สร้างกราฟอัตโนมัติใน Excel ด้วย VBA

ได้ช่วยเพื่อนเขียนโค้ด VBA ใน MS Excel เพื่อสร้างกราฟอัตโนมัติ ขอบันทึกเตือนความจำแบบสั้นๆเก็บไว้

ข้อมูลที่ต้องการสร้างกราฟนั้นเป็นชุดข้อมูลที่เหมือนกัน สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานอื่นๆได้ แกน X เป็นปีที่เก็บข้อมูล เช่น ปี 1990-2017 ส่วนแกน Y เป็นชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามสนใจ อาจจะมีเป็นร้อยชุดข้อมูลเลยก็ได้ ถ้าจะมานั่งทำทีละกราฟ ทีละชุดข้อมูล และกราฟแต่ละอันยังมีรูปแบบเหมือนกัน จะค่อนข้างเสียเวลามาก โค้ด VBA จึงพอจะช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้บ้าง

ตัวอย่างกราฟและชุดข้อมูลตัวอย่าง

จะอธิบายตามโค้ดที่เขียนเลย

-เปิด VB editor ของ Excel ขึ้นมา แล้ว insert module ใน sheet ที่มีชุดข้อมูลที่ต้องการสร้างกราฟแล้ว จะจัดให้ข้อมูลวางแนว Row หรือ Column ก็ได้ แล้วค่อยไปกำหนดเองในโค้ด VBA

Option Explicit

Sub WRYChart()

'ประกาศชนิดของตัวแปร
Dim parameterNum As Integer
Dim co As ChartObject
Dim ct As Chart
Dim sc1 As SeriesCollection
Dim ser1 As Series
Dim LC As Long

'ให้สามารถสร้างกราฟตามชุดข้อมูลที่สนใจได้ จึงกำหนดหมายเลขกำกับแล้วอิงจากตัวเลขนั้นเพื่อสร้างกราฟ
parameterNum = InputBox("What parameter would you like to chart?")

'กำหนดหมายเลขของชุดข้อมูลไว้ เท่าไหร่ก็ได้ต้องครอบคลุมจำนวนชุดข้อมูลที่มี เช่น อันนี้มี 100 กราฟที่ต้องสร้าง
If parameterNum > 0 And parameterNum < 100 Then

'ตำแหน่ง(A10) cells ใน excel ที่อยากจะสร้างและวางกราฟลงไป ชื่อและขนาดของกราฟ ในที่นี้มีหลายกราฟ จึงเลือก column ท้ายสุดของข้อมูล และ(offset)เลื่อนลง ตามลำดับชุดข้อมูล 
Set co = Sheet3.ChartObjects.Add(Range("A10").Offset(parameterNum, 1).Left, Range("A10").Offset(parameterNum, 1).Top, 450, 200) 'Chart location
co.Name = "parameter number" & parameterNum & "Chart"

'ใส่รายละเอียดของกราฟที่อยากได้ ชื่อกราฟ รายละเอียดของแกน x,y
Set ct = co.Chart
With ct
.HasLegend = True
.HasTitle = True
.Axes(xlCategory, xlPrimary).HasTitle = True
.Axes(xlCategory, xlPrimary).AxisTitle.Characters.Text = "Jahr" 'กำหนดป้ายของแกน x โดยเขียนเองเป็นข้อความ
.Axes(xlValue, xlPrimary).HasTitle = True
.Axes(xlValue, xlPrimary).AxisTitle.Characters.Text = Range("F3").Offset(parameterNum, 0).Value 'กำหนดป้ายของแกน y กำหนดให้เปลี่ยนตามข้อมูลใน cells ที่กำหนดไว้
.Axes(xlCategory).CategoryType = xlTimeScale 'ชนิดของข้อมูล
.Axes(xlCategory).BaseUnitIsAuto = True
.Axes(xlCategory).MajorUnit = 2 'กำหนดการแบ่งหน่วย
.Axes(xlCategory).TickLabels.Orientation = xlTickLabelOrientationUpward 'กำหนดการวางตัวป้าย

.ChartTitle.Text = Range("G3").Offset(parameterNum, 0).Value 'กำหนดชื่อ ให้เปลี่ยนตามข้อมูลใน cells (เริ่มที่ G3 เลื่อนตามหมายเลขเลือก) ที่กำหนดไว้
Set sc1 = .SeriesCollection 
Set ser1 = sc1.NewSeries

