Old enough วาไรตี้การทำธุระครั้งแรก ของเด็กวัยอนุบาลญี่ปุ่น

Old Enough! วาไรตี้ชมได้ทาง Netflix

Old enough เป็นรายการวาไรตี้ญี่ปุ่น ดูได้ทาง Netflix รูปแบบรายการเป็นลักษณะสารคดี ตามติดการทำธุระด้วยตัวเองเพื่อช่วยครอบครัวของเด็ก ๆ ก่อนวัยเรียน เช่น ออกไปซื้อของชำ จัดส่งพัสดุ ส่งข้าวกลางวัน เป็นต้น ตอนละ 10 กว่านาทีเอง

รีวิวสั้น ๆ น่ารัก สนุก และดีมาก ๆ เด็ก ๆ ตัวนิดเดียวแต่เก่งมาก ๆ น่าทึ่งสุด ๆ

ส่วนตัวได้แต่อิจฉาวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่นที่เอื้อให้เด็กสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยตัวคนเดียวได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้ในรายการจะมีคนของรายการดูแลความปลอดภัยให้ตลอดก็เถอะ แต่ก็รู้สึกว่าปลอดภัยกว่าบ้านเมืองเราอยู่ดี

สิ่งที่เห็นชัด ๆ เช่น การข้ามถนน ที่ถูกฝึกอบรมมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเด็ก ๆ ก็ทำตามอย่างเคร่งครัดมาก ๆ

สรุปว่า ดูเลย สนุก คอนเฟิร์ม รอชมซีซั่นต่อไปไม่ไหวแล้ว

ปล. เด็ก ๆ ในรายการจะน่ารักและเก่งแตกต่างกันไป พ่อๆแม่ๆ อย่าเอามาเปรียบเทียบกับลูกหลานตัวเองเด็ดขาด เด็ก ๆ แต่ละคนโตมาแตกต่างกัน มีความน่ารัก และเก่งในแบบของตัวเอง

The Lord of the Rings ไปอยู่ไหนมาทำไมเพิ่งได้อ่าน

หนังสือชุด The Lord of the Rings ที่มี 3 เล่มจบ

เพิ่งจะอ่านหนังสือชุด The Lord of the Rings เล่มที่ 1 จบ ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ทั้งอ่านและฟังไปพร้อมกัน เล่มนี้ audio book อ่านโดย Andy Serkis (คนที่แสดงเป็นกอลลั่มในฉบับหนัง) ซึ่งเขาก็ทำผลงานออกมาได้ดีมาก ๆ ทั้งร้องเพลง อ่านบทกวี ดัดเสียงตามตัวละคร จังหวะการอ่านดีมาก ๆ รวมแล้วประมาณ 22 ชั่วโมง ความจริงถ้าอ่านเองอาจจะใช้เวลาเร็วกว่านี้มาก แต่ได้ฟังเสียงไปด้วยมันเพลินมาก ไม่ปรับความเร็วด้วย

ส่วนเนื้อหาของหนังสือเล่มแรกของชุด 3 เล่มจบ The Fellowship of the Ring พบว่าเป็นหนังสือที่ดีงามมาก ๆ การเล่าเรื่อง ความแฟนตาซี ปรัชญา บทเพลง บทกวี ภาษาและอักขระเฉพาะ การเดินทางผจญภัย ความสัมพันธ์ของตัวละคร และโครงสร้างจักรวาลถูกวางและเขียนไว้ได้ดีมาก ๆ นี้คือหนังสือที่ควรอ่านสักครั้ง

คำถามต่อมาคือเราไปอยู่ไหนมาทำไมเพิ่งจะได้อ่านนะ (ดูแต่หนัง จำนวนรอบนั้นนับไม่ได้แล้ว)

หนังสือ The Handmaid’s Tale ฉบับ Graphic novel

เมื่อวานได้แนะนำหนังสือ หนังสือ To kill a mockingbird ฉบับ Graphic novel ไปแล้ว วันนี้มีอีกเล่มที่อยากแนะนำต่อ นั้นคือ The Handmaid’s Tale ฉบับ Graphic novel เหมือนกัน ดัดแปลงและวาดภาพโดย Renee Nault ตีพิมพ์เมื่อปี 2019 ภาพสีทั้งเล่มและน่าสะสมมาก

หนังสือ The Handmaid’s Tale ฉบับ Graphic novel

ทำความรู้จักกับหนังสือเล่มนี้ในเบื้องต้น
The Handmaid’s Tale เป็นนวนิยายแนวดิสโทเปีย โดย Margaret Atwood นักเขียนชาวแคนาดา ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1985 แต่ถึงปัจจุบันก็ยังยอดเยี่ยมและเป็นที่นิยม ขอจัดอยู่ในกลุ่มหนังสือคลาสสิคแนวเดียวกับ 1984, Fahrenheit 451 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมยุคที่ถูกกดขี่จากระบอบเผด็จการ ในหลาย ๆ สำนักถ้าจัดหนังสือหมวดดิสโทเปียที่ต้องอ่านจะต้องมีเล่มนี้ติด 1 ใน 5 แน่นอน

