สิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ นวัตกรรมของโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ

ปัจจุบันอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นโรงงานผลิตสินค้า มีการแข่งขันที่ดุเดือดและเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยุทธวิธีอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้ เทียบเท่ากับต่างประเทศ คือ การใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ หรือที่เรียกว่า การใช้งานเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมสนับสนุน โดยเฉพาะด้านการออกแบบและจัดสร้างระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรม 

แต่ต้องยอมรับว่า ประเทศยังกำลังพัฒนา เทคโนโลยีนี้ เพื่อให้เข้าสู่ตลาดโลกให้ได้ ยังคงใช้งานเทคโนโลยีที่รับมาจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนและค่าซ่อมบำรุงที่สูง ยังไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นเอง ในประเทศไทย ถึงแม้ปี 2018 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ทำการก่อตั้งแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น เพื่อเปิดโลกอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมการผลิต ซึ่งกำลังพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้น

นวัตกรรมของโรงงานอุตสาหกรรม มีผลต่อการดำรงชีวิตอย่างไร

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา มีอุตสาหกรรม ผลิตเครื่องจักรกล เครื่องยานยนต์  รวมถึงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นหนึ่งในการส่งออกที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว ต้องผลิตเครื่องมือเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมากเช่นกัน

แต่ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงานก็เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีโรคระบาด โควิด 19 ที่คนงานทั้งหลาย ต้องพักกักตัวอยู่ที่บ้าน เพื่อระงับการแพร่กระจายของเชื้อ อีกทั้งงานบางประเภทก็มีการทำงานซ้ำซ้อน หรือเป็นงานที่เสี่ยงและอันตราย จึงมีผู้ที่เห็นปัญหาเช่นนี้ แล้วผลิตนวัตกรรมขึ้นมาชนิดหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น เรียกว่า หุ่นยนต์ อุตสาหกรรม

ถือเป็นนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร หุ่นยนต์นี้ก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เจ็บไม่ป่วยง่ายเหมือนมนุษย์ แถมยังทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์อีกด้วย แถมยังมีอดทนต่อสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะร้อน หรือหนาว เจ้าหุ่นยนต์นี้ก็ไม่บ่น  และยังคงทำงานต่อไป  ถ้าเทียบอัตราการทำงานแล้ว หุ่นยนต์หนึ่งตัวเทียบเท่าการทำงานของคนถึง 10 คน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของหุ่นยนต์นั้นๆด้วย ด้วยเหตุนี้ หุ่นยนต์จึงถูกนำมาใช้แทนที่มนุษย์ และให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมแทน

แต่อย่างไรก็ดี จำนวนเงินลงทุนเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น การสั่งซื้อหุ่นยนต์และการจัดจ้างบุคลากร ก็ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัจจุบันที่ความต้องการของท้องตลาดที่ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตจึงมีการแย่งกันซื้อหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมไหนมีงบมากก็จะได้เปรียบในส่วนนี้ นอกจากนี้ยังมีค่าบำรุงรักษาหุ่นยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมออีกด้วย ว่าการสั่งซื้อมากยากแล้ว ต้องมีค่าบำรุงรักษาอีกด้วย เช่นนี้อุตสาหกรรมต่างๆต้องมีการบริหารจัดสรรงบของตัวเองให้ดี เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภายหลัง

โดยปัจจุบันนี้นวัตกรรมหุ่นยนต์ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จากระบบที่ทันสมัยมากขึ้น ทั้งระบบอัตโนมัติต่างๆ หรือระบบการทำงานได้หลายอย่าง เกิดเป็นหุ่นยนต์ใหม่ๆ ที่ผลิตออกมามากขึ้น และยิ่งมีหุ่นยนต์ที่ดีมากเท่าไร ก็เป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้ผลิตชิ้นงานได้อย่างหลากหลายตอบสองต่อความต้องการของท้องตลาด รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งวันนี้ จะขอแนะนำให้รู้จักกับนวัตกรรมต่างๆที่มีใช้ในอุตสาหกรรม ดังนี้

4 นวัตกรรมหุ่นยนต์ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตในอุตสาหกรรม

เชื่อว่าโรงงานหลายๆโรงงาน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งที่โรงงานต้องการมากที่สุดคือ การผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมากที่สุด หรือจำนวนที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องตลาด ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น แน่นอนว่าอาจจะต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิต แต่การเพิ่มต้นทุนที่คุ้มค่า ในระยะยาว คงหนีไม่พ้น การใช้หุ่นยนต์ช่วยในการผลิต ซึ่งหุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงาน มีดังนี้

1. หุ่นยนต์อเนกประสงค์

โดยส่วนมาก หุ่นยนต์ชนิดนี้ จะถูกพัฒนามาเป็น แขนหุ่นยนต์ เพื่อใช้ในการหยิบจับสิ่งของ และใช้ขนส่ง ช่วยส่งต่องานให้งานไหลลื่น นอกจากนี้สามารถติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้หุ่นยนต์ชนิดนี้ทำงานอย่างอื่นนอกจากการหยิบจับหรือส่งต่องานได้ด้วย เช่น งานตรวจสอบต่างๆ  

หุ่นยนต์อเนกประสงค์นี้ เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่จำกัด มีพื้นที่ใช้สอยที่แคบ ตัวหุ่นยนต์มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น Nachi MZ07 ที่ใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยในการติดตั้ง ตัวเครื่องมีระบบป้องกันฝุ่นและหยดน้ำ เหมาะสำหรับการติดตั้งที่ง่าย ไม่ต้องจัดสรรหาพื้นที่มากมาย ทำงานได้รวดเร็ว แถมยังรองรับการทำงานระบบ ออโตเมชั่น ที่ง่ายต่อการออกคำสั่งของผู้ใช้งาน

2. หุ่นยนต์เชื่อม

นับเป็นหุ่นยนต์สำคัญ ที่มีส่วนช่วยในอุตสาหกรรมการผลิตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะโรงงานส่วนใหญ่ต้องใช้หุ่นยนต์ประเภทนี้ ช่วยในการผลิตยานยนต์ต่างๆให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องตลาด  

ซึ่งมีลักษณะเป็นแขนหุ่นแบบตั้งโต๊ะ มีส่วยปลายแหลมเป็นหัวเชื่อมเหล็ก โดยส่วนมากจะทำงานร่วมกับระบบสายพานที่จะทำหน้าที่ส่งสิ่งของที่จะเชื่อมมายังระยะที่เหมาะสมกับแขนหุ่น และทำการเชื่อมแบบอัตโนมัติ ตามจุดที่ต้องการ และแน่นอนว่า หุ่นยนต์นี้ทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่ามนุษย์  เช่น Fanuc ARC Welding Robot หุ่นยนต์เชื่อมไฟฟ้า ซึ่งรับน้ำหนักได้ถึง 20 กิโลกรัม สามารถยื่นได้ยาวถึง 2 เมตร เชื่อมได้ทั้งไฟฟ้า เลเซอร์ หรือจะใช้เป็นงานตัดประเภทต่างๆได้