'รายละเอียดข้อมูลของกราฟที่จะสร้าง
With ser1
.Name = Range("G3").Offset(parameterNum, 0).Value 'ชื่อของข้อมูล
.XValues = Range(Range("G3").Offset(0, 1), Range("G3").End(xlToRight)) 'ชุดข้อมูลของแกน x (เลือกที่ตำแหน่ง G3 จนถึงตำแหน่งขาวสุด)
.Values = Range(Range("H3").Offset(parameterNum, 0), Range("L3").Offset(parameterNum, 0)) 'ชุดข้อมูลของแกน x (เลือกที่ตำแหน่ง H3 จนถึง L3)
.ChartType = xlXYScatterSmoothNoMarkers 'ชนิดของกราฟ
.Trendlines.Add(Type:=xlLinear, DisplayRSquared:=True).Select 'เพิ่มเติม การใส่ Trendline และค่า R Square ของเส้น

End With

End With

MsgBox ("That's Perfect!") 'แจ้งเตือนเมื่อกราฟสร้างเสร็จ

Else: MsgBox ("You must enter a parameter number between 1 and 100") 'แจ้งเตือนเมื่อใส่ตัวเลขผิดพลาด
End If

End Sub

ปล. กำหนดชุดข้อมูลของ x, y สามารถกำหนดในรูปแบบนี้ได้เช่นกัน

.Values = Range(Range("G3").Offset(parameterNum, 1), Range("G3").Offset(parameterNum, 1).End(xlToRight))

ข้อดีคือ สามารถเพิ่มชุดข้อมูลต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะ End(xlToRight) จะวิ่งคลุมถึงตัวสุดท้ายของข้อมูล
ข้อเสียคือ ถ้าชุดข้อมูลไม่ต่อเนื่องมีขาดหรือหายไปในบาง cells มันจะไม่สามารถดึงข้อมูลทั้งหมดมาได้ ถ้าหากเป็นแบบนี้ต้องใช้การกำหนดระยะของขุดจ้อมูลเองดังตัวอย่างด้านบน

.Values = Range(Range("H3").Offset(parameterNum, 0), Range("AL3").Offset(parameterNum, 0))

ภาพประกอบอื่นๆ

การเรียกใช้ VB และ Macro ใน Excel
ตัวอย่างการใช้งาน
ตัวอย่างการใช้งาน

เล่าถึงการใช้งาน LibreOffice แทน Microsoft Office

LibreOffice

ที่ทำงานมีนโยบายให้ใช้โปรแกรมทำเอกสารที่ถูกลิขสิทธิ์ ตอนแรกก็ใช้ OpenOffice แต่ภายหลังก็ย้ายมาเป็น LibreOffice ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องมากกว่า ตอนแรกยังติดอยู่กับ Microsoft Office เพราะจะเปลี่ยนไปใช้ LibreOffice เลยมันดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย อีกทั้งคนอื่นๆก็ยังทำด้วยเอกสารด้วยไฟล์ .doc หรือ docx ที่สร้างด้วย MS Office เป็นหลัก การส่งไฟล์แก้ไขระหว่างกันดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ

ถ้าเป็นแบบนี้เราจะเปลี่ยนไปใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ได้อย่างไร จะเลือก LibreOffice ที่ใช้งานได้ฟรีหรือจะยอมจ่ายตังค์ MS Office ไปตลอด ซึ่งหน่วยงานที่ทำงานอยู่เลือกให้แล้ว กึ่งบังคับด้วยว่าต้องใช้แบบฟรีและถูกลิขสิทธิ์ นั้นคือ LibreOffice และใช้ไฟล์ .odt เป็นหลัก ถ้าจะเป็นไปใช้ LibreOffice อย่างจริงจัง ต้องเริ่มยังไง?

เริ่มต้นต้องหาความรู้ ต้องเรียนรู้วิธีใช้งาน ที่หน่วยงานมีจัดอบรมทุกปีต้องหาเวลาเข้าไปเรียนให้ได้สักครั้ง ถ้าที่ทำงานคุณไม่มีจัดอบรม อินเทอร์เน็ตช่วยได้ครับ ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายนัก ถ้าใช้ MS Office เป็นอยู่แล้ว LibreOffice ก็ไม่ได้ต่างกันมาก เมนูต่างๆก็จัดว่าคล้ายคลึงกัน เพียงแต่หน้าตาเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเราเองไม่คุ้นเคยแล้วส่งผลให้ไม่อยากใช้งาน ก็ต้องบอกว่าใช้ไปสักพักจะคุ้นเคยเอง

