The Handmaid’s Tale, a TV show is based on the book

The Handmaid’s Tale

The Handmaid’s Tale is Margaret Atwood’s dystopian novel published in 1985. The book was adapted as a television series on the streaming service Hulu, but we can now watch it on HBO GO.

It is one of the most dramatic and serious novels (for me). The plot is set in New England in the near future. It seems that after they lost a war, the country was under control by a strongly patriarchal and dictatorial government.

A handmaid is a woman from that country who is forced to “produce” children for commanders or leaders. You will see the book explain “the ceremony”, a highly ritualized sexual act where the husband is having sex with a handmaid while his wife is there to manage that ceremony.

The handmaids are restricted from freedom. Their accommodation is like a concentration camp. The government treats handmaids like an animal with only one purpose: to produce children for them.

The novel reflects the raw nature of human beings but acts like they have a noble culture (eventually are not). When I knew they were making a TV series, I couldn’t even watch a trailer (hopefully one day I can do that).

I also have some content about HBO series please check.

The quotes from “The White Tiger” Book and Movie

Servitude is so strong that you can put the key of his emancipation in a man’s hands, and he will throw it back at you with a curse.
― Aravind Adiga, The White Tiger

ตีความได้ว่า “ในสภาวะจำยอม (ระบบทาสในประเทศนี้) มันช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ถึงคุณจะเอากุญแจแห่งการปลดปล่อยใส่มือให้ทาส เขาก็จะโยนมันกลับมาพร้อมกับสาปส่งคนที่ยื่นมันให้กับเขา”

พวกทาสจินตนาการชีวิตที่ไร้นายไม่ออก เขาหวาดกลัวที่จะอยู่อย่างอิสระ แม้ว่าจะถูกกดขี่และเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์มากน้อยเพียงใด ทาสก็อยากรับใช้นายของตัวเองตลอดไป บางครั้งเมื่อนายมีน้ำใจกับทาสเพียงเล็กน้อย แต่มันกลับดูยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับพวกเขา

ทำไมเหมือนประเทศแถวนี้เหลือเกิน?

THE WHITE TIGER – Adarsh Gourav (Balram), ​Priyanka Chopra Jonas (Pinky), Rajkummar Rao ​ ​(Ashok) ​in ​THE WHITE TIGER​. Cr. ​SINGH TEJINDER / Netflix ​© ​2020

Biological races in Human หรือ Human subspecies ถือเป็น pseudoscientific

มนุษย์เผ่าพันธุ์คอเคเซียน ได้แก่ คนยุโรป ผิวขาว …มองโกเลียน เผ่าพันธุ๋คนจีน …อะไรพวกนี้ เคยเรียนและท่องเพื่อไปสอบกันไหม? ปัจจุบันยังเรียนอยู่ไหมนะ?

Portrait of Blumenbach BMJ. 2007 Dec 22; 335(7633): 1308–1309.

ลุงผู้เป็นต้นคิด คือ Johann Friedrich Blumenbach หมอชาวเยอรมัน (1752-1840) ให้กำเนิดแนวคิดการจำแนกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์
โดยใช้หลักสำคัญ คือ ถิ่นฐานและลักษณะร่างกาย(สีผิว สีผม ลักษณะกระโหลกศีรษะ) ซึ่งเขาแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

  • คอเคเซียน
  • มองโกเลียน
  • เอธิโอเปียน
  • อเมริกัน
  • และมาเลย์
ภาพกระโหลกของเผ่าพันธุ์ต่างๆโดย Blumenbach: Blumenbach’s Racial Geometry: Isis, 1998,89:498-50

เป็นการพยายามจำแนกที่มีคติและมีความผิดพลาดหลายอย่าง อ่านบทความรายละเอียดเกี่ยวกับความผิดพลาดนี้ได้จาก: The beautiful skull and Blumenbach’s errors: the birth of the scientific concept of race https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2151154/

การแยกมนุษย์ดัวยวัฒธรรม สังคม พอจะทำได้ แต่ในปัจจุบัน Biological races in Human หรือ Human subspecies การจำแนกเผ่าพันธุ์มนุษย์ตามหลักชีววิทยานั้นทำไม่ได้ และถือเป็น pseudoscientific ถ้ายังมีในตำราเรียนก็ควรถอดออก

เพิ่มเติม Biological Races in Humans https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3737365/

via: How to Argue With a Racist: What Our Genes Do (and Don’t) Say About Human Difference by Adam Rutherford

เขียนถึง (วิเคราะห์) Sony Pictures ถูกแฮคครั้งใหญ่

Sony Pictures hack

เรียกว่าวิเคราะห์ก็เขินเกินไปที่จะเขียนแบบนั้น ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์ขนาดนั้น เลยใช้คำว่า “เขียนถึง” ก็พอแล้วกัน ข่าววงการไอทีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้คือ ข่าวบริษัท Sony Pictures ถูกแฮคคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ เรียกได้ว่าถูกเจาะทะลุปรุโปร่ง อีเมล ระบบงาน ไฟล์หนังสมบูรณ์ที่ยังไม่ได้ฉาย บทภาพยนต์ เอกสารเจรจาธุรกิจ ข้อมูลพนักงาน เอกสารลับในบริษัท และอื่นๆอีกมากมาย เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญและน่าติดตาม จึงอยากจะบันทึกเรื่องต่างๆในมุมมองของตัวเองเก็บไว้

มีข่าวหลายที่ตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

https://www.engadget.com/2014/12/10/sony-pictures-hack-the-whole-story/ 

https://www.bbc.com/news/technology-30530361

https://www.blognone.com/topics/sony-pictures (ภาษาไทย)

มีหลายสำนักโยงเรื่องการแฮคครั้งใหญ่นี้กับเกาหลีเหนือ ต้นเรื่องมาจากการทำหนังเรื่อง The Interview หนังตลกเกี่ยวกับการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ Kim Jong-un และการถูกขู่ให้ระงับการฉายหนังเรื่องนี้ก่อนที่เหตุการณ์การถูกแฮคจะเกิดขึ้น ยิ่งทำให้คนเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกัน แม้ว่าเกาหลีเหนือจะออกมาปฎิเสธแบบกรายๆว่าไม่ใช่ แต่จากการสืบสวนมีหลายอย่างที่มุงไปที่เกาหลีเหนือเป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้ไม่มีทีท่าว่าจบลงได้โดยง่าย แฮคเกอร์ยังมีข้อมูลหลายอย่างที่จะนำมาเผยแพร่ต่ออยู่อีกเรื่อยๆ

นามแฝงของแฮคเกอร์ #GOP

สิ่งที่พอจะมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้ มีดังนี้

  1. ถ้าหากเป็นเกาหลีเหนือที่ทำจริง แสดงว่าเขามีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ที่แข่งแกร่งมาก พร้อมจะทำสงครามไซเบอร์กับใครก็ได้ ที่บอกว่าพร้อมจะโจมตีใครก็ได้เพราะดูจากการเลือกเป้าหมายที่โจมตีก่อน ไม่ใช่การเจอช่องโหว่ของระบบได้ด้วยความบังเอิญ หากแต่เป็นการมุ่งโจมตีเป้าหมายที่ต้องการจะโจมตี “ถ้าคุณยังยืนยันจะทำหนังล้อเลียนผู้นำของเราคุณจะถูกโจมตี” ในยุคที่ทุกอย่างแทบจะอยู่ในคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว ทำให้การโจมตีมาจากที่ไหนก็ได้ กลายเป็นว่าเกาหลีเหนือมีกองทัพไซเบอร์ที่น่ากลัวมาก
  2. โรงหนังของดฉายหนังเรื่อง The Interviews เพราะไม่อยากเป็นเป้าโจมตี ทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในยุคที่การโจมตี ไม่ใช่มาจากการโจมตีทางการทหารอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว การโจมตีทางไซเบอร์ทำความเสียหายให้กับเป้าหมายอย่างสูงมาก ในขณะที่ใช้กำลังพล กำลังทรัพย์น้อยกว่ามาก และการโจมตีเป้าหมายในระยะไกลคนละซีกโลกได้โดยง่าย
  3. ประเทศเรามีการพัฒนาหรือพร้อมกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เท่าที่รู้เราไม่น่าจะมีกองกำลังที่จะโจมตีใครได้หรือจะดูแลตัวเองได้เลยด้วยซ้ำ ประเทศเราก็พึ่งพาคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอยู่ไม่น้อย ทะเบียนราช ชื่อ-ที่อยู่ของทุกคนในประเทศ ระบบภาษี ธนาคาร งานบริการอื่นๆอีกมากมาย ระบบความปลอดภัยของเราพร้อมมากน้อยแค่ไหน เป็นอีกเรื่องที่น่าให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
  4. ถ้าหากการแฮคครั้งใหญ่นี้เกิดจากช่องโหว่ในระบบที่มีการแจ้งเตือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถูกเพิกเฉย เมื่อแฮคเกอร์ใช้ช่องโหว่นั้นแฮคได้สำเร็จ ได้ข้อมูลต่างๆไปมากมาย จากนั้นแค่นำเรื่องของเกาหลีเหนือมาเป็นข้ออ้างในการกระทำครั้งนี้ “Some Men Just Want to Watch the World Burn” ก็เป็นคราวซวยของ Sony Pictures ที่ฝ่ายไอทีเพิกเฉยกับเรื่องที่สำคัญเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตามผู้กระทำให้ผู้อื่นเสียหายดังกล่าวก็ควรได้รับการลงโทษตามกฏหมาย