3. หุ่นยนต์จัดเรียงสินค้าและวัสดุ

เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการใช้งานทั้งในโรงงานและโกดังต่างๆ เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนามาขึ้น เพื่อจัดเรียงสินค้าในโรงงาน โดยเฉพาะในโรงงานใหญ่ๆที่มีผลผลิตมาก มีการพัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมาใช้เอง ก็ได้แทนการใช้แรงงานมนุษย์ในการทำงาน

หน้าที่และบทบาทของหุ่นยนต์ชนิดนี้ สามารถทำให้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการใช้งานในแต่ละโรงงาน และโดยทั่วไปแล้วจะมีหน้าที่หลักๆ ดังนี้  ทำหน้าที่จัดเรียงสินค้าลงกล่อง  ทำการแพ็จเกจหรือห่อสินค้า  ทำการจัดเรียงกล่องสินค้าลงบนพาเลท  หรือทำการยกและเคลื่อนย้ายพาเลทไปยังจุดต่างๆ  และขนส่งวัสดุต่างๆในโรงงาน  ด้วยลักษณะการทำงานจะเห็นว่า หุ่นยนต์ชนิดนี้หลายรุ่น สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ในวงกว้างหรือพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำการขนส่งชิ้นงานให้ดำเนินการขั้นตอนการผลิตต่อไป และนอกจากนี้ยังมีความคิดที่จะพัฒนาหุ่นยนต์ในรูปแบบโดรน ขึ้นเพื่อทำการขนส่งสินค้าในโรงงานด้วยการบินอีกด้วย

4. หุ่นยนต์ตรวจสอบความปลอดภัย

ปัจจุบันมีอุตสาหกรรมมากมาย ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมหลายที่ งานบางงานที่ต้องทำ อาจเสี่ยงหรืออันตรายมากเกินไป หากให้มนุษย์เป็นผู้ดำเนินการด้วยตัวเอง หรือเป็นจุดที่มนุษย์ทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ทำให้เกิดความยากลำบากในการทำงาน ด้วยเหตุผลนี้ หุ่นยนต์ชนิดนี้ จึงถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานภายในโรงงาน ซึ่งบทบาททั่วไปของหุ่นยนต์ชนิดนี้ คือ ตรวจสอบ ซึ่งการตรวจสอบในที่นี้ จะเป็นการตรวจสอบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ เช่น การตรวจสอบสารพิษที่รั่วไหลในโรงงาน ตรวจสอบระบบไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัย ไม่มีไฟฟ้ารั่วไหล ด้วยอินฟาเรดหรืออุปกรณ์อื่นๆ ตรวจสอบปล่องควันหรือจุดที่อยู่สูง ตรวจสอบวัสดุในโรงงานหรือความพร้อมของวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้ในโรงงาน ซึ่งหุ่นยนต์ชนิดนี้ มีทั้งทำงานได้ด้วยตัวเอง และทำงานด้วยระบบที่มีมนุษย์ควบคุม

เมื่อเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันก็มากขึ้น โดยเฉพาะในโรงงานที่ต้องทำการผลิตให้มากขึ้น ที่มากเกินความสามารถของมนุษย์ทั่วไปที่จะทำให้ แต่มนุษย์สามารถพัฒนาและสร้างสิ่งที่ปฏิบัติแทนตัวเองได้ขึ้นมา ให้ในโรงงานเพื่อช่วยในการผลิต และแน่นอนว่า สิงที่พัฒนาและสร้างขึ้นมานั้น ทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และอดทนต่อสภาพต่างๆได้กว่ามนุษย์อีกด้วย

วิธีซื้อ Bitcoin ฉบับมือใหม่ ที่อยากลองมีเก็บไว้บ้าง

วิธีซื้อบิตคอยน์ Bitcoin ฉบับมือใหม่

Bitcoin trading

ออกตัวก่อนว่าผู้เขียนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญอะไรเลย มือใหม่เหมือนกัน Lifestyle เป็นพวกดูหนังอ่านหนังสือเสียมากกว่า แต่อยากรู้ว่า cryptocurrency เขาซื้อขาย หรือทำงานยังไง ไม่ได้หวังกำไรหรือลงทุนอะไร ใช้เงินเพียงหลักร้อยในการซื้อ เสียหายหรือขาดทุนไปไม่ได้เดือดร้อน ส่วนใครอยากศึกษาหาความรู้ต่อเพื่อหวังลงทุนต่อก็ถือว่าอันนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นก็แล้วกัน

เริ่มกันเลย

  1. ก่อนจะเก็บเงินดิจิตอลก็ต้องมีกระเป๋าดิจิตอลก่อน มีให้เลือกหลากหลายเจ้า เช่น Coinbase, Blockchain, Binance อื่น ๆ มีให้ใช้ผ่านแอพบนมือถือหรือผ่านบราวเซอร์ในคอม รีวิวจากหลายเจ้าบอกว่า Coinbase ดีสุด แต่เท่าที่ลองเล่น ๆ เหมือนว่า Coinbase, Blockchain จะไม่รองรับในไทยหรือเปล่าไม่รู้ เพราะทำธุรกรรมไม่ได้เลย สุดท้ายมาลงตัวที่ Binance ใช้ค่อนข้างง่าย และซื้อบิตคอยได้ ส่วนของในไทยไม่ได้ลองใช้เลยครับ

2. สมัครสมาชิก ยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย ใช้อีเมลหรือเบอร์มือถือในการสมัครก็ได้

สมัครสมาชิก ใช้ Referral ID ของคนเขียนได้นะครับ G2IHKVGI

3. เริ่มซื้อบิตคอยน์ได้เลย ได้ลองซื้อ 2 แบบ คือ 1. ซื้อโดยตรงผ่านบัตรเครดิตหรือโอนผ่านธนาคารมีขั้นต่ำ 15 USD และ 2. ซื้อแบบ P2P คือซื้อผ่านคนประกาศขายในบอร์ด ซึ่งรองรับการโอนเงินหรือทรูมันนี่แล้วแต่คน แต่ซื้อแบบนี้เป็นการตกลงราคากันเองทำให้ส่วนใหญ่ราคาจะสูงกว่าตลาดกลาง แต่ก็สามารถซื้อขั้นต่ำในหลักไม่กี่ร้อยบาทได้ (ต้องเลือกดูเอง)

ซื้อผ่านบัตรเครดิตหรือโอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีตัวเองในระบบ ขั้นต่ำ 15 ดอลล่าร์
ประกาศขายแบบ P2P ราคาขั้นต่ำหลักร้อย

4. เมื่อซื้อขายผ่าน ก็จะได้บิตคอยน์มาเชยชมในกระเป๋าดิจิตอล สามารถเอาที่อยู่กระเป๋าไปให้คนอื่นฝากเงินดิจิตอลมาให้ก็ได้นะ