มาที่เนื้อหาในหนังสือ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้หลังสงครามกลางเมืองของอเมริกา ผลคือเมืองถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารแบบเบ็ดเสร็จ และยังมีภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและอัตราการเกิดที่ลดลงเข้ามาเสริมด้วย เผด็จการทหารได้บังคับใช้บทบาททางสังคมที่เข้มงวดและคลั่งศาสนาสุด ๆ ใช้ระบบที่มีผู้ชายเป็นใหญ่ ส่วนผู้หญิงถูกกดขึ่และถูกบังคับให้ทำงานในบทบาทที่จำกัด แต่ละกลุ่มมีหน้าที่แตกต่างกัน มีชุดที่สวมใส่ที่แตกต่างกันด้วย ผู้หญิงบางกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “Handmaid; สาวใช้” จะถูกบังคับให้ทำหน้าที่ผลิตเด็ก เพื่อเพิ่มประชากรป้องกันการสูญพันธ์ุ(โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์ของคนระดับสูง) สาวใช้จะไม่อนุญาติให้มีทรัพย์สินหรือแม้แต่ชื่อตัวเอง แต่จะถูกเรียกว่า เป็นของใคร (Of-) เช่น ออฟเฟรด (Of-fred หมายถึง เธอเป็นของผู้บัญชาการชื่อเฟรด) ตัวเอกของเรื่องก็เป็นหนึ่งในคนใช้ มีหน้าที่ต้องผลิตลูกให้กับผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่มเผด็จการทหาร

ชีวิตของกลุ่มสาวใช้จะต้องอยู่ในเขตกักกัน พวกเธอจะออกไปทำหน้าที่ตามบ้านของเจ้าหน้าที่ระดับสูงตามเวลาที่กำหนด มีหลาย ๆ ฉากของการทำหน้าที่ของเธอ ที่อ่านแล้วสะเทือนใจอย่างมาก เช่น ขั้นตอนการทำหน้าที่ผสมพันธุ์ที่ทำเหมือนเป็นหนึ่งในพิธีกรรม ต้องมีภรรยาของผู้ชายผู้กระทำอยู่ในขั้นตอนนั้นด้วย ถูกปฏิบัติเหมือนเครื่องจักรผลิตเด็ก ส่วนใครที่พยายามหลบหนีจะถูกทำโทษอย่างรุนแรงต่อหน้าคนใช้คนอื่น ๆ แต่หลายคนก็ไม่ยอมจำนนและพยายามที่จะหลบหนีให้ได้

ปัจจุบัน The Handmaid’s Tale มีฉบับซี่รี่ย์ให้ได้ชมแล้ว สร้างตั้งแต่ปี 2017 ตอนนี้มี 4 ซีซั่นแล้ว (ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน)

ฉบับ Graphic novel ที่เห็นอยู่นี้ ดัดแปลงและวาดภาพโดย Renee Nault ทำออกมาได้ดีมาก อ่านง่าย ภาพสวยมีสไตล์เฉพาะตัว แต่ฉากความรุนแรงนั้นไม่ได้ลดลงเลย (เห็นเป็นภาพสีสวยก็จริง แต่ไม่เหมาะกับเด็กเล็กนะ)

ขอแนะนำสำหรับคนที่อยากซื้อเก็บสะสมในหมวดหนังสือที่ต้องอ่านครับ

รายละเอียดหนังสือ The Handmaid’s Tale ฉบับ Graphic novel
ราคา 16 ยูโร สั่งมาจาก Amazon.de
Publisher ‏ : ‎ Nan A. Talese; Illustrated edition (26 Mar. 2019)
Language ‏ : ‎ English
Hardcover ‏ : ‎ 240 pages
Dimensions ‏ : ‎ 16.69 x 2.26 x 24.18 cm

ร้านขายหนังสือ Thalia ใส่ความเห็นของพนักงานเพื่อเพิ่มความสนใจให้กับลูกค้าในร้าน

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าไปในเมือง เดินเล่นและเข้าไปที่ร้านขายหนังสือ ร้านขายปลีกหนังสือในเยอรมันที่ค่อนข้างใหญ่ และมีสาขาเยอะ คือ Thalia มีทั้งหน้าร้านและออนไลน์ หนังสือเล่มล่าสุด the queens gambit ก็ซื้อที่นี้ สิ่งที่เห็นและเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อยากเอามาเล่านั้นอยู่ในภาพประกอบนี้

