เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) ใครว่าหนังเขาห่วย

เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน

เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan)

วันนี้ขอพูดถึงผู้กำกับคนนี้หน่อย เพราะเพิ่งได้ดู The Last Airbender มาเมื่อหลายวันก่อน ผมขอพูดถึงผลงานของผู้กำกับคนนี้ที่เราชอบ และติดตามดูมาตลอด หนังของเขาเกือบทุกเรื่อง เขาจะควบทั้งโปรดิวเซอร์ เขียนบท และกำกับการแสดง และเราจะเห็นชายขอบตาดำโผล่มาในหนังทุกเรื่อง คนๆนั้นคือตัวเขาเอง เป็นเหมือนลายเซ็นต์ส่วนตัวที่ต้องร่วมแสดงด้วย (ตอนแรกก็ไม่รู้แค่แปลกใจ ไอ้นี้โผล่มาอีกแล้ว พออ่านรายละเอียดเจอ จึงไม่นั่งเปิดดูอีกที จริงด้วยแฮะไม่ได้สังเกต) แต่ใน The Last Airbender ไม่เห็นเขานะ

ผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับเอ็ม. ไนท์ ที่ผมได้ดูคือ Unbreakable ไม่ใช่ผลงานสร้างชื่อ The Sixth Sens แต่อย่างใด ยังจำภาพตอนที่ไปดูได้ดี ตอนนั้นยังเรียนชั้นมัธยมอยู่เลย

หนังเรื่อง Unbreakable(1999) ผมไม่ได้ดูในโรงหนัง แต่เป็นหนังกลางแปลงที่ ฉายในหมู่บ้าน(บ้านยางเฌอ) ที่ห่างจากหมู่บ้านผมไปราว 3 กิโลเมตรกว่าๆ เรา(เป็นกลุ่ม)ปั่นจักรยานไปดูกัน หนังเล่าเรื่องของฮีโร่ในร่างมนุษย์ธรรมดา เล่าถึงสมดุลของธรรมชาติผู้แข็งแกร่งที่สุด ที่อยู่อีกฝากตรงข้ามกับคนอ่อนแอ่ที่สุด และคนอ่อนแอพยายามตามหาคนที่แข็งแกร่งที่สุดคนนั้น และพยายามบอกให้เขาลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ควรทำคือปกป้องเพื่อนมนุษย์ หนังจบแบบหักมุม ในแบบที่คาดไม่ถึง ตอนนั้นทำเอาผมอึ้ง ตาค้าง ไม่เคยดูหนังแบบนี้ สุดท้ายจึง ซื้อวีซีดีเก็บไว้ ดูไปหลายรอบ บ้าถึงขั้น เปิดดูหนังแล้วจดบทออกมาเป็นฉากๆ เหมือนบทของโกลเมน ในหนังสือ “ปั้นหนังเป็นตัว”

จากนั้นเริ่มตามหาหนังเรื่อง The Sixth Sens(2000) มาดู แผ่นวีซีดีหนังเรื่องนี้จำได้ว่า แพงมาก แบบว่าในร้านขายอยู่บนหิ้งแพงกว่าหนังทั่วไป 2 เท่าเห็นจะได้ กว่าจะซื้อได้ต้องต้องเดินผ่านไม่รู้กี่รอบกี่วัน เป็นหนังผีที่จบแบบหักมุมอีกครั้ง(ครั้งแรกของเขา) เจ้าหนูฮาเลย์ โจเอล ออสเมนท์ แสดงได้ดีมาก และเป็นนักแสดงเด็กอีกคนที่ผมชอบ ไม่แปลกใจที่เป็นผลงานสร้างชื่อ ตอนนั้น เอ็ม. ไนท์ ได้เป็นหนึ่งในลายเซ้นต์หนังที่ต้องดูไปแล้ว