ยอดเงินบิตคอยน์ในกระเป๋า BTC
ที่อยู่กระเป๋า BTC ของคนเขียน 1Dg1ENduUfp95wU4wiE3XaiokXkQ4k15eM

รีวิวซีรี่ย์ His Dark Materials ที่สนุกมาก ดูได้ใน HBO GO

His dark materials

รีวิวทีวีซีรี่ย์ His Dark Materials ที่สนุกมาก แต่คนพูดถึงกันน้อย

เห็นหลายคนสมัคร HBO GO เพื่อดู Zack Snyder’s Justice League แล้วบอกว่าไม่รู้จะดูอะไรต่อใน HBO GO มีซีรี่ย์ที่จัดอยู่ในระดับ A list อยู่หลายเรื่อง เช่น

  • ซี่รีย์ในตำนานอย่าง Game of Thrones ที่จบไปแล้ว
  • Chernobyl มินิซีรี่ย์ที่ทำดีมาก
  • Westworld ใครที่เป็นแฟนคลับของ Christopher Nolan ต้องรู้ว่าน้องชายเขา Jonathan Nolan มีส่วนร่วมในการเขียนบทในหนังของ Nolan เกือบทุกเรื่อง ถ้าเขาจะคุมโปรเจคซีรี่ย์เรื่องนี้เราคนดูก็เชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง และมันทำออกมาได้ดีจริง ๆ
  • Watchmen ฮีโร่สายดาร์คที่เข้มข้น

แต่วันนี้จะมาพูดถึงซีรี่ย์อีกเรื่องที่คนไม่คอยพูดถึงเลย คือ His Dark Materials (ชื่อแปลไทย ธุลีปริศนา)ซี่รีย์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายแฟนตาซีในชื่อเดียวกันที่เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของนักเขียน Phillip Pullman หนังสือมี 3 เล่ม Northern Lights (The Golden Compass), The Subtle Knife และ The Amber Spyglass ซี่รีย์ทำตามหนังสือแบบเล่มละซีซั่นพอดีเลย ตอนนี้จบถึงซีซั่นที่ 2 แล้ว และซีซั่นที่ 3 เริ่มถ่ายทำแล้ว มีแผนในการออกฉายในต้นปี 2022

หนังสือชุด His Dark Materials

รีวิวแบบสั้น ๆ คือ ดีมากกกก ดูเถอะสนุกมาก

รีวิวซีรี่ย์ His Dark Materials

The Golden Compass เคยทำเป็นหนังแล้วเมื่อปี 2007 ความจริงหนังไม่ได้แย่มากนะ แต่แผนของสตูดีโอที่อยากปั้นหนังจากหนังสือดังและทำต่อเนื่องหลายภาคต่อกันอย่างเช่นที่แฮรี่ พอร์ตเตอร์ ทำได้ในช่วงนั้น ซึ่งทำเงินให้สตูดิโออย่างมหาศาล ค่ายไหนก็อยากมีโปรเจคทำเงินยาว ๆ แบบนั้นบ้าง ช่วงนั้นเราเลยได้เห็นฮอลลีวู้ดพยายามเข็นโปรเจคหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือมาลงจอใหญ่กันเยอะมาก แต่หลายโปรเจคก็ล้มและขาดทุนกันถ้วนหน้าและ The Golden Compass ที่ตั้งเป้าจะมีหลายภาคออกมาฉายก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ล้มเหลว เป็นยักษ์ล้มไปในปีนั้น

กลับมาที่ซีรีย์บน HBO GO ที่จะพูดถึงกัน ต้องบอกก่อนว่าผมได้อ่านฉบับหนังสือมาก่อนแล้ว 2 เล่ม คือ Northern Lights (The Golden Compass), The Subtle Knife เหลือเล่มที่ 3 ซึ่งคิดว่าถ้าซีซั่น 3 ออกฉาย จะกลับไปอ่านหนังสือก่อนแล้วค่อยมาดูซีรีย์ ดังนั้นจะเป็นรีวิวที่รู้เรื่องราวแล้วบางส่วน เหมือนคนที่อ่านหนังสือแฮรี่ พอร์ตเตอร์ แล้วเขาไปดูหนังอีกที

โดยปกติแล้วหนังที่ทำจากหนังสือจะออกมาสองแบบชัดเจนคือ ทำได้แย่จนแฟนหนังสือด่ากันยับ เช่น Mortal Engine, Dark Tower, Divergent และหนังที่ทำดีได้ใจทั้งแฟนหนังสือและแฟนหนัง เช่น Lord of the Ring, Harry Potter, The Hunger Games ส่วนตัวขออวยว่าซีรีย์เรื่องนี้อยู่ในกลุ่มหลังครับ ทำดีมีดัดแปลงบ้าง บางอันลงตัวกว่าในหนังสืออีก

เริ่มที่นักแสดง คัดมาดีมาก ๆ

  • James McAvoy เป็น Lord Asriel ในสองซีซั่นบทยังมีไม่มาก มาน้อยแต่ดีมาก
  • Ruth Wilson เป็น Marisa Coulter ได้ลงตัวกว่า Nicole Kidman จากฉบับฉายโรงอีก มีความเลือดเย็น เป็นผู้หญิงที่น่ากลัว ร้ายกับคนรอบข้าง รวมทั้งกับ Dæmon ของตัวเองด้วย
  • ส่วนน้อง Dafne Keen น้องตัวแสบ X-23 จาก Logan มารับบทเป็น Lyra Belacqua แสดงได้ดี มีความกล้าและแสบตามฉบับหนังสือ
  • Amir Wilson รับบทเป็น Will Parry พอได้กลาง ๆ
  • ส่วนตัวอื่น ๆ Roger Parslow, Lee Scoresby, กลุ่ม Gyptian ก็คัดมาได้ดี

ในยุคที่คอมพิวเตอร์กราฟฟิคทำได้ดีและเนียนขึ้น เหล่า Dæmon ภูตประจำตัวของแต่ละคนจึงดูสมจริงขึ้น และมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของมากขึ้น และช่วยในการเดินเรื่องและบอกอารมณ์ของตัวภูติเองที่สะท้อนไปถึงเจ้าของด้วยได้ดี และเจ้าหมียักษ์ Iorek Byrnison ที่อยากให้ออกมาทุกตอนเลย

ซีนหนึ่งที่ชอบมากในซีรีย์ คือการแทรกเรื่องพิธีฉลองการหยุดเปลี่ยนรูปของ Dæmon ที่เปรียบเสมือนการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของเด็กหนุ่มของชาว Gyptian ซึ่งเป็นช่วงที่เปรียบเสมือนการก้าวสู่อีกวัยที่ทุกคนในเผ่าจะออกมาแสดงความยินดีด้วย แต่ในหนังสือจะไม่มีรายละเอียดในส่วนนี้เลย และเป็นการเติมเข้ามาในเรื่องที่ลงตัวมาก ในหนังสือเราจะเห็นว่าเด็กมักจะคุยกันว่าท้ายสุดแล้ว Dæmon ของตัวเองจะคงรูปเป็นสัตว์อะไรอยู่บ่อยครั้ง จึงถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของเด็ก ๆ และซีรี่ย์เลือกที่จะเล่าส่วนนี้เพิ่มเข้ามาถือว่าคิดมาดี และทำออกมาได้ดีมาก ๆ