มันคือคำแนะนำจากคนขายหนังสือที่ได้อ่านเล่มนี้แล้ว

คำแนะนำจากคนขาย (“Lieblingsbuchhändlerin” means favorite bookseller)

ป้ายพร้อมข้อความเหล่านี้จะกระจายอยู่ทั่วไปตามชั้นขายหนังสือ สำหรับคนที่ชอบเดินเลือกหนังสือถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีมาก ๆ

ผมเลยลองคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับเพื่อนที่ทำงานในร้าน Thalia เขาบอกว่า นี้คือคอนเซ็พท์ของทางร้านที่ให้พนักงานที่ได้อ่านหนังสือ สามารถรีวิวหรือแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูกค้าได้ โดยเขียนเป็นข้อความสั้น ๆ (เขียนเป็นด้วยลายมือไม่ใช่พิมพ์นะ) แล้ววางไว้ที่หน้าชั้นวางหนังสือนั้น ๆ สิ่งที่ได้กลับมาคือลูกค้าจะได้คำแนะนำจากคนที่อ่านหนังสือนั้นจริง ๆ และถ้าลูกค้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นมากขี้น ยังสามารถที่จะเข้าไปพูดคุยกับคนขายได้ถูกคนด้วย ค่อนข้างแน่ใจได้ว่า ตนขายคนนั้นจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นได้จริง ๆ

ฟังแล้วเป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ เลย เราเคยเห็นอะไรแบบนี้มาบ้าง เช่น ป้ายที่เขียนบอกว่า หนังสือเล่มนี้คนดังคนนี้อ่าน แต่ไม่ค่อยเห็นคำแนะนำจากพนักงาน หรือคนทั่วไปมากนัก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเราซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้นเยอะมาก คำแนะนำ คะแนนรีวิว ที่อยู่ใต้สินค้านั้นมีความสำคัญมาก ๆ กับการตัดสินใจซื้อ เพราะส่วนหนึ่งคนซื้อไม่ได้มีโอกาสสัมผัสตัวสินค้าโดยตรง การได้ความเห็นตวามเห็นจากผู้ที่เคยใช้สินค้านั้นมาก่อน จึงเป็นอีกปัจจัยหลักอันหนึ่งที่โน้มน้าวคนซื้อได้มาก ถ้าได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับร้านค้าออนไลน์อะเมซอนจะรู้ว่าความเห็นของลูกค้าใต้สินค้านั้น ๆ บริษัทให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว

สำหรับสินค้าอย่างหนังสือแม้ในยุคปัจจุบันที่มีทั้ง อีบุ๊ค หนังสือเสียง สั่งออนไลน์ได้ แต่การได้ออกไปเลือกซื้อ เลือกหยิบ ดูปก อ่านบางหน้า ยังเป็นสิ่งที่การขายออนไลน์ให้ประสบการณ์ตรงแบบนี้ไม่ได้ เราจึงยังเห็นนักอ่านเข้าร้านหนังสือกันคึกคักอยู่ตลอด แต่พฤติกรรมของเราก็ยังคุ้นชินกับการได้อ่านคำแนะนำแบบสินค้าออนไลน์อยู่พอสมควร การที่ร้านหนังสือ เอาคำแนะนำมาติดวางที่ชั้น ก็เหมือนเอาข้อดีของระบบออนไลน์และคำแนะนำจากคนที่ได้อ่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเพิ่มการปฎิสัมพันธ์กับคนอ่านหรือลูกค้าได้มากขึ้น ตัวลูกค้าก็รู้สึกว่าได้รับการเอาใส่ใจมากขึ้น

แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการทำแบบนี้ทำให้ยอดขายหนังสือที่ถูกแนะนำโดยพนักงานที่อ่านเองนั้นจะขายดีขึ้นหรือไม่ (ไม่มีข้อมูล) แต่ถามว่าเพิ่มความสนใจให้ลูกค้าได้ไหม อันนี้ตอบให้ได้ในมุมส่วนตัวว่า ได้ ทำให้รู้สึกคุ้นเคยเป็นกันเอง อยากอ่านเล่มนั้นบ้าง และถ้าเป็นหนังสือที่เราสนใจอยู่แล้ว การได้คุยกับคนที่ได้อ่านมาก่อน ก็น่าจะทำให้การตัดสินใจซื้อทำได้ง่ายขึ้นด้วย