เรื่องที่พอจะคิดออกและอยากเขียนถึงก็มีเพียงเท่านี้ ตอนแรกแค่อยากจะเขียนลงทวิตเตอร์แต่เขียนไปเขียนมามันเริ่มยาวเกินไปจึงนำมาเขียนในบล็อกเก็บไว้เลยดีกว่า ถ้ามีประเด็นไหนที่คิดออกอีกจะนำมาเขียนต่ออีกทีครับ

วิ่งมาราธอนครั้งแรกของฉัน 42.195 กิโลเมตร ที่ทั้งเหนื่อย เจ็บ สุข ปนๆกัน

ขอบคุณรูปสวยๆ โดย เฮียไช้ จาก forrunnersmag.com

บันทึกไว้เตือนความจำตัวเอง อาจจะสับสน เรียบเรียงไม่ดีนัก นึกอะไรได้ก็บันทึกลงไป

หลังวิ่งจบมาราธอน

หลังจากจบการวิ่งมาราธอนครั้งแรกของชีวิต ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร (ความจริงระยะจริงที่วิ่งมันวัดได้ประมาณ 43 กิโลเมตร) ในงานพัทยามาราธอน เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา จบด้วยเวลา 4:41:47 ชั่วโมง ก็ตามเป้าหมายที่คิดว่าครั้งแรกอยากทำเวลาให้ได้ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง หลังจากวิ่งเสร็จและกลับมากรุงเทพฯอาการเจ็บต้นขาบ้าง ทะเลาะกับบันไดอยู่ราวสองวันก็กลับมาเดินได้ปกติ อยากบันทึกถึงเพราะมันเป็นครั้งแรกที่วิ่งได้นานและไกลขนาดนั้น ในชีวิตไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะวิ่งได้ไกลขนาดนั้น และมีหลายคนบอกว่าวิ่งมาราธอนจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป “ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิตก็ให้มาวิ่งมาราธอน” นั่งคิดนอนคิดมาตลอดหลังจากนั้นว่าชีวิตเราเปลี่ยนไปหรือป่าวว่ะ? นั้นนะสิ เปลี่ยนไปไหมว่ะ? คำตอบคือ “ไม่” ก่อนกับหลังเข้าเส้นชัย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เรารู้สึกเฉยๆเมื่อเท้าก้าวผ่านเส้นชัยมา แปลกใจตัวเองมากที่ไม่รู้สึกเลยว่าได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองจะวิ่งจบและต้องทัน 6 ชั่วโมง ตามที่กติกาการแข่งขันบอกไว้

แต่ก่อนจะปลักใจเชื่อว่าตัวเองไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนั้น ลองดูว่ากว่าจะถึงจุดนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง ค่อยๆดูไปว่าจริงไหมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย อย่างหนึ่งที่ทำให้ประหลาดใจกับตัวเองอย่างมาก คือการได้นั่งดูคนอื่นเข้าเส้นชัยครับ เป็นอะไรที่สร้างความอิ่มใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราเห็นแต่ละคนที่พยายามจะลากตัวเองให้เข้าเส้นชัยให้ได้ ร่างกายที่วิ่งมาแล้วกว่า 42 กิโลเมตรมันบอกให้หยุด แต่ใจบอกให้ไปต่อ บางคนดูอ่อนล้ามากๆ แต่พอใกล้ถึงเส้นชัย ไม่รู้เรี่ยวแรงมากจากไหน ฮึดขึ้นมาวิ่งเร็วกว่าระยะที่ผ่านมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ อดไม่ได้ที่ต้องปรบมือตอนรับให้กำลังใจคนที่กำลังจะเข้าเส้นชัย นาทีที่เพื่อนร่วมทริปวิ่งเข้ามา เราดีใจมาก วิ่งไปรับตอนนั้น คือ ดีใจกว่าตอนที่ตัวเองเข้าเส้นชัยเสียอีกครับ ถ้าการวิ่งครั้งนี้ไปคนเดียวอย่างที่ตั้งใจครั้งแรก คงไม่ได้มีช่วงเวลาดีๆแบบนี้แน่นอน ซ้อมมาด้วยกันและจบรายการเดียวกันเป็นอะไรที่คุยกันได้อีกหลายวันเลยครับ

ระหว่างวิ่งมาราธอน

ที่พัทยามาราธอนปล่อยตัวที่เวลา 3:45 น. ที่จุดปล่อยตัว เพื่อนๆนักวิ่งดูตื่นตัวกันมาก ระยะ 42.195 กิโลเมตร กลุ่มเรามี 3 คน น่าจะเป็นกลุ่มที่หน้าใหม่สุดแล้วกับการวิ่งมายังไม่ถึง 7 เดือนด้วยซ้ำไป แต่ลงวิ่งระยะไกลสุดของรายการ วิ่งตอนเข้ามืดดูจะไม่เหนื่อยเท่าวิ่งตอนกลางวันหรือตอนเย็น ระหว่างวิ่งไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางเป็นระยะ บางคนวิ่งไปฟังเพลงเสียงดัง ร้องเพลงไปด้วย บ่งบอกได้ว่าวิ่งมานานระบบการหายใจดีมาก ไม่งั้นไม่สามารถร้องเพลงตอนวิ่งได้แน่นอน สำหรับเราแค่คุยยังทำได้ยากเลย ช่วงฮาฟมาราธอนเราทำเวลาได้ค่อนข้างดี คือรักษา Pace ประมาณ 6 นาที/KM ไว้ได้ แต่พอผ่านระยะ 30 กิโลเมตร ขาเริ่มไม่ไหวแล้ว น้ำแข็งกับฟองน้ำที่อยู่ตามจุดบริการข้างทางช่วยได้เยอะ แล้วเหมือนขาจะเป็นตะคริวเอาตอนกิโลเมตรที่ 39 หยุดยืนอยู่เกือบ 2 นาที ทั้งเพื่อนร่วมทางและเจ้าหน้าที่เขามาดูใหญ่เลยว่าเราเป็นอะไร แต่พอได้ยืนพักสักครู่ก็วิ่งช้าๆสลับเดินจนเข้าเส้นชัยได้ พัทยามาราธอนถือว่าเป็นรายการที่ค่อนข้างหินทีเดียวจากที่ฟังมาจากผู้มีประสบการณ์ เพราะมีเนินเยอะ วิ่งขึ้นเนินตอนระยะกิโลเมตรที่ 40 มันสุดโหดจริงๆ แต่ไม่มีสักแว้ปเลยนะที่เราคิดจะหยุดวิ่ง ในหัวมีแต่ต้องวิ่งให้จบให้ได้

ก่อนวิ่งมาราธอน

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเล่าว่าทำไมต้องเริ่มเรื่องเป็นตอนที่วิ่งจบ->ระหว่างวิ่ง->ก่อนวิ่ง เพราะอยากจะบอกว่ากว่าจะไปถึงตรงจุดนั้นได้ มันมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นก่อนมากมายหลายอย่าง นับถอยหลังไปเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว เมื่อปลายปี 2556 ที่ทำงานมีกิจกรรมให้พนักงานออกมาวิ่งกัน มีกิจกรรมให้คะแนนเป็นกลุ่ม มีตัวคูณเป็นกำลังใจหากใครน้ำหนักหรืออายุเยอะ เป็นเหมือนกิจกรรมที่โดนบังคับนิดๆให้ออกไปวิ่ง ตอนนั้นรองเท้าวิ่งยังไม่มีด้วยซ้ำ กิจกรรมนั้นทำให้เรารู้ว่าตัวเองวิ่งต่อเนื่องได้สั้นมากๆคือไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็หอบ จุกท้อง หายใจไม่ทันแล้ว ทั้งๆที่ปกติเป็นคนชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว แต่ห่างหายไปนานมากเพราะข้ออ้างไม่มีเวลา ไม่มีเพื่อน ไม่มีที่เล่น และในกิจกรมเดียวกันนี้เราได้เห็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกันวิ่งน๊อครอบเราได้อย่างสบาย (เจ็บใจชะมัด)

ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่เรากับพี่ๆที่ทำงานตัดสินใจชวนกันไปซื้อรองเท้าวิ่งมาใส่กัน ซึ่งเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดในชีวิตที่เคยซื้อเลย แล้วก็ออกมาซ้อมวิ่งกัน พอซื้อมาแล้วก็ต้องวิ่งให้คุ้ม เมื่อวิ่งไปก็อยากเก็บสถิติไว้ด้วยก็ติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่บันทึกการวิ่งและเส้นทางในการวิ่ง พวกเราเลือก Nike+Running ซึ่งต้องบอกว่าทำให้การวิ่งสนุกขึ้นมาก แอพพลิเคชั่นสามารถเก็บสถิติของเราได้แล้ว ยังเห็นสถิติของเพื่อนๆด้วย สามารถตั้ง Challenge แข่งกันใครวิ่งสะสมได้มากกว่า การมีเพื่อนชวนกันไปวิ่งเป็นแรงจูงใจที่ดีมากๆ การได้ชนะสถิติเดิมของตัวเองได้เป็นความสุขในการวิ่งอย่างหนึ่ง เช่น วิ่งได้ไกลขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น วิ่งได้บ่อยมากขึ้นในหนึ่งสัปดาห์ ทำให้เราอยากจะชนะตัวเราเอง อยากเพิ่มศักยภาพของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนเป็นการเสพติดการวิ่งไปเลย นอกจากนี้เรียกว่าหาข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการวิ่งเยอะมากตารางการซ้อมที่ดี การวางเท้า อุปกรณ์ การยืดเหยียด ฯลฯ กลายเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่ต้องในความสนใจเป็นพิเศษไปเลย

เมื่อซ้อมวิ่งแล้ว ก็เริ่มอยากลองลงสนามแข่งดู ไม่ได้หวังอะไรมาก อยากรู้ว่าจะวิ่งครบตามระยะการแข่งขันได้ไหม ซึ่งในกรุงเทพฯมีรายการวิ่งเพื่อการกุศลให้เลือกลงกันแทบจะทุกเดือน ส่วนใหญ่เป็นระยะมินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร นานๆจะมีฮาร์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตรมาบ้าง ส่วนมาราธอน 42 กิโลเมตร มีแค่ไม่กี่ครั้งต่อปีและส่วนใหญ่ก็อยู่ต่างจังหวัดด้วย กลายเป็นว่าระยะหลังๆเราลงวิ่งในรายการต่างๆแทบจะทุกเดือนบางครั้งหลายรายการในหนึ่งเดือน แต่ละรายการก็จะมีเส้นทางที่แตกต่างกัน มีเหรียญสำหรับผู้เข้าเส้นชัยที่สวยแตกต่างกันตามโอกาสต่างๆ มีเสื้อที่ออกแบบมาเฉพาะ บางงานมีบันทึกสถิติของผู้เข้าแข่งขันลงฐานข้อมูลในเว็บไซต์ บางงานมีใบประกาศให้ด้วย การวิ่งจึงกลายเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของพวกเรา งานเยอะมากน้อยก็พยายามจัดสรรเวลาออกไปซ้อมวิ่งกัน ระยะมินิมาราธอนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของพวกเราแล้ว ในระยะ 10 กิโลเมตร วิ่งโดยไม่หยุดพักได้ ซึ่งมันต่างกับเมื่อปีที่แล้วอย่างคนละขั่วเลย เรารู้ว่าร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ปกติเป็นคนไม่อ้วนอยู่แล้ว แต่วิ่งก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักลงไปอีกนะ เคยอยู่เท่าไหร่ก็เท่านั้น ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองกินเยอะและบ่อยขึ้นด้วยซ้ำ

ต่อไปก็พยายามจะเพิ่มระยะขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งความเร็วให้ดีขึ้นเรื่อยๆด้วย ตอนนี้คนรอบข้างก็เริ่มมาวิ่งด้วยมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนโรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ดีนะ

สรุปจบว่า สำหรับการวิ่งมาราธอนครั้งแรกการเตรียมตัวอาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ได้ประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ ทั้งเหนื่อย เจ็บ สุข ปนๆกัน แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาจนถึงวันนั้นสำคัญกว่ามาก อย่างที่พี่ที่เรานับถือท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “วิ่งมาราธอนไม่ได้เริ่มที่จุดสตาร์ท แต่เริ่มตั้งแต่ตอนที่เราคิดจะวิ่งแล้ว” เชื่อแล้วว่ามันเป็นดังนั้นจริงๆ

…ออกมาวิ่งด้วยกันครับ

การเลือกตั้ง 54 เลือกใครดี?

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

การเลือกตั้ง 54 ค่อนข้างได้รับความสนใจสูง เพราะถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากผ่านวิกฤตทางการเมืองหลายเหตุการณ์ การเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งแบบในเขตและนอกเขตในวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา มีคนใช้สิทธิ์เพียงแค่ 55.65% ของคนทั้งหมดที่ลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ น่าแปลกไหมว่าทำไมคนที่สนใจต้องการใช้สิทธิ์เลือกตั้งของตัวเองจนสละเวลาไปเดินเรื่องขอลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ แต่กลับมีจำนวนที่ใช้สิทธิ์น้อยเพียงนั้น ตามที่ฟังจากข่าว ส่วนใหญ่ไปไม่ทัน 15.00 น. เวลาปิดหีบ ผมว่าอันนี้เป็นปัญหาที่ กกต. ต้องนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าอยากให้มีเปอร์เซ็นต์ของคนใช้สิทธิ์มากขึ้น

มีอีกเรื่องของกฏหมายที่ไม่ค่อยเข้าใจ คือ คนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ล่วงหน้าในวันที่ 26 มิถุนายน 2554 แต่หากว่าไม่ไปลงคะแนน ยังสามารถไปลงคะแนนได้อีกครั้งในวันที่ 3 กรกฏาคม 2554 ได้อีกครั้งในกรณีที่ขอลงคะแนนล่วงหน้าในเขตของตัวเอง(ตามทะเบียนบ้าน) แต่ถ้าขอลงคะแนนนอกเขตไว้ถือว่าหมดสิทธิ์ลงคะแนนไปแล้ว ต้องไปทำหนังสือชี้แจ้งเองถ้าไม่ต้องการเสียสิทธิทางการเมืองจากการไม่ไปเลือกตั้ง แต่ถ้าเราคิดแบบบ้านๆคือในเมื่อคนที่ขอลงคะแนนล่วงหน้าในเขตยังเลือกได้อีกครั้งในวันเลือกตั้งจริง แต่คนที่ลงทะเบียนล่วงหน้านอกเขตถึงหมดสิทธิ์เลือกแล้ว! หรือจะให้ใช้สิทธิ์ในเขตที่ขอลงทะเบียนไว้ก็ยังดี อันนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมทำไม่ได้ ทั้งๆที่มันควรจะทำได้และควรจะอำนวยความสะดวกให้เต็มที! (ไม่ต้องยกข้ออ้างเรื่องการโอนชื่อนะ)

เอาล่ะ! มาถึงตัวผม ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าอะไรไว้ทั้งนั้น จะกลับบ้านไปเลือกตั้งที่บ้านเกิด คำถามต่อมาว่าจะเลือกใครดี? ผมมีแนวทางในการพิจารณาแยกเป็นสองกรณีตามสิทธิในการเลือกตั้งคือ การเลือกตัวบุคคล(เขต)กับการเลือกพรรค(บัญชีรายชื่อ)