ต้องขอยอมรับเลยครับว่าการเข้าอบรมแค่ครั้งเดียว จะทำให้รู้ว่า LibreOffice สามารถแทน MS Office ได้อย่างสมบูรณ์สำหรับการทำงานทางด้านเอกสาร ในระดับที่เราๆท่านๆใช้กันอยู่ในตอนนี้ แถมตอนเรียนได้รู้ว่ามีฟีเจอร์ต่างๆมากมายของ LibreOffice ที่ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก คิดว่าใน MS Office ก็น่าจะมี แต่เราไม่ได้เรียนรู้เท่านั้นเอง ก็ใช้งานแค่พื้นฐานอยู่เท่านั้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าอบรมการใช้งาน LibreOffice แล้วเอามาใช้ได้อย่างดีมากๆ มีหลักๆอยู่ ดังนี้

  1. การเลือกใช้ Style ของระบบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. สร้างสารบัญเรื่อง, ภาพ, ตาราง แบบอัตโนมัติได้ง่ายมาก ตรงนี้ทำให้ประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดได้อย่างมาก
  3. การสร้างไฟล์ PDF ทำได้ง่ายและดีขึ้น สามารถแนบไฟล์ที่แก้ไขได้เข้าอยู่ใน PDF ได้ด้วย
  4. ตารางในเอกสาร Document ใส่สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้

สรุปว่าตอนนี้ผ่านมาเกือบปีแล้ว เอกสารที่เราทำเอง ส่งออกเอง ทำเบ็ดเสร็จด้วย LibreOffice ได้แล้ว และยังทำได้เร็วกว่าเดิมมาก หากต้องทำงานร่วมกับคนอื่นๆที่ยังใช้ MS Office ยังมีปัญหาอยู่บ้างเกี่ยวกับรูปแบบเพี้ยน แต่เราแก้ไขปัญหาโดยแก้ไขเนื้อหาด้วยโปรแกรมอะไรก็ได้จะ MS Office หรือ LibreOffice ตามแต่ใครจะสะดวก แล้วค่อยมาจัดหน้ากันอีกทีในตอนท้าย ก่อนจะแปลงเป็น PDF อีกทีเพื่อส่งงาน

ถ้าเป็นไปได้จะมาแนะนำการทำงานเอกสารด้วย LibreOffice ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆครับ คอยติดตามแล้วกันนะครับ

บทความ “ทำเงินบนโลกไอที (84) : So.cl อีกทางเลือกที่ไม่ใช่เฟซบุ๊ก”

เป็นบทความที่ได้เขียนไว้กับทาง CyberBiz : ผู้จัดการ Online ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555 ยังไม่ได้เอามาบันทึกไว้ในนี้เลย ก็เลยมาเขียนถึงสั้นๆเก็บไว้

นั่งเล่น so.cl อยู่หลายวัน พยายามหาแง่มุมต่างๆของมัน เขียนส่งไปทั้งข้อความรวมกับภาพประกอบ 8 หน้ากระดาษ A4 เลยทีเดียว น่าจะยาวสุดเท่าที่เคยเขียนอะไรแนวนี้แล้วล่ะ กว่าจะเขียนออกมาได้ใช้พลังงานไปเยอะพอสมควรเลย ได้ค่าเรื่องมากินขนมนิดหน่อย แต่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ ตอนตอบตกลงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีค่าเรื่องให้ด้วย แต่รู้สึกดีที่ได้ทำมากกว่า ขอบคุณ @goople ที่ให้โอกาสได้ทำครับ

ตัดมาแปะไว้บางส่วน ตามไปอ่านต้นฉบับได้ที่ ลิงค์นี้ ครับ

ทำความรู้จัก So.cl สังคมออนไลน์เพื่อการศึกษาของไมโครซอฟท์

       ***ทำความรู้จัก So.cl สังคมออนไลน์เพื่อการศึกษาของไมโครซอฟท์
(บทความโดย พงษ์ศักดิ์ สาระภักดี)

ก่อนที่เราจะหาช่องทางทำเงินจากเว็บไซต์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคงต้องรู้ก่อนว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ละส่วนนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร ถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อะไร ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด หรือนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจของเราให้แข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง ดังนั้นการแนะนำสิ่งต่างเหล่านี้ก่อน น่าจะเป็นการชี้นำสู่ช่องทางทำเงินที่ดีที่สุด ดังนั้นเรามาทำความรู้จัก So.cl กันก่อนดีกว่าครับ

 So.cl (อ่านว่า “social”) เป็นสังคมออนไลน์จากไมโครซอฟท์ที่เปิดให้คนทั่วไปได้ใช้งานเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา หลังจากที่ปล่อยให้ใช้ในวงจำกัดมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554 ไมโครซอฟท์ออกตัวชัดเจนว่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแข่งกับ Facebook หรือ Twitter ที่ถือว่าเป็นสองเว็บไซต์สังคมออนไลน์ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลกในตอนนี้