พิธีฉลองของ Gyptian

ส่วนต่อไป ขอชมการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ในซีรี่ย์ทำได้ดีมาก เช่น สิ่งของสำคัญในเรื่อง เช่น Alethiometer ชื่อเรียกของ Golden Compass ในหนังสืออธิบายรูปทรงเป็นวงกลมตามแบบของเข็มทิศทั่วไป แต่ในซีรี่ย์ทำออกมาเป็นตลับสี่เหลี่ยม และรูปแบบสัญลักษณ์ต่างๆข้างในก็ทำออกมาดูดีทีเดียว ซึ่งบางทีก็จินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นยังไง แต่ในซีรีย์ทำให้ภาพในจินตนาการออกมาเป็นภาพที่ชัดเจน และอื่นๆ เช่น ชุดเกาะของ Iorek, บอลลูนของ Lee, แม่มดบินด้วยการขี่กิ่งสน แต่ในซีรี่ย์ทำอีกแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลย แต่ออกมาดีกว่ามาก ๆ (ไปดูเองในซีรี่ย์)

Alethiometer

การเล่าในซีรี่ย์จะเล่าต่างจากในหนังสือนิดหน่อย ในหนังสือจะมีเส้นเรื่องค่อนข้างตรงๆ ตามมุมมองของตัวเอก Lyra เป็นหลัก เดินเรื่องไปเรื่อยๆ แต่ในซีรี่ย์เล่าเป็นจักรวาลที่กว้างกว่ามาก แม้ว่าเส้นเรื่องหลักจะตามหนังสือแต่ละเล่มก็ตาม แต่ว่าเนื้อหาของหนังสือเล่ม 2-3 จะมีแทรกเข้ามาในเนื้อเรื่องช่วงซีซันแรกที่เป็นเนื้อหาของเล่ม 1 เป็นระยะ ๆ เพื่อเล่าขอบเขตที่กว้างกว่าและครอบคลุมมากกว่า เช่น รายละเอียดของ Magisterium ที่ลงรายละเอียดเยอะขึ้นมาก เพื่อวางโครงของจักรวาล ทำให้ดูเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงมากในโลกของ Lyra ส่วนเครื่องมือสำคัญอย่าง Alethiometer ก็มีรายละเอียดมากขึ้น กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายในโลก มีการอนุญาตให้ใช้งานได้เฉพาะใน Magisterium เท่านั้น แทนที่จะเป็นแค่ของหายากตามฉบับในหนังสือ

ตึกของ Magisterium รูปร่างคล้าย Alethiometer

เขียนมายาว สรุปว่าใครที่อ่านหนังสือแล้ว คุณจะรักฉบับซีรี่ย์ ใครยังไม่อ่านหนังสือก็จะเข้าถึงและได้เพลิดเพลินกับรายละเอียดต่างๆของจักรวาลในเรื่องได้ไม่ยาก ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่ซีรี่ย์เนรมิตรฉากในจินตนาการจากตัวหนังสือออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวให้ได้เห็น ชอบมาก ๆ ครับ ตามไปดูได้ที่ HBO GO ส่วนใครสนใจรีวิวหนังเรื่องอื่นๆ ติดตามได้ที่ลิงค์เกี่ยวกับหนัง

AMP ช่วยให้ผู้ใช้มาจากมือถือแซงเดสก์ท็อปแล้ว

อะไรคือ AMP? เกี่ยวข้องยังไงกับบล็อกนี้?

เรื่องเล่าวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบล็อกของตัวเองที่เขียนๆ หยุด ๆ มานานพอสมควร ถ้านับเวลาน่าจะเกิน 10 ปีได้แล้ว โพสแรก ตัวบล็อกมันอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยมีค่าโฆษณาจาก Google Ads ที่ติดไว้คอยเลี้ยงดู ไม่ได้เยอะ แต่เพียงพอที่จะจ่ายค่าโฮสและค่าโดเมนรายปีได้ ทั้ง ๆ ที่บางปีเขียนเรื่องใหม่ไปแค่ 1-2 เรื่องเท่านั้น ต้องขอบคุณคนคลิกเข้ามาดู ที่สำคัญตลอดเวลาที่ผ่านมารายได้มาจากผู้ใช้งานเดสก์ท็อปเป็นหลัก


ในยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ไปอยู่ในแพลตฟอร์มโซลเชียลกันหมดแล้ว แต่แนวบล็อกหรือเว็บไซต์ก็ยังให้ความรู้สึกว่าชอบมากกว่า นั่งกดอ่าน feed ผ่าน RSS ก็ยังเป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิม คิดว่ายังคงต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ

เข้าเรื่องหลักเลยแล้วกัน เมื่อราวสองเดือนก่อนตอนที่เข้าไปดูรายงานของ Google Adsense มีข้อความแนะนำจากระบบประมาณว่า
เฮ้ย…ไม่ปรับปรุงเว็บของแกให้แสดงผลให้เป็นมิตรกับคนใช้มือถือหน่อยหรอ คนใช้เยอะนะ
เอารายละเอียดของ AMP (Accelerated Mobile Pages )ไปอ่าน แล้วลองทำดูซ่ะนะ เลยลองทำตามคำแนะนำ

ซึ่งโดยปรกติแล้วอะไรที่เขานิยม ใน WordPress ก็จะมีปลั๊กอินรองรับอยู่แล้ว
จากนั้นแค่เข้าไปโหลด ปลั๊กอิน มาติดตั้ง คลิก 2-3 ที ก็เสร็จ
ง่ายเช่นกันในการเอา Google Ads ฝั่งลงไปในระบบ เข้าไปด้วย

สิ่งที่ได้หลังจากนั้นในช่วงที่ผ่านมา รายได้ใน Google Ads ผ่านมือถือแซงรายได้จากเดสก์ท็อปไปแล้ว ความจริงแล้วพอลองเข้าไปดูใน Google Analytic ดี ๆ จะพบว่าอุปกรณ์ที่เข้ามาในบล็อกนี้ก็เป็นโทรศัพท์มือถือระดับไฮเอนด์อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดสก์ท็อปมาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่เพิ่งจะมาแซงตอนปรับให้มีเพจสำหรับมือถือ

ดังนั้นในเดือนนี้ต้องขอบันทึกไว้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา 10 กว่าปี ตอนนี้รายได้จากคนใช้มือถือได้แซงฝั่งเดสก์ท็อปไปแล้ว คนอื่นอาจปรับตัวไปนานแล้ว แต่พวกไม่สนใจอะไรเพิ่งจะปรับตัวตาม (หมายถึงตัวเอง) เลยเพิ่งจะเห็นผล