ขอพูดถึงการเลือกตัวบุคคลก่อน การพิจารณาของผมง่ายมากคือ ยกประโยชน์ให้คนในพื้นที่ เหล่าญาติพี่น้องที่บ้าน เพราะตัวเราดันมาใช้ชีวิตอยู่ กทม.จะกลับที่ก็เฉพาะช่วงเทศการหยุดยาว (อกกตัญญูจริง!) การสอบถามข้อมูลจากคนที่บ้านคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว ครันจะไปเลือกตามใจตัวเองโดยไม่ดูคนที่เขาจะใช้ชีวิตตลอดที่บ้านคงไม่ใช่การดีเท่าไหร่นัก เพราะถือว่า ส.ส. เขต คือปากเสียงของคนในเขตนั้น แต่ความจริงคะแนนจากผมคนเดียวคงเปลี่ยนอะไรได้ไม่มากในพื้นที่แถวนั้น พรรคนั้นคงนอนมาอยู่แล้ว ประมาณเดียวกับ ฮีธ เลดเจอร์ เข้าชิงรางวัลออสการ์จากบทโจ๊กเกอร์ในแบตแมน ไร้คู่แข่ง

ส่วนการเลือกพรรค ถือว่าเป็นการเลือกในระดับประเทศ อันนี้จึงจะเป็นวิจารญาณของตัวผมเองทั้งหมด นโยบายของแต่ละพรรคเข้าขั้นโม้เป็นส่วนใหญ่ แต่การเลือก Vote NO อย่างที่พันธมิตรพยายามเชิญชวน อันนี้ไม่ตอบโจทย์อะไรเลย สมมตินะสมมติว่า Vote NO ออกมาเยอะจนมีผลทางกฏหมาย แล้วจะทำอะไรต่อไป? จุดสุดท้ายคืออะไร? ซึ่งเหตุการณ์ Vote NO จะมหาศาลอันนี้เป็นไปได้น้อย ดังนั้น ผมไม่ Vote NO แน่นอน

รู้สึกไหมว่าเราเปลื้องตัวเกินไปกับการบอกว่าชอบใครไม่ชอบใคร โดยเฉพาะในสังคมที่บังคับให้เลือกข้าง เราคอยระวังตัวว่าคนรอบข้างอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ ที่ต้องทำแบบนั้นก็เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั้งกันโดยไม่จำเป็นจากความเห็นต่างแบบสุดขั่ว ที่เขียนแบบนี้เพราะบางคนที่อยู่คนละฝ่ายคุยกันได้นะ บางกลุ่มเท่านั้นที่คุยด้วยไม่ได้ เป็นสังคมที่ดูอึดอัดไหมล่ะ!

ถ้าให้คาด พรรคนั้นคงนอนมาตามโพล ตอนนี้ก็คงมาคิดแล้วว่าจะเลือกพรรคไหนมาเป็นฝ่ายค้านดี…หวังว่าเราจะไม่ได้รัฐบาลจากพรรคอันดับสองแม้มันจะเป็น ครม.ที่ดูดีกว่าพรรคอันดับหนึ่งเยอะก็ตาม แต่มันช่างไม่สง่างามเอาซะเลย ให้เขาจัดตั้งไปเถอะ ยังไงประเทสไทยก็ไม่ล่มลงง่ายๆหรอก!

สุดท้ายไปเลือกตั้งกันเถอะครับ อย่างน้อยตอนวิพากวิจารณ์(ด่า)จะได้พูดได้เต็มปาก

บันทึกสัมมนาการจดสิทธิบัตร

ภาพประกอบจาก https://www.flickr.com/photos/95118988@N00/1497679352/

ไปฟังสัมมนาเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรที่ทางศูนย์บริการวิชาการ จุฬาฯ จัดให้นักวิจัย อาจารย์ นิสิต ได้เข้าอบรมฟรี ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนทั่วไปด้วย จึงนำบันทึกมาเผยแพร่ต่อที่นี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆด้วย

บันทึกจากงานสัมมนา
เรื่องกระบวนการและแนวทางการจดสิทธิบัตร ผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา 
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554
ณ ห้อง 304 ชั้น 3 อาคารมาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สิทธิบัตร

-ปัจจุบันใช้ พรบ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 บังคับใช้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2522 ปรับปรุง พ.ศ.2535, 2542
-เป็นกฏหมายที่มีข้อตกลงร่วมระหว่างประเทศภาคี แต่การจดสิทธิบัตรที่เดียวไม่ได้คุ้มครองทุกประเทศ แต่สามาถเลือกได้ว่าจะจดสิทธิบัตรในประเทศใดบ้างและต้องปฏิบัติตามกฏหมายของประเทศนั้นๆ โดยหน่วยงานของรัฐจะอำนวยความสะดวกให้ในระดับหนึ่ง

สิทธิบัตรไทย แบ่งเป็น 3 ประเภท

  • สิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
  • อนุสิทธิบัตร (ไม่มีตรวจสอบว่าใหม่จริง)

สิทธิบัตร เป็นเหมือนทรัพย์สิน(โฉนดที่ดิน, หุ้นบริษัทฯ) สามารถโอนให้คนอื่นได้
อนุสิทธิบัตร เป็นการคุ้มครองแบบหลวมๆ ไม่มีการตรวจสอบว่าเป็นสิ่งใหม่จริง ให้ประกาศไปก่อนเพื่อความรวดเร็ว ถ้าหากใครคิดว่าตัวเองทำก่อนก็ค่อยมาฟ้องเพิกถอนสิทธิ (เป็นปัญหามาก) ในการเลือกจดสิทธิบัตรจะเลือกได้เพียงอย่างเดียวว่าจะจดสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร

หลักการขอจดสิทธิบัตร

มีอยู่ 3 ข้อ มีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ขอจดสิทธิบัตรได้แล้ว

  • เป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่(Novelty)
  • มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงขึ้น(Inventive step)
  • สามารถประยุกต์ทางอุตาหกรรม(Industrial Applicable)

งานที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้

มีจุดที่น่าสนใจอยู่คือ สิ่งต่างๆเหล่านี้เรียกว่า “‘งานที่มีอยู่แล้ว” หรือ “ไม่ใหม่” ไม่รับจดสิทธิบัตร

  • มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ หรือแสดงผลงานในงานประชุมวิชาการแล้ว แต่มีข้อยกเว้นให้ จะต้องจดสิทธิบัตรภายใน 12 เดือนหลังทำการเผยแพร่ ถ้าเกินเวลาจากนี้แล้วจะจดสิทธิบัตรไม่ได้ เพราะถือว่าได้ประกาศโฆษณาไปแล้ว และถ้าหากยื่นขอจดสิทธิบัตรการคุ้มครองจะย้อนไปถึงวันที่เผยแพร่ผลงาน มีข้อแนะนำจากวิทยากรคือ ให้ยื่นจดสิทธิบัตรไปพร้อมกับส่งตีพิมพ์ในวารสารไปพร้อมกันเลย
  • ถ้่าไปขอจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรที่ต่างประเทศแล้ว จะต้องจดในประเทศภายใน 18 เดือน หลังจากนี้จะจดสิทธิบัตรไม่ได้ (ถือว่าลอกผลงานตัวเอง) เช่นเดียวกันเมื่อจดสิทธิบัตรการคุ้มครองจะย้อนไปถึงวันที่ยื่นจดสิทธิบัตรที่ต่างประเทศ

การประดิษฐ์ขึ้นใหม่และขั้นตอนประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

การประดิษฐ์เราจะเห็นตัวตนของสิ่งประดิษฐ์ชัดเจน ส่วนขั้นตอนการประดิษฐ์อาจจะมองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่กฏหมายก็คุ้มครองหรือสามาถจดสิทธิบัตรได้ ในกลุ่มที่มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงขึ้น ไม่ได้หมายถึง การใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น แต่หมายถึงการใช้วิธีแก้ปัญหาที่ดีขึ้น ง่ายขึ้น หรือเป็นการแก้ไขปัญหาเดิมด้วยวิธีใหม่ที่ดีขึ้น เช่น การทำไวน์ด้วยวิธีใหม่ การถนอมอาหารแบบใหม่ เป็นต้น

ส่วนการประดิษฐ์ที่สามารถนำมาใช้ในประโยชน์ทางอุตสาหกรรมในต่างประเทศจะมีเพียงในทางอุตสาหกรรม แต่ในประเทศไทยจะเพิ่มส่วนของ หัตถกรรม เกษตรกรรม พาณิชกรรม เข้าไปด้วย ทำเพื่อให้เหมาะสมกับวิถีีชีวิตของคนไทยมากขึ้น

การออกแบบผลิตภัณฑ์ ลวดลาย สี รูปร่าง ได้รับการคุ้มครองสามารถจดสิทธิบัตรได้

มีความแตกต่างกันระหว่างการประดิษฐ์กับการออกแบบ คือ การประดิษฐ์เป็นการคุ้มครองโครงสร้างภายในผลิตภัณฑ์ ส่วนการออกแบบเป็นการคุ้มครองโครงสร้างภายนอกของผลิตภัณฑ์