Facebook/Twitter ถูกเรียกว่าเป็น ”เครือข่ายทางสังคม”(social networking) ซึ่งเราค่อนข้างคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เราสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย ข้อความ คอมเม้นท์ ภาพถ่าย เกม ฯลฯ แต่ไมโครซอฟท์วางตัวให้ So.cl เป็น “สังคมแห่งการค้นหา” (social searching) กล่าวคือ สังคมออนไลน์ที่ผู้ใช้งานจะปฏิส้มพันธ์กันด้วยการแชร์ผลการค้นหาในสิ่งที่ตัวเองสนใจให้กันและกัน จะเห็นได้ว่าทั้งสองอย่างนี้มีจุดเหมือนและจุดต่างกันอยู่ในตัว

So.cl เกิดขึ้นจาก FUSE Labs ของไมโครซอฟท์ (ตัวอย่างผลงานของแล็บนี้ เช่น Docs.com, CompanyCrowd, Bing Social, Montage, Spindex เป็นต้น) เราจะเห็นว่าในปัจจุบันนั้นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในวัยเรียน ทางทีมงานของ Fuse Labs มองเห็นถึงศักยภาพของสังคมออนไลน์เป็นอย่างดี จึงพยายามที่จะเปลี่ยนเว็บไซต์ในลักษณะนี้ให้เข้าไปอยู่ในห้องเรียนให้ได้

So.cl จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์สำหรับนักเรียน/นักศึกษาโดยเฉพาะ เป็นสังคมออนไลน์ที่จะแชร์ประสบการณ์ทางด้านการศึกษา ว่าในขณะนั้นพวกเขากำลังเรียนรู้อะไร อย่างไรบ้างโดยสามารถที่จะโพสเนื้อหาที่มีองค์ประกอบได้หลายอย่างพร้อมกัน เช่น ผลการค้นหา รูปภาพ วิดีโอ ข้อความ ลิงค์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุดให้เพื่อนๆในกลุ่ม หรือในชั้นเรียนของตัวเอง เพื่อให้เกิดเป็นศูนย์รวมของการเรียนรู้ร่วมกัน โดยที่นักเรียน/นักศึกษาสามารถที่จะสร้างและปรับแต่งชุมชนออนไลน์ใน So.cl ให้เหมาะสมกับความสนใจของตัวเองและเพื่อนๆได้เอง

มานับถอยหลังให้ Internet Explorer 6 กันเถอะ

ยอดการใช้งาน ie6 ทั่วโลกทุก OS รวมกันอยู่ที่ 10.9%

Internet Explorer 6 (IE6)ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2001 ถูกยัดให้เป็น default browser ของ Windows XP และ Windows Server 2003 มันเกิดมานานร่วม 10 ปีแล้ว ปัจจุบัน IE จะออกเวอร์ชั่น 10 อยู่แล้วแต่ตัว IE6 ยังมีคนใช้งานอยู่มาก จากข้อมูลมีผู้ใช้ 10.9% จากคนใช้โปรแกรมท่องเน็ตทั่วโลก

มาดูสถานการณ์ของ IE6 ในปัจจุบัน

กราฟยอดผู้ใช้งาน IE6 ทั่วโลกในปี 2010-2011

ยอดของคนใช้ IE6 ลดลงเรื่อยๆแต่หลังๆเริ่มจะนิ่งอยู่ที่ประมาณ 10%

ยอดของผู้ใช้ IE6 ในแต่ละประเทศ

ยอดผู้ใช้งาน IE6 ในประเทศไทยมีค่าอยู่ที่ประมาณ 4.5% ในขณะที่ยอดคนใช้สูงที่สุดเป็นของประเทศจีน 33.9%

Campaign รณรงค์ให้เลิกใช้ IE6 ออกมาตั้งนานแล้ว นำทีมโดย Microsoft ผู้สร้างโปรแกรม IE6 และเว็บไซต์ชั้นนำอีกมากมาย อะไรที่คนใช้เยอะจะเปลี่ยนแปลงทีมันก็ต้องลำบากเป็นธรรมดา คิดว่าเหตุที่ยังมีคนใช้อยู่เยอะเพราะยังมีหลายกลุ่มยังใช้งาน Windows XP ซึ่งมี IE6 มาพร้อม แต่คนที่ใช้ไม่สนใจที่จะอัพเดตให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ หลังจาก Windows 7 ออกมา(ข้าม Vista ไปนะ) มันได้รับการตอบรับอย่างดี คนเปลี่ยนจาก XP ไปเป็น 7 เยอะทำให้ยอดลดลงมาบ้าง แต่ก็ยังคงมียอดคนใช้สูงอยู่ดี

แล้วคำถามที่ว่าทำไมต้องเลิกใช้ IE6 ?