แหล่งรายได้ของบล็อกนี้ จากโทรศัพท์มือถือมากกว่าเดสก์ท็อปแล้วในช่วงที่ผ่านมา

แต่ถ้าไปดูรายงานของทั่วโลกมือถือแซงเดสก์ท็อปไปตั้งแต่ปี 2016 แล้ว ลิงค์ข่าว

ปล. ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าในอุตสาหกรรมเกม มือถือก็กำลังจะแซงเกมบนเดสก์ท็อปแล้วเช่นกัน

“ย้ำอีกที มือถือคืออุปกรณ์หลักของคนใช้อินเทอร์เน็ตนานแล้ว” ปรับตัวซะ

รวมแหล่งหาหนังสือน่าอ่าน

แต่ก่อนจะเชื่อว่าหนังสือทุกเล่มมีคุณค่าของมัน ควรค่าที่จะถูกอ่าน ให้ความเคารพ ไม่ข้ามไม่ทับ วางไว้ที่สูง ตามแนวทางครอบครัว conservation ที่มีคนในครอบครัวมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ แต่เมื่อผ่านไปโตขึ้นความคิดก็เปลี่ยนไป เมื่อเวลาไม่ได้มีเหลือล้นการที่จะโยนหนังสือสักเล่มทิ้งไป โดยไม่แม้แต่จะบริจาคหรือเอาให้ใครฟรีๆ เลือกที่จะทิ้งยังดีกว่า หรือไม่ฝืนตัวเองให้อ่านให้จบ ไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แม้แต่กองหนังสือที่วางทับกันรอให้หยิบมาอ่านจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ลำบากใจที่จะซื้อเล่มใหม่

คติใหม่จึงเป็น “ใช่อ่าน ไม่ใช่ก็วาง ดีแนะนำ ห่วยทิ้ง”

คำถามต่อมาคือ แล้วจะรู้ได้ไงว่าหนังสือเล่มไหนดีหรือไม่ดี หนังสือเล่มไหนควรโยนทิ้ง เล่มไหนควรอ่านซ้ำ ถ้าจะตอบแบบง่ายๆเลยก็ต้องอ่านดูก่อน แต่ถ้าไม่มีเวลาขนาดนั้น ก็ดูหนังสือที่คนอื่นแนะนำ หนังสือที่คนบอกต่อๆกันว่าดี ค่อนข้างไว้ใจได้ ประหยัดทั้งเวลาและเงินทอง

รวมแหล่งแนะนำหนังสือน่าอ่าน

ขอนำเสนอแหล่งหาหนังสือดี น่าอ่าน เอามาแชร์คนอื่น รวมทั้งเป็นการบันทึกส่วนตัวด้วย

  • Choiceawards ของ Goodreads ดีที่สุด หลากหลายครบทุกหมวด โหวตจากคนอ่าน อันไหนได้รางวัลก็ การันตรีได้ว่าดี เหมือนออสการ์ของหนังสือ คิดไม่ออกว่าจะอ่านเล่มไหน ในนี้มีคำตอบ ไม่ใช่ว่าดีแค่เล่มที่ได้รางวัล เล่มอื่นๆที่อยู่ในรายการถูกเสนอชื่อก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก
  • Goodbooks.io เลือกอ่านตามไอดอล คนดัง หลากหลายอาชีพ เว็บลักษณะนี้มีให้ดูหลายที่ แต่ Goodbook นำเสนอได้ดี ค้นหาคนที่สนใจได้ง่าย ถ้าคุณอยากรู้ว่าไอดอลที่คุณชื่นชอบ เป็นคนยังไง การได้อ่านหนังสือที่เขาอ่านจะทำให้เราเข้าใจความคิดเขาได้มากขึ้น มีแหล่งอ้างอิงประกอบ
    เว็บไซต์อื่นๆที่นำเสนอได้ใกล้เคียงกัน
    readthistwice.com
    bookauthority.org
    bookicious.com
    mostrecommendedbooks.com
  • Bill Gates ความจริงควรอยู่ในหัวข้ออ่านตามไอดอล แต่ขอแยกคนนี้ออกมาต่างหาก คนนี้คือหนอนหนังสือตัวจริงที่อ่านเยอะมาก ถ้าใครเคยดูสารคดี Inside Bill’s Brain: Decoding Bill Gates จะรู้ว่าเขาหิ้วหนังสือไปด้วยทุกที มีเวลาปลีกวิเวกไปอ่านหนังสือเป็นสัปดาห์ เขาจะแนะนำหนังสือพร้อมมีรีวิวให้แฟนคลับได้ตามไปอ่านปีละหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเทคโนโลยี หลังๆเริ่มจะหลากหลายมากขึ้น ระดับบิล เกตท์ หนังสือแนะนำต้องดีแน่นอน
  • หนังสือแนววิทยาศาสตร์ที่ถูกรีวิวโดย Nature โดยเฉพาะจาก Andrew Robinson ที่จะมีบทความ Andrew Robinson reviews five of the week’s best science picks ที่ออกมาเกือบสัปดาห์ละ 5 เล่ม จินตนาการคนที่ต้องอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 เล่ม ปีละประมาณ 360 เล่ม รับรองคุณภาพโดย Nature
  • New York Time: Book review เป็นอีกแหล่งที่ตามหาหนังสือน่าอ่าน แต่ถ้าอยากรู้ว่าช่วงนี้หนังสือเล่มไหนกำลังดัง Bestseller คือป้ายประกาศ ถ้าหนังสือแปลเล่มไหนได้ตรา New York Time Bestseller จะทำให้ดูดีขึ้นอีกหลายเปอร์เซนต์ และน่าจะขายได้มากขึ้นด้วย

ประมาณนี้ ถ้าใครมีแหล่งอื่นๆที่น่าสนใจ แนะนำกันด้วยนะครับ

Google Pixel Buds หูฟังแปลภาษาแบบ real-time ใช้กับมือถือรุ่นอื่นได้ไหม?