Thalia ไม่ได้มีคำแนะนำแค้เฉพาะหนังสือ แต่รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ด้วย เช่น บอร์ดเกม หนัง ของเล่น เป็นต้น และในระบบออนไลน์ของร้านก็มีให้เราได้เลือกตามการรีวิวของพนักงานขายหนังสือแต่ละคนได้ด้วย ตัวอย่างของเพื่อน https://www.thalia.de/buchhaendler/7102850/buchhaendlerseite แต่ส่วนตัวชอบคำแนะนำสั้น ๆ ที่ติดอยู่ในร้าน เขียนด้วยลายมือ มากกว่า

เรื่องนี้บอกอีกอย่างว่าพนักงานขายหนังสือของเขา ไม่ใช่แค่คนขายของแต่เป็นคนรักการอ่านและยังสามารถแนะนำให้คนอื่นอ่านต่อได้ด้วย สร้าง community และเพื่อนคนชอบอ่านมากขึ้นอีกด้วย

ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากเล่า และคิดว่าร้านหนังสือ ร้านอื่น ๆ ทั่วไปที่ไทยอาจจะสนใจนำไปประยุกต์ใช้กับร้านตัวเองได้

รีวิวสั้น ๆ หนังสือ The Queen’s Gambit โดย Walter Tavis

The Queen’s gambit
น่าจะเหมือนคนส่วนใหญ่ทั่วไปที่ได้รู้จักครั้งแรกจากซีรีย์ทาง Netflix ซึ่งทำออกมาได้ดี สนุก และตื่นเต้นมาก ๆ แม้ว่าจะเล่นหมากรุกไม่เป็นก็ดูเข้าใจและตามเรื่องราวรู้เรื่องไม่งง

หนังสือ The Queen’s Gambit

หลังจากที่ประทับใจไปกับฉบับซีรีย์แล้ว เลยอยากอ่านต้นฉบับที่เป็นหนังสือเพิ่มเติม พอได้หนังสือมา เริ่มอ่านถึงได้รู้ว่าเป็นหนังสือที่เขียนโดย Walter Tevis ตั้งแต่ปี 1983 ซึ่งก็มีบรรยากาศของสงครามเย็น และค่านิยมต่าง ๆ ตามที่ซีรีย์ทำออกมาให้ดู

ส่วนเนื้อหาในหนังสือนั้น เหมือนกับที่ได้ดูในซีรีย์เรียกว่าแบบเป๊ะ ๆ ซีรีย์เก็บรายละเอียดได้ดีมาก ๆ ตอนอ่านหนังสือทำให้นึกภาพตามที่เคยดูจากซีรีย์ได้เลย เพราะเป็นซีรีย์มีเวลาให้เล่าเรื่องเยอะ ไม่ต้องรวบรัดเหมือนหนัง รายละเอียดจึงครบถ้วน ดังนั้น หนังสือเล่มนี้ก็อ่านได้เพลิน ๆ เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงเหมือนที่ได้ดูในซีรีย์แบบฉากต่อฉากเลยทีเดียว

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ซีรีย์ทำออกมาได้ดีเพราะบทประพันธ์ดั้งเดิมเขียนไว้ดีมาก ๆ

สำหรับใครที่อยากรู้เรื่องราวการเป็นนักเล่นหมากรุกของอลิซาเบธ ตั้งแต่เด็กจนถึงระดับสูงสุดของมืออาชีพ จะดูซีรีย์หรืออ่านหนังสือก็เรื่องเล่าเดียวกันไม่ดัดแปลง (ฉากจบยังถอดมาเป๊ะ ๆ)

สรุป อ่านก็จะได้อีกรสชาติหนึ่งของเรื่องราว แต่ดูแค่ในซีรีย์ก็ครบถ้วนเช่นกัน

บันทึกไป Interlaken สุดสัปดาห์ 3 วัน

บันทึกไป Interlaken สุดสัปดาห์แบบด่วน วางแผนหลวม ๆ แล้วไปเลย ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ นั่งรถไฟจากดอร์ทมุนด์ตอนช่วงดึกไปสวิตเซอร์แลนด์จุดหมายคือเมือง Interlaken ใช้เวลาราวๆ 10 ชั่วโมง ถึงช่วงเช้าเอาของบางส่วนฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ แล้วเที่ยวต่อทันทีเลย

วันที่ 1: เริ่มจาก Interlaken Ost ไปที่ Gschwandtenmaad จากนั้นเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ราวๆ 5 กิโลเมตร จนถึง Schwarzwaldalp นั่งรถบัสกลับ Interlaken Ost จบทริปวันแรกวันที่

2: เริ่มจาก Interlaken Ost ไป Laubrennen ถ่ายรูปเล่นในรอบๆเมือง นั่งรถไฟไปที่เมือง Wengen แล้วเดินลงเขาลงมาที่เมือง Laubrennen เหมือนเดิมแต่เดินแบบอ้อมๆ ระยะทางราวๆ 9 กิโลเมตร นั่งรถไฟกลับ Interlaken Ost จบทริปวันที่สอง