ข้อดีของการอัพเกรด IE มีหลายอย่างเช่น เปิดเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น, มี tab ให้ใช้งาน ไม่ต้องเปิดหลายหน้าต่าง, มีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้มากขึ้น, มีความปลอดภัยจากการโจมตีจากไวรัส แสปม ฯลฯ, รองรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ๆของเว็บไซต์ เป็นต้น ลองดูประสิทธิภาพของ IE เวอร์ชั่นใหม่ได้ที่ ลิงค์นี้ ส่วนข้อเสียของ IE6 ก็ทำไม่ได้อย่างข้อดีด้านบนที่เขียนมา

เป้าหมายของการรณรงค์นี้คือ จะต้องลดการใช้งาน IE6 ให้เหลือเพียง 1%

ในการรณรงค์ครั้งนี้คงไม่ได้จำกัดเฉพาะให้ใช้ IE ในการท่องเน็ต สนับสนุนให้ใช้โปรแกรมอื่นๆที่ได้มาตรฐานกลางด้วย เช่น Firefox, Chrome, Opera, Safari อันไหนก็ได้ที่ตัวเองชอบ แต่หลักๆคือเลิกใช้ IE6

ประโยชน์ครั้งนี้นอกจากจะได้กับตัวคนใช้เองยังช่วยกลุ่มนักพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถลดปริมาณงานในการพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับ IE6 ที่ล่าสมัยได้อีกเยอะ ทำให้วงการพัฒนาเว็บไซต์พัฒนาได้เร็วขึ้น

เข้าร่วมโครงการรณรงค์เลิกใช้ IE6 ยังไง?

ที่บล็อกนี้ตามสถิติของ 30 วันย้อนหลัง เก็บจาก Google analytic นับเฉพาะเวอร์ชั่นของ IE มีสถิติดังนี้ครับ IE 8 = 65.9% , IE7=16.7% , IE6=11.6%, IE9=5.8% จะเห็นว่า IE6 ยังสูงอยู่

เราอยากร่วมรณรงค์ ก็เข้าไปเอาโค้ดเตือนให้อัพเกรดเมื่อใช้ IE เวอร์ชั่นเก่าเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเรา อยู่ที่เว็บไซต์ https://www.theie6countdown.com/join-us.aspx นำมาติดในบล็อก ถ้าใช้ IE6 เปิดเข้ามาจะเห็นแบบนี้ครับ

IE6 แจ้งให้อัพเดตเวอร์ชั่นใหม่

ถ้าไม่ใช้ iE6 ก็จะมองไม่เห็น จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันติด IE6 Countdown กันครับ

ข้อมูลจาก: https://www.theie6countdown.com

วิธีปิดเมนู Ribbon ของ MS Office 2007

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้ Microsoft Office 2007 เช่น Microsoft Word 2007, Microsoft Excel 2007 คงจะรำคาญเจ้าเมนูแบบ Ribbon ที่มันกินพื้นที่ทำงานเยอะเกินไป เพราะความจริงเราใช้งานพื้นที่บนกระดาษมากกว่าบนเมนูนะ แล้วเพิ่ม Google Cloud Connect มาอีกพื้นที่จึงยิ่งน้อยลงไปอีก แถมช่วงนี้ได้ใช้ MS Office 2007 เยอะเป็นพิเศษ จึงลองหาวิธีปิดมัน ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก

เคยใช้ Microsoft Office 2010 RC จะมีปุ่มที่มุมขวาให้ปิดไปได้เลย แต่เวอร์ชั่นแรกอย่าง Office 2007 ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้เมนู Ribbon เลยถือว่าเป็นจุดด้อยที่ถูกแก้แล้วในรุ่นถัดไป

วิธีปิดมันก็ง่ายๆ อันที่จริงไม่ใช่ปิดให้เป็นเมนูแบบเดิมที่เป็นลิสต์แบบ Office 2003 นะ แต่เป็นแบบซ่อนไว้ เมื่อคลิกเมนูหลักมันก็โผล่มา พอเลิกใช้ เข้าโหมดพิมพ์ธรรมดามันก็จะหายไปเอง เยี่ยม และถูกใจ

วิธีปิดเมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Office 2007

  1. คลิกที่มุมด้านบนตรง หลังเมนู shortcut
  2. ติ๊กเลือก Minimize the Ribbon อยู่ล่างสุดของลิตท์
  3. เสร็จแล้ว ดูรูปเข้าใจง่ายกว่าเยอะ
วิธีปิดเมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Word 2007