Google เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลายอย่างจาก Event ในเดือนตุลาคม เอาเป็นว่าเข้าไปดูได้ที่ https://store.google.com แต่มีอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากจนต้องมาเขียนถึงเลย คือ Google Pixel Buds หูฟังไร้สายที่ทำงานร่วมกับมือถือเพื่อแปลภาษาแบบ real-time ทำให้คนที่คุยกันคนละภาษาสามารถคุยโต้ตอบกันได้เลย มันเจ๋งมาก

Google Pixel Buds

มันทำงานแบบไหน และเจ๋งแค่ไหนลองดูได้ที่วิดีโอสาธิตการใช้งาน

ก่อนจะกดสั่งซื้อ เลยตั้งคำถามสำคัญก่อน

  • หูฟังแปลภาษาตัวนี้ใช้กับมือถือรุ่นอื่นได้หรือไม่?
    คำตอบ: ไม่ได้

เมื่อเข้าไปดูใน รายละเอียดของ Google Pixel Buds Requirements & Specifications

  • ระบุไว้ดังนี้ ใช้สำหรับเป็นหูฟังไร้สาย Bluetooth ใช้ได้กับ
    -Android 5.0 ขึ้นไป
    -iOS 10.0 ขึ้นไป
  • ถ้าอยากใช้ผู้ช่วย Google Assistant
    -Android 6.0 ขึ้นไป
  • แต่ตัวสำคัญ ถ้าต้องใช้ Google Translate เพื่อแปลภาษาแบบ real-time (ฟีเจอร์ที่อยากใช้)
    – ต้องใช้ร่วมกับมือถือ Pixel หรือ Pixel 2 เท่านั้น

สรุปว่ามันคือ Exclusive feature สำหรับ Google Pixel Phone ใช้ได้ทั้งรุ่นแรก และรุ่น 2 แต่ไม่รองรับมือถือแอนดรอยด์รุ่นอื่น

(เสียใจ)

ตัวช่วยสายเที่ยว แอพเดียวจบ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก

Traveloka ตัวช่วยสายเที่ยว แอพเดียวจบ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก

ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว เราต้องมีการวางแผนการเดินทางกันเสียก่อน เช่น เส้นทาง สถานที่ท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก ฯลฯ วันนี้ขอแนะนำผู้ช่วย ทั้งจองตั๋วเครื่องบินและจองที่พัก

Traveloka ตัวช่วยจองเที่ยวบินและที่พักออนไลน์ มีให้ใช้ผ่านทั้งบนเว็บ และแอปพลิเคชั่นทั้งใน iOS และ แอนดรอยด์

สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Play Store และ  App Store

 

หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะแนะนำวิธีการใช้งานแบบง่ายๆให้ครับ ผมใช้มือถือแอนดรอยด์เป็นหลัก ดังนั้นการแนะนำวิธีการใช้งานก็จะแนะนำผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์ แต่ดูจาก UI แล้วก็ไม่น่าแตกต่างกันสำหรับคนใช้ iOS ก็ดูได้เหมือน

1. วิธีการใช้งานแอพ Traveloka ค้นหาและจองตั๋วเครื่องบิน

หน้าหลักของแอพ ค่อนข้างเรียบง่าย และมุงไปที่จุดประสงค์ของแอพเลยนั้นคือ การจองตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรม

Traveloka หน้าหลัก

เมนูหลักอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ ข่าวสารและโปรโมชั่น การแจ้งเตือนราคาของตั๋วเครื่องบินเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายประหยัด รอโปรโมชั่นและตั๋วราคาถูก รายละเอียดการจองของเรา(e-ticket)

ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาเที่ยวบินและเปรียบเทียบราคา

ค้นหาเที่ยวบินและเปรียบเทียบราคา

เมื่อกดเข้าไปในเมนู ค้นหาเที่ยวบิน ก็จะพบช่องใส่รายละเอียดของเที่ยวบินที่เราสนใจ ต้นทาง-ปลายทาง วันเดินทาง จำนวนผู้โดยสาร ชั้นโดยสาร เมื่อใส่รายละเอียดครบถ้วนแล้ว กด ค้นหา 

รอสักพัก แอพจะค้นหาเที่ยวบินจากสายการบินต่างๆมาให้เราได้เลือกและมีเปรียบเทียบราคาให้ โปรดสังเกตครับ จะมีคำว่า “ดีลสำหรับแอป” ซึ่งบอกว่าราคาถูกกว่า ผมตามไปแช็คแล้วว่ามันราคาถูกกว่าจองจากสายบินโดยตรงหรือไม่ คำตอบคือ ถูกกว่าจริงครับ ถึงจะถูกกว่าไม่กี่บาท แต่ก็ถูกกว่าครับ

จุดเด่นที่ขอแนะนำ เมื่อกดที่เมนู “จัดลำดับ” จะสามารถเรียงลำดับผลการค้นหาได้ตาม ราคาต่ำสุด เวลาออกเดินทาง เวลาถึงที่หมาย และระยะเวลาในการเดินทาง หรือถ้าต้องการ “จำกัดการค้นหา” ที่เฉพาะมากขึ้น เช่น บินตรง เฉพาะบางสายการบิน เป็นต้น

อีกฟังก์ชั่นพิเศษ ให้เราสังเกตคำว่า “Smart Combo” ที่จะช่วยจับคู่เที่ยวบินไป-กลับให้เราโดยอัตโนมัติ ทำให้ราคาตั๋วถูกลงอีก

ขั้นตอนที่ 2 จองและชำระเงิน

จองและชำระเงิน

หลังจากเลือกเที่ยวบินได้แล้ว กดใส่รายละเอียดการติดต่อและรายละเอียดผู้โดยสาร จากนั้นตรวจสอบรายละเอียดการจอง กดดำเนินการต่อ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน

อีกหนึ่งข้อดีของ Traveloka คือการมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย เอาใจคนไทยสุดๆ ด้วย 4 ช่องทางการชำระเงิน ได้แก่ เคาน์เตอร์เพย์เมนต์ (7-11, Big-C, m-Pay, Pay@Post, TOT Just Pay, true money, FamilyMart และ Tesco Lotus), เอทีเอ็ม, บัตรเครดิต/บัตรเดบิต และ อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง น่าจะครอบคลุมทุกอย่างที่มีในไทยแล้ว

2. วิธีการใช้งานแอพ Traveloka ค้นหาและจองโรงแรม

การใช้งานแอพ Traveloka ในการค้นหาและจองโรงแรม มีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกับการค้นหาตั๋วเครื่องบิน ค่อนข้างง่ายและขั้นตอนมีไม่เยอะ

ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาโรงแรมและเปรียบเทียบราคา

ค้นหาและจองโรงแรม

เพียงเราใส่รายละเอียดปลายทาง วันเข้าพัก ระยะเวลา จำนวนผู้เข้าพัก และจำนวนห้อง แล้วกด ค้นหา

Traveloka จะค้นหาโรงแรมในพื้นที่ให้ พร้อมรายละเอียด ราคา คะแนน ฯลฯ เมื่อกดเลือกโรงแรมที่เราสนใจ แอพจะแสดงรายละเอียดของโรงแรมมากขึ้น สามารถดูภาพสถานที่ต่างๆของโรงแรม แผนที่สถานที่ตั้งของโรงแรม รวมถึงรีวิวและความคิดเห็นของผู้ที่เคยเข้าพัก (น่าจะเป็นส่วนของข้อมูลที่สำคัญ ที่ผู้ใช้อยากทราบรายละเอียดก่อนจองที่พัก)