ผู้มีสิทธิในสิทธิบัตร

  • ผู้ประดิษฐ์ ผู้ออกแบบ
  • ผู้ที่ได้รับการโอนสิทธิ์
  • นายจ้างของผู้ประดิษฐ์ หมายความว่า นายจ้างของผู้ประดิษฐ์จะเป็นคนถือสิทธิ์ แต่ถ้าสิ่งประดิษฐ์นั้นสามารถสร้างรายได้ในทางการค้าได้ ผู้ประดิษฐ์มีสิทธิรับบำเหน็จจากนายจ้างได้ตามสมควร (ถ้าไม่ได้สามารถฟ้องได้ แต่ต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ก่อให้เกิดรายได้)
  • ถ้ามีผู้ประดิษฐ์ร่วมหลายคน ทุกคนมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรได้ตามสัดส่วนที่ได้ระบุไว้

สิ่งที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรได้

  • จุลชีพและส่วนประกอบ ในประเทศไทยถือว่าเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ในต่างประเทศสามารถจดสิทธิบัตรจุลชีพได้ แต่ในไทยไม่อนุญาติและไม่คุ้มครอง มีข้อยกเว้นถ้าจุลชีพนั้นมีการตัดต่อ ตกแต่งให้แตกต่างจากดั้งเดิม สามารถจดสิทธิบัตรได้
  • ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ เพื่อการพัฒนาของวิทยาการ การถือถือสิทธิบัตรผู้เดียว ถือว่าขัดต่อการพัฒนาทางด้านองค์ความรู้
  • Software จะจดสิทธิบัตรไม่ได้ แต่จะเป็นกฏหมายอีกตัวคือ ลิขสิทธิ์ ซึ่งจะใช้ได้ชั่วชีวิต และต่ออีก 50 ปี หลังผู้ประดิษฐ์เสียชีวิต
  • วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือวิธีรักษาโรคในมนุษย์หรือสัตว์ ข้อนี้ถือเป็นการให้ประโยชน์แก่ทุกคน
  • การประดิษฐ์ที่ผิดต่อศิลธรรม อนามัย สวัสดิภาพของประชาชน

การจดสิทธิบัตรมีค่าธรรมเนียม

  • ค่าธรรมเนียมในแต่ละประเภท(ประดิษฐ์, ออกแบบ, อนุสิทธิบัตร)มีค่าธรรมเนียมต่างกัน แต่จะแพงขึ้นเรื่อยๆในปีหลังเหมือนกัน เป็นการแสดงว่าผู้ถือครองสิทธิได้รับประโยชน์จากสิทธิบัตร
  • อายุของสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุ 20 ปี, การออกแบบ มีอายุ 10 ปี ทั้งสองต่ออายุไม่ได้ ส่วนอนุสิทธิบัตรมีอายุ 6 ปี ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี

ผลงานวิจัยกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

การคุ้มครองงานวิจัย มีแนวทางการคุ้มครองได้ 5 ลักษณะ

  • ลิขสิทธิ์ จะเป็นการคุ้มครองทันทีที่ผลิตผลงานออกมาเช่น ข้อความใน paper, รูปภาพ ฯลฯ แต่จะไม่คุ้มครองเนื้องานภายใน
  • แบบผังภูมิวงจรรวม หมายถึงการออกแบบวงจรใหม่ แต่ยังใช้ IC จากคนอื่น เช่น เมื่อนำ Microchip ของ intel มาประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาใหม่ สามารถจดสิทธิบัตรได้ซึ่งจะคุ้มครองส่วนวงจรรวมแต่ไม่ได้คุ้มครอง IC แต่ละตัวที่นำมาใช้
  • ความลับทางการค้า เรียกว่าการจดแจ้ง เปิดเผยข้อมูลบ้างส่วนเท่านั้น เป็นกลุ่มของ Know How ที่เปิดเผยให้คนอื่นรู้ไม่ได้ ในการจดแจ้งจะต้องระบุวิธีการเก็บข้อมูลด้วย เช่น ให้รู้กี่คน เก็บเอกสารยังไง ถ้าไม่ปฏิบัติตามวิธีการเก็บความลับนั้น หากเกิดความลับรั่วไหลจะฟ้องดำเนินคดีไม่ได้
  • การคุ้มครองพันธุ์พืช จะใช้ในงานของกระทรวงเกษตรฯ เป็นกฏหมายอีกฉบับ
  • สิทธิบัตร กลุ่มที่เหมาะสมคือ กลุ่มสิ่งประดิษฐ์ที่เมื่อทำวิศวกรรมย้อนกลับแล้วรู้ว่าทำขึ้นได้อย่างไร เป็นกลุ่มที่ควรจดสิทธิบัตรไว้ เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง เช่น การประดิษฐ์เครื่องยนต์ การประดิษฐ์อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เป็นต้น

ข้อแนะนำก่อนการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร

  • ควรรีวิวมาก่อนว่าเคยมีการประดิษฐ์มาก่อนหรือไม่ ต้องตรวจสอบให้ด วิธีการตรวจสอบคือ การค้นหาสิทธิบัตรในประเทศต่างๆ จากแหล่งข้อมูลเหล่านี้
    -ประเทศไทย https://www.ipthailand.org
    -ประเทศสหรัฐอเมริกา https://www.uspto.gov
    -ประเทศญี่ปุ่น https://www.jpo.go.jp
    -กลุ่มประเทศยุโรป https://ep.espacenet.com
  • ต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเลือกจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร วิเคราะห์ให้ดีว่าแบบไหนตรงกับงานที่ตัวเองประดิษฐ์
  • ในสิ่งประดิษฐ์ของเราต้องระบุว่าจะคุ้มครองตรงไหนบ้าง การระบุกว้างไปก็ไม่ดี จะทำให้ระบุได้ยากว่าผู้อื่นละเมิดสิทธิบัตรของเราส่วนไหนบ้าง หากระบุแคบเกินไปก็เป็นการจำกัดสิทธิของตัวเอง ข้อนี้สามารถขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ หรือดูตัวอย่างสิทธิบัตรของคนอื่นก่อนหน้าเป็นตัวอย่างได้
  • ในประเทศไทยใครยื่นก่อนมีสิทธิก่อน ต่างจากของอเมริกาจะถือว่าผู้ประดิษฐ์ก่อนคนแรกจะได้ถือครองสิทธิบัตร แต่จะมีขั้นตอนการพิสูจน์ที่ค่อนข้างยุ่งยาก ในไทยจึงตัดปัญหา ให้ใครยื่นก่อนได้ก่อน
  • การเขียนรูปประกอบจะต้องเขียนตามหลักการเขียนแบบ มีเลขหมายระบุแสดงชิ้นส่วนชัดเจน 
(มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำถ้าไม่มีความรู้แต่อยากจดสิทธิบัตร)
  • การระบุชื่อสิ่งประดิษฐ์จะไม่ใช้ชื่อเฉพาะ เช่น แว่นตาสุดมหัสจรรย์(ไม่รู้ว่ามหัสจรรย์ตรงไหน) การระบุชื่อจะต้องชัดเจนและสื่อความหมายชัดเจน จะยาวสั้นไม่ว่า เช่น “แว่นตาที่ขาพับเก็บได้”
  • การจดสิทธิบัตรเป็นการตรจสอบความใหม่ ไม่ได้เป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพ มีสิทธิบัตรบางอันที่ทำงานจริงได้ไม่ดี แต่เมื่อมีคนนำไปต่อยอดให้ทำงานได้ดีขึ้นเขาจะต้องขอสิทธิจากงานดั้งเดิมเสียก่อน เป็นการสนับสนุนให้คนไทยสนใจการจดสิทธิบัตรมากขึ้น?