คราวนี้มาดูว่า ก่อนและหลังได้พื้นที่ทำงานคืนมาเยอะแค่ไหน

ก่อนปิดเมนูแบบ Ribbon

เมื่อปิดแล้วเป็นแบบนี้

หลังปิดเมนูแบบ Ribbon แล้ว

เป็นเกร็ดเล็กๆ ที่ใช้ได้กับโปรแกรมตัวอื่นๆที่อยู่ในชุด Microsoft Office 2007 ด้วยนะ

ดาวน์โหลด Windows 7 SP1 ได้แล้ว

Windows 7 Service Pack 1 หรือ Winsows 7 SP1 ถูกปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดกันแล้วครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011 ได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้ได้เปิดให้ทุกคนได้เข้าไปดาวน์โหลดได้แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นชุดอัพเดตใหญ่ ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเสถียรภาพ และความปลอดภัย

ดาวน์โหลด Windows 7 SP1

ขั้นตอนการดาวน์โหลด เปิดเข้าไปที่ลิงค์ดาวน์โหลด Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (KB976932) จะพบหน้าดาวน์โหลดดังภาพด้านบน ให้คลิกที่ Continue ซึ่งจะเป็นการทำ validate ก่อน เพื่อตรวจสอบว่าเป็น Windows ที่ใช้ถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยการติดตั้งโปรแกรม Genuine Check ลงที่เครื่อง เมื่อสั่งรันโปรแกรมนี้ จะสร้างโค้ดมาให้ เพื่อนำไปใส่ในช่องขั้นตอนที่สอง (ภาพล่าง)

Genuine Check

คลิก Validate แล้วหน้าเว็บนี้จะกลับไปที่หน้าแรกที่เปิดเข้ามา ตรงปุ่มที่เป็น Continue จะเปลี่ยน Download ดังรูปด้านล่าง

ดาวนโหลด Windows 7 SP1

กด Download ไฟล์ .iso ขนาด 1953.3 MB ได้เลย ตอนนี้ก็แล้วแต่ว่าเน็ตใครจะเร็วจะช้าแล้วล่ะครับ เมื่อได้ไฟล์นี้มาวิธีการติดตั้งค่อยพูดในครั้งหน้าแล้วกัน ตอนนี้ยังโหลดไม่เสร็จเลยเน็ตช้า

วีดีโอสอนการพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone 7

การพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone 7

ไปเจอวีดีโอชุดการพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone 7 น่าสนใจดีครับ มีโค้ดให้ดาวน์โหลดด้วย วีดีโอชุดนี้เป็นผลงานของคุณ Supapong NgonKham จาก ม.ขอนแก่น เห็นว่ามันดีมีประโยชน์เลยเอามาบอกต่อครับ ใครสนใจเข้าไปดูได้ที่ลิงค์ท้ายโพสครับ

มีหัวข้อแนะนำการพัฒนา Application บน Windows Phone 7 ดังนี้
  1. Introduction and Installation
  2. Getting Start Part 1
  3. Getting Start Part 2
  4. Application Bar
  5. Page Transition
  6. Navigation and Control
  7. Pivot Control Part 1
  8. Pivot Control Part 2

สนใจเข้าไปดูราละเอียดได้ที่ https://micthailand.net

ตอนนี้ใช้ Zune เป็นโปรแกรมฟังเพลงของเครื่องแล้วนะ

ได้ลองใช้โปรแกรม Zune ซึ่งเป็น media player และโปรแกรมเชื่อมกับ Zune เครื่องเล่นเพลงของ Microsoft เป็นเวลา 4 วัน ชอบ Interface ของมันมาก ซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นแบบ UI ของ Windows Phone 7 ออกแนวเหลี่ยมๆ ปุ่มใหญ่ มีวิ๊งๆ หวืบๆ สว่าง โล่งๆ

โดยปกติแล้วผมใช้ iTunes เป็นเครื่องเล่นเพลงหลักของเครื่อง เพราะชอบ Cover flow และความง่ายในการเลือกเพลง และการค้นหาเพลง และได้ใช้ iTunes U ในบ้างครั้ง และมันก็เชื่อมกับ Last.fm ด้วย

เมื่อหาโปรแกรมที่เป็น 64 bit มาลอง จึงโหลด Zune มาติดตั้งดูเพราะมีทั้ง 32-64 bit ผมเป็นพวกหลงไหลกับ การออกแบบ ดีไซด์สวยๆ จึงชอบมันต้ังแต่เปิดโปแกรม มาดูหน้าต่างๆของมันดีกว่า