เลือกห้องและจองห้อง

เมื่อดูรายละเอียดของโรงแรมโดยรวมเป็นที่พอใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเข้าดูรายละเอียดของแต่ละห้อง ดูภาพตัวอย่างของพัก จากนั้นกด เลือกห้องพัก ใส่รายละเอียดผู้เข้าพัก ถ้าหากจองให้เพื่อนก็สามารถใส่รายละเอียดของคนเข้าพักได้ จากนั้นเลือก ดำเนินการต่อ เพื่อเข้าสู่ระบบชำระเงิน ซึ่งเราก็สามารถชำระเงินผ่าน 4 ช่องทาง ได้เช่นกัน ได้แก่ เคาน์เตอร์เพย์เมนต์, เอทีเอ็ม, บัตรเครดิต/บัตรเดบิต และ อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ข้อดีของการจองโรงแรม เรามักจะเจอค่าอื่นๆอีกตอนจะชำระเงิน แต่ Traveloka รับประกันให้เราว่า ราคาที่แสดงอยู่บนผลลัพธ์การค้นหา คือราคาสุดท้ายที่เราจะต้องจ่ายจริง ไม่มีค่าธรรมเนียมการจอง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆเพิ่มเติม ซึ่งก็รวมทั้งการจองตั๋วเครื่องบินด้วยเช่นกัน (อันนี้ดี)

สรุปโดยรวม

  • ราคาถูกกว่าจองโดยตรงจากสายการบินหรือโรงแรม
  • มีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย แทบจะครอบคลุมทุกระบบในไทย
  • ไม่มีค่าธรรมเนียม เพิ่มเติม ราคาจริงตามผลค้นหา
  • ระบบเปรียบเทียบราคา ระบบจัดเรียงข้อมูล ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ
  • มีโปรโมชั่นและระบบแจ้งเตือนราคา สำหรับคนรอตั๋วราคาถูก
  • มีบ้างในบางครั้งระบบการจองตั๋วเครื่องบินไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของสายการบินได้
  • ปัจจุบันยังให้บริการครอบคลุมในบางประเทศ(ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์)

อื่นๆ ที่ควรทราบ

Traveloka มีบริการ 24 ชั่วโมง ผ่านทางโทรศัพท์ 02-118-5400 และผ่าน Live Chat ที่หน้าเว็บไซต์ และบนเฟสบุ๊คเพจ (FB Traveloka)

นอกจากการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น ยังสามารถเข้าไปใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ Traveloka.com

แกะกล่อง VF-X21 (Fujifilm X70 Optical Viewfinder)

หลังจากที่แต่งหล่อให้ Fuji X70 ด้วยฮูดและเคส สนใจตามไปดูที่โพส แต่งหล่อให้ Fujifilm X70 ด้วย Accessories [Case, Lens Hood] แต่ยังขาดอีกตัวคือ ตัว Optical Viewfinder ด้วยราคาและฟังก์ชั่นที่ได้ดูจะไม่ค่อยสอดคล้องกันเท่าไหร่ ทำให้ต้องคิดเยอะ แต่สุดท้าย ยังไงก็ต้องเอาให้ครบครับ ไปที่เนื้อหาเลย

แกะกล่อง VF-X21 (Fujifilm X70 External Optical Viewfinder)

VF-X21 (Fujifilm X70 Optical Viewfinder)

กล่องของ Fujifilm External Optical Viewfinder VF-X21

แกะกล่องของ Fujifilm External Optical Viewfinder VF-X21

ของภายในมี ถุงผ้า, ตัว Optical viewfinder, คู่มือ

ด้านหลัง VF-X21 (Fujifilm X70 Optical Viewfinder)

ตัว VF-X21 จากด้านหลัง

ด้านข้าง VF-X21 (Fujifilm X70 Optical Viewfinder)

ส่วนด้านข้าง

ด้านหน้า VF-X21 (Fujifilm X70 Optical Viewfinder)

มองจากด้านหน้า

ประกอบ VF-X21 เข้ากับ Fuji X70

เมื่อติดเข้ากับตัวกล้อง ง่ายๆแค่เสียบเข้ากับช่องเสียบ Flash

ประกอบ VF-X21 เข้ากับ Fuji X70 มองจากด้านข้าง

มองจากด้านข้างใส่พอดีไม่มีส่วนยื่นออกมาด้านหลัง

ประกอบ VF-X21 เข้ากับ Fuji X70 มองจากด้านหน้า

พอประกอบครบทั้งเคส ฮูด และก็ VF ดูดีขึ้นเชียว

ประกอบ VF-X21 เข้ากับ Fuji X70 มองจากด้านหลัง

หวังว่าเปิดโหมดไม่แสดง Live view น่าจะประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น แต่ประโยชน์การใช้งานจริงๆ คือ เท่และใช้งานช่วงแสงจ้าที่หน้าจอมองไม่ชัดครับ

จบ.

แกะกล่อง Leica Sofort : Instant Film Camera

Leica Sofort (Sofort เป็นภาษาเยอรมัน ความหมาย คือ immediately, instantly)

Leica เปิดตัวกล้อง Leica Sofort กล้อง instant film camera ในงาน Photokina 2016 ประมาณเดือนสิงหาคม 2016 ในการเปิดตัวบอกว่ากล้องจะพร้อมขายในเดือนพฤศจิกายน แต่จากที่ติดตามข่าว มีกล้องซื้อได้ในร้านในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2016 แต่ก็มีของน้อยมาก มีแค่บางร้าน ในบ้างเมืองเท่านั้น ตัวที่ได้มาซื้อมาจากร้านกล้องที่ Köln และเป็นตัวสุดท้ายในร้านด้วย

Leica Sofort มีสามสีให้เลือก สีขาว สีมิ้นต์ สีส้ม ที่ได้มาคือ สีส้ม

วันนี้ก็เอา Leica Sofort มาแกะกล่องให้ดูว่าภายในมีอะไรบ้าง

กล่อง Leica Sofort

กล่องของกล้องตัวสีส้ม

กล่อง Leica Sofort ด้านหลัง

ด้านหลังมีรูปเหมือนกล้องจริง พร้อมแสดงฟังก์ชั่นต่างๆ

กล่อง Leica Sofort มีกล่องดำภายในอีกชั้น

เฉพาะกล้องข้างนอกที่ต่างกัน กล่องสีดำคงเหมือนกัน

แกะกล่อง Leica Sofort

ภายในกล่องมีของดังนี้ คู่มือ 5 เล่ม(หลายภาษา), ที่ชาร์ตแบต พร้อมตัวแปลงปลั๊กโซนยุโรปและเอเชีย, แบตเตอรี่, สายคล้องคอ, ตัวกล้อง

(ทุกชิ้นมีพลาสติกหุ้มอย่างดีนะ แต่แกะออกแล้ว)

กล้อง Leica Sofort ด้านหน้า

ด้านหน้ามีกระจกสะท้อน สามารถถ่ายเซลฟี่ได้ และตัวริงที่เลนส์สามารถหมุนปรับระยะโฟกัสได้ 2 ระยะ คือ 0.6-3 เมตร และ 3 เมตร-∞

กล้อง Leica Sofort ด้านหลัง (Designed by Leica Germany)