สถานที่ขอจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร

ส่วนบริหารงานจดสิทธิบัตร สำนักงานสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร 0-2547-4637
หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกแห่ง
https://www.ipthailand.go.th/ipthailand สายด่วน 1368

ภายในจุฬาฯ มีหน่วยงานดูแลเรื่องการขอจดสิทธิบัตร ติดต่อได้ที่
สถาบันทรัพย์สินทางปัญญา แห่งจุฬาฯ อาคารเทพทวาราวดี (คณะนิติศาสตร์) ชั้น 9 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2218-2895 https://www.ipi.chula.ac.th

บันทึกโดย พงษ์ศักดิ์ สาระภักดี
วันที่ 17 มิถุนายน 2554
sarapukdee@gmail.com

ดาวน์โหลด บันทึกการขอจดสิทธิบัตร(PDF)

รายการตอบโจทย์ คุยกับนายอานันท์ ปันยารชุน

รายการตอบโจทย์ สถานี Thai PBS

คุยกับนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ย้อนอดีตตั้งแต่เมื่อเข้ามารับหน้าที่ มองเหตุการณ์เทียบกับปัจจุบัน รวมทั้งแนวคิดการปฏิรูปประเทศไทย ใน “อานันท์ : ลึกไม่ลับครั้งเป็นนายกฯ” จากรายการตอบโจทย์เลือกตั้ง 54 ช่วงตอบโจทย์ ทางสถานี Thai PBS

ผมว่าเราควรดูการสัมภาษณ์ในรายการตอบโจทย์ของคุณอนันท์ ปันยารชุน นะครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่กลุ่มไหนก็ตาม มีหลายอย่างที่ทำให้เราเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น เข้าใจความซับซ้อนของปัญหาในสังคมไทยมากขึ้น ผมไล่ดูจนจบ ได้อะไรหลายอย่างมากครับ ไม่ใช่เกี่ยวกับบ้านเมืองของเราเองอย่างเดียว รวมถึงวิธีการใช้ชีวิตที่แทรกอยู่ตลอดการสัมภาษณ์ ที่เรานำมาประยุกต์ใช้ได้จริงและน่าจะดีด้วย

ในรายการตอบโจทย์ ผมชอบการตั้งคำถามและการดำเนินรายการของ คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา มากครับ(ดูจากหลายๆตอน) จะเห็นได้ว่าพิธีกรเข้าใจสถานการณ์ และตั้งคำถามได้ตรงประเด็น ตรงใจที่เราอยากรู้ และควรจะต้องรู้ ได้อย่างชัดเจน

อีกอย่างที่น่าประทับใจคือสถานี Thai PBS มีรายการดีๆมากกว่าสถานีอื่นมาก ทั้งสาระและบันเทิง “ดี” ในที่นี้หมายถึง ดีต่อคนดู ไม่มีการโฆษณาสินค้าแอบแฝงให้เรางง? ยกตัวอย่างรายการที่สนุกที่ผมชอบทางสถานี Thai PBS ก็มี ครอบครัวเดียวกัน, ท่าประชา, ภัตตาคารบ้านทุ่ง, นายก(มือใหม่)หัวใจประชาชน (CHANGE), เป็น อยู่ คือ ฯลฯ ความจริงก็ไม่ได้ดูทุกตอน แต่ก็ได้ดูเมื่อมีโอกาส โดยรวมคือเรานึกออกว่ารายการดีๆในสถานีนี้มีอะไรบ้าง สามารถแนะนำเพื่อนๆหรือคนรู้จักได้ว่ารายการต่างๆนี้ดีจริง ผมว่าช่องฟรีทีวีอื่นๆน่าจะยึดแนวทางของ Thai PBS บ้างนะ

นอกเรื่องไปซะยาว กลับมาดูเทปของรายการตอบโจทย์กันครับ

ป้ายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์โผล่ที่เว็บประชาไท

ป้ายหาเสียงประชาธิปัตย์บนเว็บประชาไท

เว็บประชาไทถือว่าเป็นเว็บที่โดนไล่ปิดตลอดช่วงที่มีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน(ตอนนี้ยังบล็อกอยู่) จะเรียกได้ว่าเป็นสื่อคนละฝั่งกับรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์คงไม่ผิดมากนัก ที่เว็บประชาไทจะมีบทความหลากหลายแง่มุมของบ้านเมืองให้ได้อ่านจึงแวะเวียนไปบ่อยๆ วันนี้เข้าไปเจอป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์โผล่ที่เว็บประชาไท ทำให้อมยิ้มได้เลย ภาพนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายนัก อารมณ์เดียวกับเสื้อแดงนั่งโต๊ะเจรจากับรัฐบาลเลยนะ เลยขอจับภาพประวัติศาสตร์นี้ไว้หน่อยแล้ว! ความจริงแล้วมันเป็นเพียงโฆษณาจาก Google Adsens ที่เป็นแบบซุ่มจะแสดงเนื้อตามเว็บไซต์ที่มีเนื่อหาที่สอดคล้องกับเนื้อหาของโฆษณาที่พรรคประชาธิปัตย์ซื้อโฆษณาออนไลน์กับทาง Google ไว้ แต่เท่าที่เปิดดูเว็บต่างๆยังไม่เจอโฆษณาของพรรคอื่นนะ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีทีมที่ใช้สื่อออนไลน์ในการหาเสียงเข้มแข็งกว่าพรรคอื่นๆ เว็บไซต์ก็ทำออกมาได้ดูดีสุดแล้ว

สรุปคือพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่รู้หรอกว่าเนื้อหาโฆษณาที่ตัวเองทำจะไปโผล่ที่ไหนบ้าง ส่วนประชาไทก็ไม่รู้หรอกว่าโฆษณาอันไหนจะมาโผล่ที่เว็บไซต์ตัวเอง แต่แล้วทั้งสองก็มาบรรจบกันได้ด้วย Google! ใครอยากเห็นภาพป้ายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์โผล่ที่เว็บประชาไทบ้าง ก็เข้าไปที่เว็บประชาไทแล้วกดรีโหลดบ่อยๆเดียวเจอเอง

ปล. ผมเขียนถึงการเลือกตั้ง แถมมีคำว่าพรรคประชาธิปัตย์ โฆษณานั้นน่าจะมาโผล่ที่บล็อกนี้ด้วยเหมือนกันนะ

ถามถึงความรับผิดชอบ

เลือดจากหู

ตอนที่เขียนบล็อกนี้อยู่ในอารมณ์ขุ่นนิดหน่อย หลังจากไปหาหมอที่ร้อยเอ็ด เขาเอาสำลีทายาแล้วยัดเข้าไปอุดค้างไว้ เลือดจึงหยุดไหล (ค่ารักษาแค่ 100 บาทเอง) อาการดีขึ้น อารมณ์เลยดีขึ้นตาม ตอนนี้ไม่ติดใจอะไรแล้ว แต่ไหนๆก็เขียนแล้วเลยเอาลงไว้หน่อย อย่างน้อยก็เตือนใจเราได้ส่วนหนึ่ง ให้คิดอะไรให้รอบด้าน และ อย่าให้ใครมาเอาอะไรมาแหย่หูเราได้ง่ายๆ ถ้าเขาไม่ใช่หมอเฉพาะทาง

ถามถึงความรับผิดชอบ

บล็อกนี้แปลกกว่าทุกครั้งเพราะต้องเขียนบน MS Word เพราะขณะที่เขียนอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด เรื่องที่อยากเขียนเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจมากนักกับสภาพของหูนะตอนนี้ เวลาที่อ้างถึงในเรื่องนี้อาจจะไม่ตรงแปะซะทีเดียวเพราะตอนนี้เกิดเรื่องใครจะไปดูเวลาตลอดกัน แต่เรามี Log ส่วนหนึ่ง เนื่องจากตอนที่นอนไม่หลับหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนไว้ รู้สึกว่าเรามีความจำเรื่องลำดับเรื่องค่อนข้างดี เพราะใช้บ่อยกับงานอีเวนต์ต่างๆที่เคยเข้าร่วม เริ่มเรื่องเลยแล้วกัน

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน 2554

เวลา 19.45 น. –อาบน้ำ เตรียมตัวออกไปหาอะไรกินข้างนอก อาบน้ำเสร็จตัวยังเปลียกอยู่ ก็หยิบคัตตอนบัด มาปั่นหูเล่น ทำความสะอาดหูสักหน่อย เพราะว่างเว้นมานาน ก็เป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดาเหมือนทุกครั้ง แต่ที่หูข้างซ้ายตอนที่ปั่นอยู่นั้นก็เกิดอาการหูอื้อลักษณะเดียวกันเหมือนกับเอาสำลียัดหูไว้ หรือใช้หูฟังยัดแต่ไม่ได้เปิดเพลง คงเป็นเพราะขี้หูที่เยอะและเหนียวดันไปอุดรูหูซะนี้ ก็ลองปั่นต่อขี้หูก็ติดออกมาด้วยเล็กน้อย แต่ยังมีอาการหูอื้ออยู่ ไม่กล้าแยงเข้าไปลึกกลัวมันถูกดันเข้าไปลึกกว่าเดิม ไอ้เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นบ้าง ตอนนั้นให้เพื่อนช่วยแคะก็เรียบร้อยดี จึงทำให้ไม่รู้สึกตกใจอะไร