หน้าเล่นเพลงจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ quickplay และ collection ข้างล่างเป็น UI ของ quickplay (คลิกภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

Zune

และหน้า collection ปุ่มควบคุมจะอยู่ขวาล่างในทุกๆหน้าที่เปิด ตรงกลางล่างจะบอกว่าเล่นเพลงอะไรอยู่ สีแดงจะเป็น visualizer เต้นตามจังหวะเพลง

หน้า collection

หน้า Music เลือกแสดงแบบ ARTIST, GENRES, ALBUMS, SONGS, PLAYLIST หน้าตาก็จะเปลี่ยนไปด้วย การแสดงชื่อเพลงภาษาอังกฤษสวยงาม ภาษาไทยไม่ค่อยสวย แต่ก็ไม่ถึงขั้นรับไม่ได้

เลือกเฉพาะศิลปิน

เมื่อเราเลือกเล่นเพลงเฉพาะศิลปินบางคนก็มีหน้าสวยงามแบบนี้ พื้นหลังเป็นปกของอัลบั๊มที่มีในเครื่อง

Video

หน้า collection ของ Video ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ผมยังคงจะใช้ VLC ดูหนังต่อไป

PICTURE

ส่วนของ Pictures ทำได้ดีโหลดภาพได้เร็ว เชื่อมกับ Windows Live Gallery จะแก้ไขรูป หรือแชร์ได้เลย

picture

ลองเปิดภาพดูแบบเต็มๆ

Podcast

ส่วนของ Podcast เราสามารถ subscript podcast ได้เหมือนกับ iTunes ที่เว็บหลักของ Zune มี Podcast ให้เลือกหลายอัน น่าสนใจเยอะ https://social.zune.net/podcasts/ แต่ตลิก subscript ที่หน้าเว็บไม่ได้นะ บอกว่ายังไม่มีบริการในบ้านเรา แต่วิธีการง่ายๆคือ เข้าไปที่ลิงค์ official website ของมันแล้วค่อยหา RSS ของ Podcast มา Subscript เอง ในรูปผมลอง Subscript มา 4 เว็บ โหลดมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ดู

Setting

หน้า setting เอามาให้ดู เฉพาะตรง Display ใช้ตั้ง background ภาพจางๆของพื้นหลังนั้นเอง

และอันสุดท้ายที่จะพูดถึงคือโปรแกรมเสริมที่จะทำให้ Zune เชื่อมกับ Last.fm มันคือ Zuse โหลดได้ที่นี้ https://bitbucket.org/wiz/zuse/downloads/ เมื่อโหลดมาแล้วให้ติดตั้งลงในโฟล์เดอร์เดียวกับ Zune ก็ใช้ได้แล้ว แต่ต้องมี Last.fm Scrobbler ด้วยนะ

สรุปว่าตอนนี้ใช้ Zune แทน iTunes ไปเลย เหตุผลง่ายๆคือชอบ User Interface ของมัน รอจนกว่าจะเบื่อค่อยว่ากันใหม่ครับ

ปล. ถ้ามี Zune ด้วยสักเครื่องน่าจะดี

บันทึกประสบการณ์การใช้ Windows 7 แบบ 64 bit

Windows 7 64 bit

ผมใช้ Windows 7 แบบ 64 bit ถ้านับวันนี้ด้วยก็ครบ 10 วันพอดี ตั้งแต่ใช้คอมมาไม่เคยลง 64 bit เหตุเพราะคอมที่ใช้ไม่มีเครื่องไหนเลยที่รองรับ 64 bit นี้จึงถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกกับ 64 bit ของผม จึงขอบันทึกไว้หน่อย เผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น และตนเองในอนาคต