วันที่ 3: เริ่มจาก Interlaken Ost ไป Grindelwald เดินไปขึ้นกระเช้าไปที่ ยอดเขา First เดินต่อไปที่ทะเลสาบ Bachalpsee ระยะทาง 3 กิโลเมตร นั่งเล่น ถ่ายรูป แล้วเดินจาก ทะเลสาบลงมาที่ Grindelwald ระยะทางราวๆ 10 กิโลเมตร นั่งรถไฟกลับมาที่ Interlaken Ost ขึ้นรถไฟรอบค่ำกลับดอร์ทมุนด์ เป็นอันจบทริป

ส่วนเสริม บันทึกไว้เกี่ยวกับ Interlaken

-ต้องจ่ายภาษีของเมืองที่โรงแรม แล้วเขาจะให้บัตรแขกบ้านแขกเมืองซึ่งใช้นั่งรถบัสภายในเมืองได้

-แอพ SSB mobile เหมือน DB ของเยอรมัน ใช้ดูตางรางเวลารถ สถานี และใช้ซื้อตั๋วได้ด้วย

-แทบจะทุกร้านค้า รถบัส ตู้ขายตั๋ว ใช้บัตรซื้อได้หมด ไม่ต้องพกเงินสดยังได้ ยกเว้นตู้ยอดล็อกเกอร์

-ห้องน้ำสาธารณะฟรี ความสะอาดค่อนข้างโอเค (อย่าเทียบกับเยอรมัน)

-ช่วงนี้ยังมีปัญหาโควิด นักท่องเที่ยวน้อย ร้านค้าเปิดแค่บางร้าน ร้านที่เปิดให้นั่งข้างในต้องแสดงวัคซีนพาสพอร์ตว่าได้รับวัคซีนครบแล้ว

-แอพนำทางและแนะนำเส้นทาง hiking ชื่อ Kamoot ปกติก็ใช้อยู่แล้ว แต่พอมาที่สวิตเซอร์แลนด์คิดว่าต้องเดินบนเขา กลัวว่าสัญญาณโทรศัพท์จะขาดหาย เลยซื้อแผนที่เดินป่าแบบออฟไลน์ไว้ด้วย ซึ่งก็ทำงานได้ดีที่เดียว แต่สัญญาณ 5G มีครอบคลุมทุกที่เดินไปเลย (อย่าเทียบกับเยอรมันออกเมืองไปนิดน้อย สัญญาณเริ่มเบาแล้ว)

-ค่าเดินทางพวกรถไฟ รถบัส กระเช้า กลุ่มที่ขึ้นเขาแพงอย่างโหด แต่ถ้าได้นั่งและเห็นเส้นทางที่รถวิ่งจะเข้าใจว่า ทำไมมันต้องแพง ทั้งสูง และอันตรายมาก ๆ ส่วนค่าเดินทางระหว่างเมืองด้านล่างก็ไม่แพงมาก แต่ก็ยังถือว่าแพงตามมาตรฐานสวิสต์อยู่ดี ซื้อตั๋วเหมาอาจจะเหมาะมากกว่า ตั๋ว Region กับ SwissPass ราคาพอกัน ส่วนตั๋ว Jungfrau ถูกกว่าแต่ได้พื้นท่องเที่ยวน้อยกว่า ต้องดูว่าจะเที่ยวตรงไหนบ้าง แต่ถ้าคนชอบเดิน hiking ไปแค่ขาเดียวซื้อเป็นเที่ยวๆก็ประหยัดกว่า

หนังสือที่ได้จาก งานสัปดาห์หนังสือ 18-28 ตุลาคม 2555

เวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือของผมส่วนใหญ่จะอยู่บนรถระหว่างการเดินทางไปทำงาน ช่วงหลังๆที่ผ่านมาได้กำจัดกองหนังสือที่ต้องอ่านลงไปได้บ้าง แต่มันไม่เคยหมดเลย มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างน้อยอัตราการซื้อใหม่กับอัตราการอ่านอยู่ในภาวะที่สมดุล แต่ทุกๆ 2 ครั้งต่อปี จะมีเหตุการที่ทำให้สมดุลเสียไปบ้าง คือ สัปดาห์หนังสือ ที่เราจะได้หนังสือในกองต้องอ่านเพิ่มขึ้นมา

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 17
จัดในช่วงวันที่ 18-28 ตุลาคม 2555 เวลา 10.00-21.00 น.
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