มีที่ใส่แบตเตอรี่ ช่องโหลดฟิล์ม ปุ่มเปิด ปุ่มเปลี่ยนโหมด ปุ่มควบคุมแฟลช ปุ่มตั้งเวลาถ่าย ปุ่มความสว่าง

Leica Sofort ด้านบน

ปุ่มกดวัตเตอร์ ทางด้านขวา

Leica Sofort ด้านข้างที่ฟิล์มออกมา

ช่องปรินต์ฟิล์มและหูใส่สายคล้อง

Leica Sofort ด้านข้าง

อีกด้านมีแค่หูใส่ที่คล้องสาย

Leica Sofort ด้านล่าง มีที่ติดกับข้างตั้งกล้อง

ด้านล่างมีช่องสกรูมาตรฐานให้ติดกับขาตั้งกล้องได้

กล้อง Leica Sofort และฟิล์ม

ฟิล์มในกล่องหนึ่งมี 10 ภาพ มีให้เลือกแบบสี และแบบขาวดำ

กล้อง Leica Sofort ใส่สายคล้องคอ

พอใส่สายแล้วก็ดูดี Leica มีสายที่สีเข้ากับตัวกล้องขายแยกต่างหากด้วย แต่ของยังไม่มี

Leica Sofort ด้านบน ตอนเปิดกล้องถ่าย

ตัวเลนส์จะยื่นออกมายาวพอสมควร

กล้อง Leica Sofort

หลังจากถ่ายใช้เวลาประมาณ 30-40 วินาที ภาพถึงจะชัด แต่เท่าที่ลองใช้งานพบว่าที่อากาศเย็นมากๆ ภาพปรากฏช้ากว่าเดิมมาก

ในโพสนี้ขอจบการแกะกล่องเพียงเท่านี้ครับ ส่วนการใช้งานจะมาเล่าในครั้งต่อไปครับ

แต่งหล่อให้ Fujifilm X70 ด้วย Accessories [Case, Lens Hood]

Fujifilm X70 เป็นกล้องที่พกติดตัวไปไหนมาไหนแทบจะตลอดเวลา ด้วยเพราะมันขนาดเล็ก เบา พกง่าย เลยมักจะใส่ถุงผ้าแล้วเก็บไว้ในช่องใดช่องหนึ่งของกระเป๋าก่อนออกจากบ้านเสมอ แล้วภาพที่ได้นั้นก็ถือว่าคุณภาพดีทีเดียว

เนื่องจากมันกลายเป็นกล้องติดตัวไปแล้ว ก็เลยอยากจะแต่งหล่อให้มันบ้าง เลยเพิ่ม accessories ให้สองอย่าง คือ เคสหนัง (Half leather case BLC-X70) กับ เลนส์ฮูด (Lens Hood LH-X70) เป็น Official product จาก Fujifilm โดยตรง

ตัวแรกที่จะเอามาให้ชม คือ Lens Hood LH-X70

Lens Hood LH-X70

มีให้เลือกสีเงินกับสีดำ ที่สั่งมาเป็นสีดำครับ ในกล่องประกอบไปด้วย ตัวฮูด(Hood porch), แหวนอะแดบเตอร์(Adapter ring), ถุงผ้า, และใบประกัน

มาดูขั้นตอนการใส่ Hood LH-X70 ให้เจ้า X70 กันครับ

  1. ให้หมุนตัวแหวนตัวที่ติดอยู่กับตัวเลนส์ของ X70 ออกก่อน (ดูที่ลูกศร)

    หมุนตัวแหวนที่มากับกล้อง X70 ออก

    แหวนที่หมุนออกแล้วเก็บให้ดีเดี๋ยวหาย

  2. หมุนตัวแหวนอะแดบเตอร์(Adapter ring)ของตัวฮูดใส่เข้าไปแทน (ตามลูกศร)

    หมุนตัว Adapter ring เข้าไปแทน

  3. จากนั้นหมุนตัวฮูดให้ติดกับ Adapter ring ก็เรียบร้อย (ดูลูกศร)

    หมุนตัวฮูดติดกับ Adapter ring อีกที

หลังจากจากใส่ฮูดไปแล้ว ฝาปิดเลนส์ที่มากับกล้องจะปิดไม่ได้นะ

X70 ใส่ฮูดแล้ว

นอกจากอยากจะแต่งเท่ให้ X70 แล้ว ตอนที่เดินถ่ายรูปโดยไม่ได้ปิดฝาอยู่ ให้ความรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะตัวเลนส์มันอยู่ด้านนอกและไม่มีอะไรช่วยป้องกันเลย เมื่อมีฮูดโอกาสที่จะโดนชนอะไรสักอย่าง แล้วไปโดนกับตัวเลนส์ก็น่าจะเกิดยากขึ้น เพราะฮูดจะช่วยกันได้ในระดับหนึ่ง ให้ความรู้สึกอุ่นใจขึ้น

ตัวแต่งหล่อตัวที่สอง Half leather case BLC-X70

เป็นเคสหนังสีน้ำตาลเข้ม ในกล่องมี ตัวเคส, สายตัดตัวกล้องแบบคล้องแขน, ซองผ้าหุ้มตัวกล้อง, ใบประกัน

Half leather case BLC-X70

ในกล่องใส่ซองพลาสติกอย่างดีนะ แต่แกะออกหมดแล้ว วิธีใส่ไม่ยุ่งมากเหมือนใส่ฮูด แค่หมุนในสกรูตัดกับเกลียวด้านล่างของตัวกล้อง

หมุนสกรูเข้ากับเกลียวใต้ตัวกล้อง

ส่วนสายรัดข้อมือ ก็ใส่ติดเข้ากับหูตัวเครื่อง เสร็จแล้วก็จะออกมาเป็นดังนี้

Fujifilm X70 หลังใส่เคส Half leather case BLC-X70

ตัวเคสถึงจะหุ้มตัวกล้องด้านล่าง แต่ก็เปิดเอาการ์ดหรือแบตเตอรี่ออกได้

ส่วนตัวถุงหุ้มตัวกล้องใส่แล้วมัดได้

ถุงใส่ตัวกล้อง

หุ้มแล้วใช้สายรัดกับตัวฮูด

ผลของการแต่งหล่อก็ออกมาตามภาพดังนี้

Fuji X70 หลังใส่เคสและฮูด

หลังจากการแต่งหล่อให้กับ Fuji X70 ตัวโปรดด้วยเคสกับฮูดแล้ว ก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจพอสมควร แต่ความจริงแล้วมันควรจะมี Optical Viewfinder VF-X21 อีกตัวถึงจะครบเซ็ต หากแต่ยังทำใจกับราคาและฟังก์ชั่นที่ได้ไม่ได้ รู้สึกว่าแพงไปหน่อย รอไปก่อนแล้วกัน

หลังจากใช้งานไปอีกสักพักก่อนค่อยมาเล่าอีกทีนะ ว่าใช้แล้วดีไม่ดีอย่างไร