  • คอมเป็น Core i3 2.53 GHz,Ram 4 GB
  • ใช้ Windows 7 Professional 64 bit License ของ MSDN
  • การติดตั้งไม่ต่างกับ 32 bit
  • Dell มีไดร์เวอร์รองรับทั้งหมด ในเว็บบอกเป็นของ Windows 7 64 bit แต่ตอนลง 32 bit ก็ใช้ตัวเดียวกัน เรื่องไดร์เวอร์ของเครื่องจึงหมดปัญหาไป
  • ที่โฟว์เดอร์เก็บโปรแกรม จะถูกแยกเป็นสองอันคือ Program files กับ Program files (x86) เข้าใจว่าระบบแยกโปรแกรมที่เป็น 64 bit กับ 32 bit มาให้ แต่ตอนติดตั้งโปรแกรมเราก็เลือกติดตั้งที่ไหนก็ได้เหมือนเดิม
  • ผมไม่รู้สึกถึงความเร็วว่าต่างจาก 32 bit อาจจะเพราะโปรแกรมที่ใช้ไม่ได้มีการประมวลหนักๆมากนัก ใช้งานทั่วไป เล่นเว็บ ดูหนัง ฟังเพลง และโปรแกรมแปลกๆนิดหน่อย
  • โปรแกรมที่เคยลงตอนเป็น 32 bit เกือบทุกตัว ลงใน 64 bitได้สบาย (ย้ำว่าไม่ทุกตัว ดังนั้นเราต้องทดสอบโปรแกรมที่จำเป็นดูก่อนว่าลงใน 64 bit ได้)
  • อันนี้เป็นข้อสังเกต โปรแกรมที่มีเวอร์ชั่น x64 จะติดตั้งเวอร์ชั่น 32 bit ใน Windows 7 64 bit ไม่ได้ ซึ่งความจริงน่าจะทำได้ เช่น iTunes
  • อุปกรณ์บางอย่างในห้องแล็บ ที่เคยใช้ได้ใน Windows 7 32 bit ไม่สามารถติดตั้งไดร์เวอร์ได้ ผมแก้ไขโดยการใช้ Windows XP Mode พบว่าทำงานได้ดี
  • เครื่องปรินซ์ ในห้องทำงานสั่งแชร์เครื่องปรินซ์ผ่าน Lan ไว้สองตัว เครื่องที่เป็นยี่ห้อ HP ใช้งานได้ แต่ยี่ห้อ Cannon ใช้ไม่ได้ เครื่อง Host เป็น XP mทั้งสองเครื่อง แต่ตอนใช้ Windows 7 32 bit ใช้ได้ทั้งคู่
  • เมื่อเปิด task manager ดูโปรแกรมที่รันอยู่ โปรแกรมไหนเป็น 32 bit จะมี *32 ต่อท้ายให้รกตา พบว่าเครื่องนี้โปรแกรมแบบ 64 bit ยังน้อย

เมื่อครั้งมีปัญหาการติดตั้งไดร์เวอร์ให้ไมโครคอนโทรเลอร์ตัวหนึ่ง ค้นไปเจอกระทู้ของฝรั่งคนหนึ่ง เขาตั้งกระทู้ว่า พบปัญหาการลงไดร์เวอร์ให้อุปกรณ์ใน Windows 7 64 bit(ปัญหาเดียวกับผม) ก่อนหน้านี้ใช้ได้ดีใน XP มีบางคนเข้ามาตอบว่า “ปัญหานี้แก้ง่าย ก็กลับไปใช้ Windows XP ก็สิ้นเรื่อง” ผมชอบการตอบของเจ้ากระทู้ที่บอกว่า “เมื่อเจอปัญหา ไม่แก้ แต่กลับบอกให้ถอยหลังไปใช้เทคโนโลยีที่ล้าหลัง(Win XP) แล้วเมื่อไหร่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้”

โดยรวมก็เจอทั้งปัญหาและทางออก แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกขั้นของการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ถ้าเราไม่ใช้ก็ยาก ที่จะมีการพัฒนาต่อไป

วิธีเปลี่ยนหมายเลขของ COM Port ใน Windows 7

คนเขียนโปรแกรม ให้อุปกรณ์อ่านข้อมูลจาก COM1 (Communications Port) ไล่เสียบช่อง USB ทุกช่อง เป็น COM3,4,5 เวรเลย แล้ว COM1 มันอยู่ไหนว่ะเนี้ย จำต้องถามผู้รู้(Google) ได้ความว่า จะโง่ไล่หาทำไม ในเมื่อมันเปลี่ยนหมายเลขได้ วิธีเปลี่ยน ทำได้ดังนี้

  1. เสียบอุปกรณ์ของเราเข้าไป
  2. เปิดดู Device Manager (คลิกขวา My Computer>>Properties>>เมนู Device Manager อยู่ซ้ายมือ)
  3. เลื่อนไปดูที่ Ports(COM & LPT) คลิกดูว่าเครื่องเราอยู่ COM Port ไหน
  4. คลิกขวาที่อุปกรณ์ของเรา เลือก Properties

    COM Port

  5. เลือกไปที่ Port Settings >>Advanced… >>Com Port Number อยากได้ COM ไหนก็เลือกเอา (เลือก in use ไม่ได้นะ ต้องถอดอุปกรณ์ที่รูนั้นออกก่อน) เลือกได้แล้วก็คลิก OK

    COM Port Setting

คิดว่าใน Vista และ XP ก็คงทำแบบเดียวกันนี้แหละ