หนังสือที่ได้จาก งานสัปดาห์หนังสือ 18-28 ตุลาคม 2555

รายการหนังสือที่ได้

ส่วนใหญ่เป็นหนังสือ World Science Series ของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งเราค่อนข้างประทับในหนังสือในซีรี่นี้ที่เคยอ่านมาก่อนหน้านี้คือ ควอนตัมจักรวาลใหม่ นาโนเทคโนโลยี เลยวางใจได้ว่าซื้อมาแล้วน่าจะอ่านสนุก ไปงานครั้งนี้จึงตั้งใจจะไปดูหนังสือพวกนี้อยู่แล้ว

  1. ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) – สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง, ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ, ดร.ปิยบุตร บุรีคำ แปล
  2. ประวัติย่อของเอกภพ (The grand design) – สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง/เลียวนาร์ด มลอดิโนว์, รศ.ดร.ภาณุ ด่านวานิชกุล แปล
  3. ไอแซค นิวตัน มหาบุรุษโลกวิทยาศาสตร์ (Isaac Newton)-เจมส์ เกล็ก, ดร.ปิยบุตร ฉัตรภูติ แปล
  4. E=mc2 ชีวประวัติสมการปฏิวัติโลก – David Bodanis,  รศ.ดร. ภาณุ ด่านวานิชกุล แปล
  5. ฉีกขนบแอนิเมชั่น: เอกลักษณ์ของ ฮายาโอะ มิยาซากิ นักฝันแห่งโลกตะวันออก – นับทอง ทองใบ
  6. เส้นสมมุติ (รวมเรื่องสั้นแนว สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน) – วินทร์ เลียววาริณ
  7. ร้อยคม (รวมเรื่องสั้นหักมุมจบ ชุดที่ 2)– วินทร์ เลียววาริณ
  8. เล่านิทานเซ็น – อ.อภิปัญโญ

รวมแล้วค่าเสียหายประมาณ 1,400 บาท ส่วนใหญ่ลดราคาประมาณ 15-20% ซึ่งเช็คดูกับราคาสั่งออนไลน์แล้วที่งานสัปดาห์หนังสือถูกกว่า จึงตัดสินใจซื้อที่งานสัปดาห์หนังสือครับ

ส่วนเพื่อนๆได้เล่มไหนไปบ้าง แชร์ให้ดูบ้างครับ

TED Talks ที่มีซับภาษาไทย

TED Talks ที่มีซับภาษาไทย

TED Talks เป็นที่นำเสนอไอเดียของเหล่าผู้มีชื่อเสียงในสังคมโลก เขียนถึงไปหลายครั้งแล้วดูได้ที่ tag TED แนวคิดของ TED คือกระจายแนวคิดออกไปให้ได้มากที่สุด จึงมีส่วนของการแปลภาษาเข้าไปด้วยเพื่อให้เข้าถึงคนทั่วโลกได้มากขึ้น ล่าสุดวีดีโอ TED Talks ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยมีอยู่ 165 คลิป แต่ละคลิปมีประโยชน์และน่าสนใจทั้งนั้น อยากให้ลองไปเปิดดู รับรองว่าจะเปิดมุมมองของเราให้กว้างเพิ่มขึ้นแน่นอน หัวข้อใหญ่ๆแยกเป็นหมวดหมู่ให้เลือกติดตาม คือ Technology, Entertainment, Design, Business, Science, Global issues ส่วนตัวผมชอบหัวข้อ Design กับ Science เป็นพิเศษ ถ้าสนใจแล้วอยากลองเข้าไปดูบ้างแล้ว ก็คลิกเลย TED Talks ที่มีซับภาษาไทย

นอกจากจะเชิญชวนให้ไปดูแล้ว อยากจะเชิญชวนคนที่มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษด้วยเช่นกัน TED เปิดรับอาสาสมัคร ให้ไปช่วยกันแปลการนำเสนอของเหล่า Speaker ระดับโลกที่ถูกบันทึกไว้ เพื่อให้สิ่งที่มีประโยชน์เหล่านั้นเข้าถึงคนในท้องถิ่นของตัวเองให้ได้มากขึ้นครับ (ผมฟังออกบางคำก็ดีแล้วครับ) คนที่เป็น TED Translator เท่าที่เห็นมี @fringer(คุณสฤณี อาชวานันทกุล)ครับ อยากจะให้คนก่งๆไปช่วยกันแปลเยอะๆครับ เข้าไปสมัครได้เลยที่ Become a translator