เวลา 20.20 น. –ลงจะห้องแบบไม่ได้มีความวิตกใดๆ แวะไปคืนการ์ตูนที่ร้านหนังสือเปิดใหม่ใต้ตึก และยืมกลับมาด้วย จากนั้นเดินไปที่ เพชรบุรี ซอย 5 หาอะไรมากิน ระหว่างนั้นได้คิดว่าจะแวะไปที่ร้านตัดผมดูไหมเพราะคิดว่าที่นั้นน่าจะมีที่แคะขี้หู แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะอะไรคิดว่าเดี๋ยวทำไม่ดีอาจเป็นอันตรายได้ จึงแวะไปที่คลีนิคแพทย์ที่ซอยนั้น หมอหญิงท่านนั้นแนะนำว่า ไปโรงพยาบาลดีกว่า ที่นั้นมีที่ดูดขี้หู ที่นี้ไม่มีอุปกรณ์ ทำไม่ได้ ก็เห็นควรด้วย เวลาประมาณ 20.45 น. –กลับมาที่ห้อง นั่งกินข้าว ข้าวเหนียว ส้มตำ กับแกงฟัก

เวลา 20.55 น. -ออกเดินทางไปโรงพยาบาล เอกชนแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ที่พัก เหตุที่ไปโรงพยาบาลแห่งนั้นเพราะว่า เรามีบัตร SCB Debit Plus ที่คุ้มครองอุบัติเหตุ คิดว่าอาจจะใช้ได้ และโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็นโรงพยาบาลชื่อดัง น่าจะมีอุปกรณ์ที่ครบพร้อม ดังที่แพทย์หญิงท่านนั้นแนะนำ แบบอารมณ์ชิวๆ หยิบการ์ตูนไปอ่านเล่นด้วย อาจจะได้อ่านช่วงนั่งรอ

เวลา 21.00 น. – ถึงโรงพยาบาล จ่ายตังค์ค่าแท๊กซี่ 37 บาท เข้าไปที่จุดลงทะเบียนที่พนักงานซักประวัติว่าเคยเข้าทำการรักษาที่นี้หรือไม่ คำตอบคือไม่ ส่วนใหญ่เจ็บป่วยเคยเข้ารับการรักษาที่อนามัยของจุฬาฯ แต่นับครั้งได้เพราะไม่ค่อยเจ็บป่วยอะไร พนักงานซักถึงอาการที่จะเข้ารับการรักษา ก็ตอบดังที่เขียนไว้ด้านบนว่า “ใช้คัทตอนบัดปั่นหูแล้วขี้หูมันอุดทางท่อรูหู” พนักงงานหญิงท่านหนึ่งแนะนำ ตอนนี้มีแต่หมอฉุกเฉิน หมอเฉพาะทางต้องรอพรุ่งนี้นะ เขาดูได้แค่เบื้องต้นเท่านั้น ตอนนั้นเราคิดว่าให้เขาดูหน่อยไม่น่าจะเป็นไร แคะนิดเดียวก็น่าจะกลับได้แล้ว จากนั้นเราถามพนักงงานต่อว่าจะใช้บัตรเดบิต เจ็บไม่อั้นได้ไหม เขาหันไปพูดกันซุบซิบ ประมาณว่าไม่แน่ใจว่าถือเป็นอุบัติเหตุหรือปล่าว? พนักงานผู้ชายคนนั้นจึงแนะนำว่า เขียนว่า “ปั่นหูอยู่แล้วเพื่อนเดินชนแล้วกัน” ไม่รู้ใช้อะไรตัดสินว่า ทำตัวเองไม่เป็นอุบัติเหตุ ต้องคนอื่นกระทำจึงจะเป็นอุบัติเหตุ (งั้นถ้าตัดเล็บแล้วโดนเนื้อตัวเองก็น่าจะไม่เป็นอุบัติเหตุ ซึ่งผมว่ามันไม่น่าใช่) แต่เราก็โอเค เพราะคิดว่าจะได้ไม่ต้องจ่ายตังค์

ประมาณ 21.20 น. –เข้าไปที่ห้องฉุกเฉิน ก็เล่าอาการให้ฟัง หมอซักตามสมควร ไม่มีเลือดออก ไม่เจ็บ แค่หุอื้อ และคิดว่าขี้หูอุด หมอใช้อุปกรณ์ส่องหูแล้ว แล้วก็บอกว่าเห็นแล้ว และบอกให้พยาบาลให้เอาครีบกรรไกรมาให้ พยาบาลฉีกอันใหม่ในซองออกมา และให้หมอเริ่มคีบ หมอบอกว่าไฟที่หัวเตียงห่วยมาก ไฟส่องไม่ชัด ให้เอาไฟฉายมา พยาบาลก็เอาไฟฉาย และช่วยดึงใบหูประมาณจะช่วยถ่างให้รูเปิดมาที่สุด หมอคีบข้หูอัดแรกออกมาตอนนั้นรู้สึกโล่งแล้ว คิดว่าหมอคงเห็นว่ายังมีเหลือจึงเริ่มคีบอันอื่นๆออกมา และก็มีก้อนขี้หูออกมาด้วย 2-3 ก้อน หมอบอกว่ามี Clots blood ด้วย เรามองดูแล้วมันไม่ใช่หรอก ก็ขี้หูดีๆนี้เอง เวลาแค่ชั่วโมงมันจะแข็งตัวจนดำแบบนั้นไม่ได้หรอก และซึ่งแต่มีครั้งหนึ่งรู้สึกเจ็บแป๊บ จนหลุดปากร้องออกมาด้วยความเจ็บ แต่หมอก็ยังทำต่ออีกสองสามครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายเจ็บสุด น้ำตาไหลเปื้อนหมอนเลยทีเดียว ในความรู้สึกในหูเหมือนหมอพยายามจะคีบอะไรบางอย่างออกมา แต่ทำไม่สำเร็จ และหมอก็บอกว่าหยุดดีกว่า ตอนนั้นก็โล่งใจ และหูก็โล่งดี(ตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้อนแรกออกมาแล้ว) แต่มีอาการเจ็บและปวดเพิ่มเข้ามาด้วย ใช้เวลาตลอดการรักษาประมาณ 15-20 นาที

หมอบอกว่าสั่งยาให้ 3 ตัว มี Tylenol, Ibuprofen, Amoxycillin ยังงงว่าแคะขี้หูเนี้ย ต้องเอายาไปทำไม? คิดว่าคงเป็นธรรมเนียมที่หลังรักษาก็ต้องมีการสั่งยา คุณพยาบาลทำใบนัดหมอเฉพาะทางให้ตอน 10 โมงของวันรุ่งขึ้น(11 เมษายน 2554) หมอบอกอีกว่า เยื่อแก้วหูอาจขาด แต่ไม่เป็นไรหรอกมันรักษาได้ ตอนนั้นเอ๋อไปเลย แค่แคะขี้หูเนี้ยแก้วหูขาด ตอนนั้นคิดในใจว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนี้หูเรายังได้ยินปกติดีนิ ระหว่างช่วงนั่งรอเรื่องทำประกัน รู้สึกมีเจ็บภายในหูแต่ไม่ได้มากมายเท่าตอนที่คีบขี้หู หลังจากนั้นก็ออกมานั่งรอรับยา ระหว่างรอได้นั่งฟังกวางร้องเพลงอำลาเวทีเดอะสตาร์ด้วย แล้วบิลก็ออกราคา 711.50 บาท (ใช้สิทธิบัตรประกันเดบิตได้) ออกเวลา 22.30 น.

เวลา 22.45 น. –กลับถึงห้องได้ซักพัก นั่งพิมพ์งาน และเล่นเน็ตได้สักพักรู้สึกเหมือนมีน้ำอะไรไหลออกจากหู เลยเอามีแตะมาดู “ฉิบหาย เลือด!!!” แต่เราก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก คิดว่าเดี๋ยวคงหยุด แต่แม่เจ้า “มันไหลทั้งคืน” ไม่ได้ออกมาเยอะแต่ไหลออกมาเรื่อยๆ สรุปว่าทั้งคืนไม่ได้นอน นั่งเช็ดเลือดตัวเอง อนาจตัวเองฉิบหาย!

