเพราะว่าประหยัดได้สูงสุดถึง 23.3 กิโลเมตร/ ลิตร กันเลยทีเดียว
ระบบช่วงล่างด้านหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมและคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง สวิตซ์ปรับโหมดการขับขี่บนพวงมาลัยได้ถึง 3 แบบ ECO, NORMAL, SPORT และการทำงานของพวงมาลัย Toyota Yaris Ativ 2022 เป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS ดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่ต้องบอกเลยว่าเขานั้นได้ให้มาพร้อมไฟหน้าแบบ Full LED ล้ออัลลอยด์ Two tone ขนาด 16 นิ้ว

รีวิว All New Toyota Yaris Ativ รุ่น PREMIUM ตัวล่าสุดของทางโตโยต้า

All New Toyota Yaris Ativ รุ่น PREMIUM หรือรุ่นรองท็อป จุดเด่นที่มีเพิ่มเติมจากรุ่นย่อยอื่นๆคือระบบไฟส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์ Follow Me Home ที่ได้มีการปรับแต่งไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Sequential และมาที่ภายในก็ได้มีการตกแต่งด้วย Ambient light ปรับได้ 64 เฉดสี ส่วนที่ด้านของบริเวณคอนโซลกลาง มีระบบกรองฝุ่น PM 2.5 พร้อมยังมีจอแสดงสถานะ และภายในห้องโดยสารด้านของคนขับก็มี ระบบเบรคมือไฟฟฟ้า EPB พร้อมระบบหน่วงเบรคอัตโนมัติ ABH

ความปลอดภัยครบครันจากรุ่น SMART ด้วยกล้องมองรอบคัน

All New Toyota Yaris Ativ รุ่น PREMIUM  มีสัญญาณเตือนกะระยะรอบคัน 6 ตำแหน่ง และยังมีระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกข้าง Blind Spot Monitor และทางค่ายก็ได้มีระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ Rear Cross Traffic Alert และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ และยังมีในส่วนของดิสก์เบรก 4 ล้อที่ช่วยให้เบรกได้อย่างนุ่มนวล มั่นใจระยะเบรคสั้น ซึ่งระบบต่างๆที่เข้ามานั้นช่วยให้คนขับ ขับง่ายขึ้นใครที่เป็นคนขับผู้หญิงส่วนนี้บอกเลยว่าโดนใจสุดๆ

รีวิว ดีไซน์ All New Toyota Yaris Ativ

ต้องบอกเลยว่าค่ายนี้ถือว่าทำรถออกมาได้น่าใช้มากๆ ใช้ได้ทั้งชายและหญิง เพราะว่าเขาได้ออกแบบและดีไซน์ภายในเรียบหรูและมีหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมทั้งยังรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และได้ออกแบบระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ และยังแถมช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 12V บริเวณคอนโซลด้านหน้า ที่มีทั้งช่องต่อ USB 4 ช่อง และที่บริเวณคอนโซลด้านหน้าและด้านหลังคอนโซลกลางและรถคันนี้ยังมีระบบกรองฝุ่น PM 2.5 บอกเลยว่าขับขี่ปลอดภับสุขภายหายห่วงแบบสุดๆ และยังมีการแจ้งสถานะแจ้งเตือนระดับฝุ่นภายในห้องโดยสารอีกด้วย

รถสวย พวงมาลัย น่าสัมผัส

All New Toyota Yaris Ativ  นอกจากรถจะสวยแล้วนั้น เขายังมีการออกแบบพวงมาลัยที่มีการหุ้มหนังนุ่มพิเศษตกแต่งด้วยด้ายสีเทาและแถบสีเงินเมทัลลิก และเรื่องการขับขี่อย่างเอาใจใส่ เพราะว่ารถคันนี้นั้นเขามีระบบเบรกมือแบบไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ และระบบ Push Start
และการให้ความเย็นภายในห้องโดยสาร ที่มีช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และยังมีมาตรวัดแบบ Digital ที่มาพร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี TFT ขนาด 7 นิ้ว และยังเอาใจสายขนของและสัมภาระเยอะ เพราะรถคันนี้นั้นได้มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายพร้อมแผ่นกั้นห้องและช่องเก็บของอเนกประสงค์ บอกเลยครบครันจริงๆรถคันนี้