หนังสือที่ได้จาก งานสัปดาห์หนังสือ มีนาคม 2554

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 39

งานสัปดาห์หนังสือ คงเป็นงานที่เดินได้สบายใจกว่า งานแสดงสินค้ามือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นไหนๆ คงเพราะมันง่ายกว่าที่จะเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตนสนใจ อันที่จริงอยากจะอ่านหนังสือที่เคยซื้อเมื่อครั้งก่อนให้จบหมดก่อน ค่อยไปหยิบเล่มใหม่มา แต่มันก็อดใจไม่ได้ เมื่อไปเจอบล็อกของคนอื่นเขียนถึงหนังสือที่ได้มา หนังสือที่อ่านค้างอยู่คือ “ควอนตัมจักรวาลใหม่” อ่านไปประมาณ 1 ใน 3 ก็หยุดแล้วทิ้งยาวเลย คงต้องหาเวลาว่างๆ เงียบๆอ่านใหม่อีกรอบ

ในช่วงหลังๆมานี้ สำนักพิมพ์ที่ประทับใจผมคือ มติชน ที่มีหนังสือในกลุ่มวิทยาศาสตร์ออกมาให้เลือกอ่านมากขึ้น ซึ่งหนังสือกลุ่มวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่ตำราเรียน รู้สึกว่ามันน้อยกว่าหนังสือดูดวงซะอีก อยากอ่านหนังสือแนวเรียลวิทยาศาสตร์ที่เล่าเรื่องสนุกๆ อย่างเช่น ผลงานของ ชัยคุปต์, รอฮีม ปรามาท ถ้ามีแนวนี้เยอะกว่านี้ คงสนุกกับการอ่านมากกว่านี้เป็นแน่

จากการสังเกตุหนังสือที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านส่วนใหญ่จะเป็นนิยายแนวหนุ่มสาว ดูจากบูธของสำนักพิมพ์เหล่านี้คนมุงเยอะมาก ใช่ว่าไม่ดีนะ หนังสืออะไรก็มีคุณค่าในตัวทั้งนั้น โดยส่วนตัวก็ชอบเช่นกัน

มาถึงบันทึกรายการหนังสือที่ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีนาคม 2554

  • “ประวัติศาสตร์ศิลปะ” -รศ.วุฒิ วัฒนสิน
  • “พยัคฆ์ซ่อนมังกรซุ่ม” -ดวงเดือน ประดับดาว
  • “เดียว” -งามพรรณ เวชชาชีวะ
  • “จักรวาลในหนึ่งอะตอม” -พระนิพนธ์ทะไลลามะ, เพชรรัตน์ พงษ์เจริญสุข แปล
  • “ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล” -วินทร์ เลียววาริณ
  • “บองหลา” -พนม นันทพฤกษ์

ปล.ที่บูธของ Provision ใครซื้อหนังสือแล้ว Check-in และแชร์ขึ้น Facebook จะได้ตุ๊กตาหมีน้อยมาหนึ่งตัวด้วย จัดมาหนึ่งตัว น่ารักมาก (ให้เพื่อนซื้อ เรา Check-in)

หนังสือที่ได้จาก งานสัปดาห์หนังสือ ตุลาคม 2553

งานสัปดาห์หนังสือ 2553 วันที่ 21-31 ต.ค. นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ ไปมาวันนี้ (พฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม ) ช่วง 5 โมงเย็น คนไม่เยอะมาก เดินสบายไม่ได้เบียดกันเหมือนทุกครั้งที่เคยไป จะมีเบียดๆบังๆกันบางบูธ ใครที่ไม่มีแนวทางในการเดิน มีหนังสือ Smart Guide แนะนำหนังสือของแต่ละสำนักพิมพ์ให้ เอาได้ที่หน้างาน พอนั่งพักก็หยิบขึ้นมาอ่าน น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

หนังสือแนะนำหนังสือของแต่ละสำนักพิมพ์ มีแผนที่ภายในด้วย

อันที่จริง คนที่ไปบ่อย คงไม่ต้องใช้แผนที่แล้วล่ะมั้ง เพราะสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็จับจองที่ตรงตำแหน่งเกือบจะเหมือนเดิมทุกครั้ง

รายการหนังสือที่ได้ มีดังนี้

Presentation Zen ฉบับแปลไทย

พรีเซนเทชั่นเซน: การ์ เรย์โนลด์ส เขียน
ดำเกิง ไรวาม, จุไรพร วิสุทธิกุลพาณิชย์ และธงชัย โรจน์กังสดาล แปล
สำนักพิมพ์ขวัญข้าว, 240 หน้า, ราคา 425 บาท (ราคาปก 500 บาท)

หนังสือสอนวิธีการนำเสนอ ตั้งแต่การออกแบบสไลด์ จนถึงวิธีการพูด เคยอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมานิดหน่อย พิมพ์สีทั้งเล่ม ลองเช็คราคาเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษราคาอยู่ที่ $23.09 (691 บาท) เป็นหนังสือเล่มที่ตั้งใจจะไปซื้อมาอ่าน และเก็บเข้าคลัง เปิดดูคร่าวๆมีแปลสไลด์ตัวอย่างบางอันเป็นภาษาไทยด้วย