วันที่ 11 เมษายน 2554

เวลา 7.00 น.– โทรเข้าเบอร์สายด่วนของโรงพยาบาล ถามเรื่องการนัดหมอ ในใบนัดที่พยาบาลทำให้เมื่อคืนคือ 10 โมง แต่เจ้าหน้าที่ในสายแนะนำว่า หมอจะเข้ามาประมาณ 8.30 น. แต่ถ้าเลือดออกก็ให้มาก่อนก็ได้ จะได้ให้หมอฉุกเฉินดูให้ก่อน ตอนนี้รู้สึกว่าเหมือนมีน้ำเลือดเป็นก้อน แล้วอุดรูหูทำให้ด้านซ้ายไม่ได้ยินแล้ว แล้วเลือดก็ยังไหลออกมาข้างนอกเป็นระยะๆ (อึดอัดมาก)

เวลา 7.10 น. –ถึงโรงพยาบาล พนักงานบอกว่าหมอจะมาราว 9 โมงจะรอไหม? ตอนนั้นหูซ้ายไม่ได้ยินแล้ว จนพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างซ้ายต้องตะโกนเสียงดัง มีวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก เวลาประมาณ 7.15 น. –มานั่งรอที่ห้องฉุกเฉิน แต่ไม่มีใครมาดูหูให้ เลือดไหลออกมา ต้องเดินไปขอสำลีเอง แต่โชคดีที่เจอคุณนางพยาบาลคนเดิม ที่เป็นคนช่วยหมอเมื่อคืน ดูเขามีอาการเป็นห่วงเราอย่างชัดเจน และมากยิ่งขึ้น เมื่อเราบอกไปว่าตอนนี้ด้านซ้ายไม่ได้ยินแล้ว เขาพยายามติดต่อกับแผนกหู คอ จมูก ให้ ได้ความว่าจะเดินทางมาถึงอีกประมาณ 40 นาที รู้สึกว่าเป็นนาฬิกาตอนนั้นเดินช้ามาก

เวลา 8.00 น. –พยาบาลท่านนั้นเดินไปส่งที่แผนก หู คอ จมูก อยู่ชั้น 3 ของตึกข้างๆ ระหว่างทางพยาบาลคุยกับเราว่า เล่าให้อาจารย์(น่าจะหมายถึงคุณหมอ)ฟังนะว่าเป็นยังไง เดี๋ยวหมอบอกว่าโดนคองมีคมหรือโดนอะไรนะ เขายื่นเอกสารให้เคาร์เตอร์ ให้เรานั่งรอบนเก้าอี้นุ่มรอ ก่อนไปก็บอกเดี๋ยวจะตามมาดูว่าสรุปแล้วเป็นยังไง

เวลา 8.30 น.-คุณหมอก็มาถึง เราเล่าอาการให้ฟังเล็กน้อยว่า น่าจะโดนคีมของคุณหมอฉุกเฉินทำให้เกิดแผลภายในช่องหู คุณหมอเข้ามาดูที่หูขวาก่อน เราสามารถมองที่จอมอนิเตอร์ผ่านกล่องร่วมกับคุณหมอได้ หมอใช้กรวยนำทางเข้าไปในช่องหู แล้วใช้คีบเหล็กอันเดียวกับที่หมอฉุกเฉินใช้นั้นแหละ แต่ความชำนาญต่างกันหลิบลับ คุณหมอคีบขี้หูออกมาอย่างง่ายดายและไม่มีอาการเจ็บแม้แต่น้อยนิด แล้วตามดูสายดูขี้หูออกมาชนิดแบบเกลี่ยเกลา นึกในใจทำไมกูไม่รอพบหมอท่านนี้ เรื่องเล็กๆอย่างขี้หูอุดหูกลายมาเป็นรูหูเป็นแผลเลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ เมื่อย้ายมาอีกข้าง หูซ้ายตัวเกิดเรื่อง ดูผ่านกล้องมอนิเตอร์เลือดเต็มเลย หมอก็ทำเหมือนเดิม มือนิ่มมาก ค่อยๆดูดเลือดออก อีกอย่างที่เราสังเกตูเห็นพบว่า รูหูด้านซ้ายมันคดเคี้ยวมากกว่าด้านขวามาก มิน่าว่าทำไมขี้หูมันอุดช่องรูหูได้ง่ายนัก หมอค่อยดูดเลือดออก ร่วมกับขี้หูออกมาออกจนเกือยหมด ตอนนี้รู้สึกว่าหูโลงมาก เหมือนเอาอะไรท่อุดรูหูอยู่ออก มันสบายและโล่งมาก ระหว่างที่ทำการรักษานั้น หมอบอกตลอดว่าถ้ารู้สึกเจ็บให้บอก และถามตลอดว่าเจ็บไหมตลอดการรักษา มีอยู่สองครั้งเอง ที่เรารู้สึกเจ็บ ซึ่งหมอบอกว่าเป็นบริเวณที่เป็นแผล หลังจากดูดเลือดและขี้หูออกเกือบจะหมด แล้วหมอก็ใส่สารละลายลงไป แล้วล้างดูดออก บอกว่าเลือดหยุดไหลไปแล้ว และใช้ครีมทาเคลือบไว้ให้ ลงจากเตียงมานั่งคุยกัน หมอบอกว่า ตัวที่ใช้ส่องของหมอฉุกเฉินมันมองเห็นแค่แนวระนาบ มองไม่เห็นภาพเป็นมิติเหมือนกล้องที่หมอใช้เมื่อสักครู่นี้ โอกาสทำพลาดมีสูง หมอบอกว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง (โล่งใจขึ้นเยอะ) แนะนำให้ระวังเรื่องน้ำอย่าให้โดนน้ำ เดินทางไกลก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็สบายใจเพราะตอนเย็นจะเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ บิลค่ารักษาพยาบาล 2,015.43 บาท

เวลา 9.00 น. –ซื้อข้าวมากิน นั่งพิมพ์งานสบายกลับมาที่ห้อง แล้วเผลอนอนหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ เพราะอดนอนมาทั้งคืน เวลา 17.00 น. -ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องตกตะลึงกับสภาพหมอนที่เปื้อนไปด้วยเลือด แต่ที่หูมีคราบเลือดที่แห้งแล้ว จึงนั่งรอดูอาการสักพักว่า เลือดที่ไหลลงที่หมอนเป็นเลือดเก่าที่ไหลเมื่อเช้า แต่หยุดไหลไปแล้ว หรือยังมีเลือดใหม่ไหลออกมาอีก พอสักพักที่ปลายหูเลือดก็ไหลออกมา

เวลา 17.45 น. เดินทางเข้าไปพบหมออีกครั้งที่ดรงพยาบาล แต่หมอเจ้าของไข้ได้ออกเวรไปแล้ว เป็นหมออีกท่านหนึ่ง ได้แค่ส่องดู เหมือนไม่กล้าลงมือทำ ให้สารละลายห้ามเลือด แช่ไว้ราว 5 นาที แล้วเอาสำลีอุดไว้ บอกให้เอาออกได้ตอนจะนอน คิดในใจจะกลับบ้านแล้ว จะเรียกตอนไหนว่าตอนนอน ผ่านมาสักสำลีก็หลุดออก แต่ยังรู้สึกว่ามีน้ำค้างอยู่ข้างใน (เหมือนน้ำเข้าหูเวลาเล่นน้ำ กัดฟันเบาก็รู้ว่ามีน้ำอยุ่ข้างใน) บิลค่ารักษาพยาบาล 1,100 น.

เวลา 19.00 น. –ถึงห้องอาบน้ำ แต่งตัวเดินทางกลับบ้าน ระหว่างเดินทางเลือดยังคงไหนไม่หยุด

วันที่ 12 เมษายน 2554

ถึงบ้านพร้อมกับเลือดแข็งตัวอุดช่องหู ทางด้านซ้ายไม่ได้ยินเสียงแล้ว กำลังรอไปหาหมอที่เมืองร้อยเอ็ด

สรุปสิ่งที่เขียนมายืดยาว

ภาพในหัววิเคราะห์ ฉับๆ เกิดอะไรขึ้นกับหูของฉัน ความรู้สึกเจ็บแป๊บ จนร้องตอนนั้น ไอ้เหล็กคีบอันนั้น น้ำตาหยดนั้น หมอฉุกเฉินคนนั้น ณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งนั้น หมอฉุกเฉินคนนนั้นจะรู้ไหมว่าเขาทำอะไรกับหูของผม ถ้ารู้แล้วเขาจะยอมรับในการกระทำของตัวเองหรือไม่ และผมจะถามหาความรับผิดชอบของอาการบาดเจ็บครั้งนี้กับใคร?

เขียนเมื่อ 12 เมษายน 2554 ณ บ้าน ที่จังหวัดร้อยเอ็ด