All New Toyota Yaris Ativ  ผ่อนยาวๆ พิเศษ 96 งวด

All New Toyota Yaris Ativ นอกจากจะเอาใจสายผ่อนถูกสบายกระเป๋า ไม่ติดขัดเรื่องการเงิน ทาง All New Toyota Yaris Ativ ยังมีของแถมแบบจัดหนักจัดเต็มที่มีการแถมในเรื่องของชุดอุปกรณ์แต่งที่มีให้เลือกหลากหลายตามสไตล์ความชอบของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็น ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง LUSSO CHIARO และ PRESTO รวมถึง Package  หรืออยากได้แบบผ่อนยาวเป็นพิเศษ 96 งวด โดยราคาผ่อนต่องวดจะอยู่เพียงแค่ 6,900 บาท/เดือน เท่านั้น บอกเลยว่ามีรถขับสบายๆ เดินทางสะดวกแล้วเรื่องเงินยังสบายกระเป๋า เพราะว่าผ่อนเท่าที่ไหว ไม่หนักไปใช้งานรถได้ยาวๆ หรือจะเป็นการผ่อน  Sabuy:D แบบ 7 ปี ให้ลูกค้าผ่อนสบายพร้อมทางเลือกในงวดที่ 84 ราคาผ่อนต่องวด 5,900 บาท/เดือน และทางค่ายรถก็ยังมีการแถมในเรื่องของประกันภัยแบบ PHYD ที่ทำให้เบี้ยประกันถูกลงกว่าประกันภัยชั้น 1 ทั่วไป 10% กันไปเลย และเรื่องของการบริการหลังการขายต้องบอกเลยว่าที่นี่นั้นได้ทำการการตลาดได้มาอย่างดีเยี่ยมเพราะว่าดูแลลูกค้าดีแบบใส่ใจสุดๆ

ใครที่สนใจรถรรุ่นนี้สามารถเข้าไปดูข้อมูลรถได้ที่ https://www.autofun.co.th/cars/toyota/yaris-ativ/specs

รีวิว What if? 2 จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…เล่ม 2

what if2 จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…เล่ม 2

หนังสือ what If? 2 ถ้าชอบเล่มหนึ่งแล้ว คิดว่าจะชอบเล่มสองด้วยแน่นอน Randall Monroe ตอบปัญหาที่กวนส้นได้สนุกและบันเทิงสุดๆ ความแตกต่างที่เรียกว่าเป็นสิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเล่มแรกมีหลายอย่าง เช่น นอกจากจะมีการตอบคำถามหลักที่ยาวและละเอียดแบบเล่มแรก ยังมีแทรกการตอบคำถามแบบสั้นๆไว้ด้วย เหมือนให้เราได้พักเบรคจากคำถามหลัก แต่คำถามก็น่าสนใจและบ้าบอเหมือนกัน

อีกอย่างใน what if? 2 เล่มนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะใส่ใจและจริงจังกับการหาคำตอบให้กับคำถามกวนๆมากขึ้น เราจะได้เห็นการใส่อ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหลายแหล่งมากขึ้น รวมทั้งการได้ไปคุยกับผู้เชียวชาญเฉพาะในเรื่องนั้นๆโดยตรง แทนที่จะพยายามจะตอบคำถามด้วยตัวเองคนเดียว เราจึงได้เห็นการตอบคำถามที่หลากหลายมากกว่าแค่แนวฟิสิกส์ที่เขาเชี่ยวชาญ

หนังสือ What if? 1-2 ของ Randall Monroe เป็นหนังสือที่ตอบโจทย์อ่านเอาสนุก เอาฮา หรืออ่านเอาวิธีคิดในการหาคำตอบที่มีชั้นเชิงโดยอิงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ แต่ข้อควรระวังคือเราจะเอาความจริงจังและความถูกต้องมากไปไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบแค่ในเชิงสมมุติฐาน ไม่มีการทดลองจริง (ก็แน่สิ คำถามบ้าบอสุดๆ) แต่ก็ไม่ใช่การตอบแบบมั่วๆเพราะยังอิงกับความรู้และข้อมูลที่มีในปัจจุบันอยู่ด้วย มันจึงเป็นหนังสือที่อ่านสนุกแบบไม่ไร้สาระและก็ไม่จริงจังเกินไป รวมทั้งมีการ์ตูนประกอบยิ่งทำให้อ่านเข้าใจง่ายและสนุกเพิ่มขึ้นอีก

Old enough วาไรตี้การทำธุระครั้งแรก ของเด็กวัยอนุบาลญี่ปุ่น

Old Enough! วาไรตี้ชมได้ทาง Netflix

Old enough เป็นรายการวาไรตี้ญี่ปุ่น ดูได้ทาง Netflix รูปแบบรายการเป็นลักษณะสารคดี ตามติดการทำธุระด้วยตัวเองเพื่อช่วยครอบครัวของเด็ก ๆ ก่อนวัยเรียน เช่น ออกไปซื้อของชำ จัดส่งพัสดุ ส่งข้าวกลางวัน เป็นต้น ตอนละ 10 กว่านาทีเอง

รีวิวสั้น ๆ น่ารัก สนุก และดีมาก ๆ เด็ก ๆ ตัวนิดเดียวแต่เก่งมาก ๆ น่าทึ่งสุด ๆ

ส่วนตัวได้แต่อิจฉาวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่นที่เอื้อให้เด็กสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยตัวคนเดียวได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้ในรายการจะมีคนของรายการดูแลความปลอดภัยให้ตลอดก็เถอะ แต่ก็รู้สึกว่าปลอดภัยกว่าบ้านเมืองเราอยู่ดี