หนังเรื่องต่อไปที่ได้ดูคือ Signs(2002) แค่เปิดเรื่อง เราก็จำกลิ่นของ เอ็ม. ไนท์ ได้แล้วว่ามันมาจะมาโทนนี้ หนังยังสร้างความพอใจให้ผมได้ หนังเรื่องนี้ยังคงดูในรูปแบบวีซีดี บ้านนอกไม่มีโรงหนังให้ดูเท่าไหร่ ที่ร้อยเอ็ดมีโรงเดียวในตอนนั้น ส่วนใหญ่ฉายแต่หนังในกระแส ยังคงดูหลายรอบ หลายคนที่ดูด้วยบอกว่า มีเอเลี่ยนให้ดูนิดเดียวเอง แต่นั้นมันไม่ใช่ประเด็น

ต่อมาหนังเรื่อง The Village(2004) ตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในเมืองกรุงแล้ว ได้เข้าไปดูในโรง ตอนดูในโรง รู้สึกว่าเฉยๆ เพราะคาดหวังไว้พอควร ออกมาไม่ได้ผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้สมหวัง แต่พอมาดูตอนเป็นแผ่นอีกครั้ง ก็โอเคนะ ยังเป็น เอ็ม. ไนท์ คนเดิม เริ่มโดนวิจารณ์หนัก ว่ายังวนเวียนอยู่ในแนวเดิม แต่ผมว่ามันเป็นเหมือนลายเซ็นต์ว่า ถ้าอยากดูหนังแบบนี้ ต้องดูหนังเอ็ม. ไนท์ สิ

Lady in the Water(2006) หนังเรื่องนี้ ผมไม่ได้ดูในโรง รู้สึกว่าหนังจะเจ๊งไม่เป็นท่า เข้าเร็วออกเร็วด้วยมั้ง ได้ดูอีกทีตอนเป็นแผ่น และตอนที่ออก HBO โดนวิจารณ์แหลก ว่าห่วย  ผู้กำกับได้เป็นตัวประกอบยอดแย่แห่งปีไปอีกต่างหาก แต่ทำไมผมดูแล้ว กลับชอบ เฮ้ย..มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น นี้แหละหนังของเขา จบแบบคาดไม่ถึง

The Happening(2008) เป็นหนังเมื่อสองปีก่อน เปิดตัวที่อเมริกาไม่ได้เลวร้ายอย่างเรื่องที่แล้ว พอได้ดูก็ยังคงเป็น เอ็ม. ไนท์ คนเดิม เล่าเรื่องความกลัวด้วยบรรยากาศที่หนีไม่ได้(มันยู่ในอากาศ มันมาจากทุกที่ มันไม่ได้ฆ่าคุณ แต่คุณจะฆ่าตัวเอง) หนังสนุกพอตัว

มาปีนี้หนัง เอ็ม. ไนท์ ค่อนข้างฉีกแนวออกไป The Last Airbender(2010) เป็นหนังที่ทำมาจากการ์ตูน แนวแฟนตาซี ดูเพลิน ไม่ได้ขายความน่ากลัว อย่างเรื่องก่อนๆ และอีกครั้งที่ผมก็ชอบ โดนเฉพาะตัวเอกของเรื่อง ท่าการร่ายลำมวยจีนของเขามันเท่จริงๆ

หลายคนวิจารณ์หนังของเอ็ม. ไนท์ ว่าห่วย จำเจ วนเวียนอยู่กับการเล่าเรื่องแบบเดิม แต่ส่วนตัวผมแล้วยังคงชอบผลงานของเขา เล่าเรื่องด้วยบรรยากาศ ใช้ความกลัวที่ไม่ใช่อาการตกใจ หนังของ เอ็ม. ไนท์ มักใช้นักแสดงต่อเนื่องจากเรื่องที่แล้วมาแสดง ทำให้ได้กลิ่นไอของหนังของเขาชัดเจน ปลายปีเราจะได้ดูหนังผีในลิพท์ของเขาอีก ชื่อ Devil แต่เขาจะทำหน้าที่เป็นเพียงโปรดิวเซอร์ ไม่ได้กำกับ แน่นอนว่าผมจะดู