พุทธทาสภิกขุ กับเซ็น

พุทธทาสภิกขุกับเซ็น : พุทธทาสภิกขุ
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 224 หน้า, ราคา 160 บาท(ราคาปก 200 บาท)

เคยอ่านนิทานเซ็น เล่าโดย ท่านพุทธทาส เมื่อนานมาแล้ว เล่มเล็กๆ อ่านสนุก (มี CD) เป็นนิทานที่เล่าให้เด็กฟังได้

พุทธทาสภิกขุกับเซ็น หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมาก เป็นหนังสือที่รวบรวมภาพปริศนาธรรมเซ็น ภาพที่ในหนังสือถูกคัดมาจากภาพที่มีท่านพุทธทาสอธิบายภาพปริศนาธรรมนั้นๆ และถอดความจากเสียงพุทธทาสมาลงไว้ ที่ท้ายเล่มมี CD เสียงดั้งเดิมของท่านพุทธทาสแถมมาด้วย และตอนท้ายมีเสียงบทอ่านกวีเซ็นจาก อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพิ่มเข้ามาอีกด้วย ในคำนำจากสำนักพิมพ์บอกไว้ว่านี้ เป็นหนังสือภาพเซ็นที่สมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้เลยทีเดียว

ความสุขของกระทิ ตอน ในโลกใบเล็ก

ความสุขของกระทิ ตอน ในโลกใบเล็ก : งามพรรณ เวชชาชีวะ
แพรวสำนักพิมพ์, 142 หน้า, ราคา 109 บาท(ราคาปก 129 บาท)

ประทับใจกับ ความสุขของกระทิ ตอนแรกและตอนสอง อ่านสบายๆสนุก ตอนที่ชอบทีสุดคงเป็นตอนแรก ตอน ในโลกใบเล็ก เป็นตอนที่สาม เขียนว่า “ภาคสมบูรณ์” น่าจะหมายถึงภาคจบแล้ว เหมือนหนังไตรภาค มีสามตอน หนังสือก็ดี ทำเป็นหนังก็โอเค เสียดายไม่ทำเงิน เลยอดดูหนังภาคสอง และสาม

a day Legend

a day LEGEND : เรียบเรียงโดยนักเขียนรับเชิญมากมาย เช่น วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, วินทร์ เลียววาริณ,ภัทระ คำพิทักษ์ (กระบี่ไม้ไผ่), วชิระ บัวสนธ์, บินหลา สันกาลาคีรี, ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย,โตมร ศุขปรีชา, วิภว์ บูรพาเดชะ, สืบสกุล แสงสุวรรณ และ จักรพันธุ์ ขวัญมงคล โดยมี วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เป็นบรรณาธิการ

สำนักพิมพ์ a book, 240 หน้า , ราคา 260 บาท (ราคาปก 290 บาท) แถมเสื้อกระทิงแดงมาด้วย 1 ตัว

ทำปกแข็งเล่มหนากว่าที่คิดไว้ เป็น a day ฉบับพิเศษในโอกาสที่นิตยสาร a day ครบรอบ 10 ปี ขนาดเท่า a day ปกติ เนื้อหาเป็นเรื่องราวของ 25 คนไทย ที่น่ายกย่อง จนเรียกได้ว่าเป็น “ตำนาน” ของวงการนั้นๆ เช่น พุทธทาสภิกขุ, หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, จิตร ภูมิศักดิ์, ศิลป์ พีระศรี, เอื้อ สุนทรสนาน, สุวรรณี สุคนธา, แสงอรุณ รัตกสิกร, เทียม โชควัฒนา, ปรีดี พนมยงค์, ป๋วย อึ้งภากรณ์, ธงไชย แมคอินไตย์ เป็นต้น

น่าอ่าน น่าเก็บสะสมไว้ยิ่งนัก

และอันสุดท้ายที่ได้มา คือ แผนที่ดาว

แผนที่ดาว

แผนที่ดูดาว เป็นของที่อยากได้มานาน แต่ไม่ได้สักที ราคา 50 บาท วิธีใช้ก็ง่ายมากๆ วงด้านนอกเป็นวัน วงด้านในเป็นเวลา หมุนวันกับเวลาให้ตรงกัน แล้วดูได้เลย ยังไม่เคยใช้จริงๆ ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้ดีแค่ไหน กลับบ้านต่างจังหวัดครั้งหน้าจะเอาไปลองดู

สรุปว่า งานสัปดาห์หนังสือ เดือนตุลาคม 2553 หมดเงินไป 1,004 บาท ยังไม่รวมค่ารถอีกนะเนี้ย (อ่านให้คุ้มค่าเงินด้วยนะมึง)

Exit mobile version