สิ่งที่เห็นชัด ๆ เช่น การข้ามถนน ที่ถูกฝึกอบรมมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเด็ก ๆ ก็ทำตามอย่างเคร่งครัดมาก ๆ

สรุปว่า ดูเลย สนุก คอนเฟิร์ม รอชมซีซั่นต่อไปไม่ไหวแล้ว

ปล. เด็ก ๆ ในรายการจะน่ารักและเก่งแตกต่างกันไป พ่อๆแม่ๆ อย่าเอามาเปรียบเทียบกับลูกหลานตัวเองเด็ดขาด เด็ก ๆ แต่ละคนโตมาแตกต่างกัน มีความน่ารัก และเก่งในแบบของตัวเอง

The Lord of the Rings ไปอยู่ไหนมาทำไมเพิ่งได้อ่าน

หนังสือชุด The Lord of the Rings ที่มี 3 เล่มจบ

เพิ่งจะอ่านหนังสือชุด The Lord of the Rings เล่มที่ 1 จบ ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ทั้งอ่านและฟังไปพร้อมกัน เล่มนี้ audio book อ่านโดย Andy Serkis (คนที่แสดงเป็นกอลลั่มในฉบับหนัง) ซึ่งเขาก็ทำผลงานออกมาได้ดีมาก ๆ ทั้งร้องเพลง อ่านบทกวี ดัดเสียงตามตัวละคร จังหวะการอ่านดีมาก ๆ รวมแล้วประมาณ 22 ชั่วโมง ความจริงถ้าอ่านเองอาจจะใช้เวลาเร็วกว่านี้มาก แต่ได้ฟังเสียงไปด้วยมันเพลินมาก ไม่ปรับความเร็วด้วย

ส่วนเนื้อหาของหนังสือเล่มแรกของชุด 3 เล่มจบ The Fellowship of the Ring พบว่าเป็นหนังสือที่ดีงามมาก ๆ การเล่าเรื่อง ความแฟนตาซี ปรัชญา บทเพลง บทกวี ภาษาและอักขระเฉพาะ การเดินทางผจญภัย ความสัมพันธ์ของตัวละคร และโครงสร้างจักรวาลถูกวางและเขียนไว้ได้ดีมาก ๆ นี้คือหนังสือที่ควรอ่านสักครั้ง

คำถามต่อมาคือเราไปอยู่ไหนมาทำไมเพิ่งจะได้อ่านนะ (ดูแต่หนัง จำนวนรอบนั้นนับไม่ได้แล้ว)

ข้อสังเกตเมื่อ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ทำ fasting

ถ้าได้อ่านหนังสือชุด เชอร์ล็อก โฮล์มส์ จะพบว่านักสืบอัจฉริยะคนนี้จะอดอาหารไม่ดื่มกินอะไรเลยในช่วงที่ต้องใช้ความคิดแก้ไขคดีที่ยากและซับซ้อนมาก ๆ
เหตุผลที่เขาให้ไว้คือ สมองต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงสูงขึ้นในช่วงที่ใช้ความคิดหนัก ๆ ถ้ากินอะไรลงไป เลือดจะไหลไปรวมกันที่ท้องมากขึ้น และเลือดที่ไหลไปเลี้ยงสมองจะลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางความคิดด้อยลง มีหลายคร้ังเลยทีเดียวที่เขาต้องอดอาหารติดต่อกันหลายวัน

image ref. https://en.wikipedia.org/wiki/Sherlock_Holmes

เรื่องอดอาหารแล้วความคิดเฉียบแหลมขึ้น ในทางการแพทย์จริงเท็จแค่ไหน?

หนังสือ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เขียนขึ้นในช่วงราว ๆ ปลายศตวรรษที่ 18 ทางการแพทย์อาจจะไม่ก้าวหน้าเท่ายุคนี้ แต่ปัจจุบันการทำ fasting มีให้เห็นกันทั่วไป (โดยเฉพาะพวกสายเทคโนโลยี เขียนโค้ด ฮิตกันมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

ดังนั้นคาดคะแนได้ว่าท่านเซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ คนเขียน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ น่าจะได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน (เป็นความรู้โดยทั่วไปในยุคนั้น) หรืออาจจะทดลองทำกับตัวเองมาก่อน (เป็นความรู้ในวงจำกัด) เลยสามารถเขียนถึงได้ละเอียด

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะดูเฉพาะที่มีการกล่าวถึงเรื่องการอดอาหารเพื่อเพิ่มพลังความคิดของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ที่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบันก็นับได้ว่า fasting นี้ทำกันมาหลักหลายร้อยปีแล้วทีเดียว

นี้เป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ ที่ได้จากการอ่านวรรณกรรมคลาสสิคในช่วงที่นี้

Exit mobile version