เอาพื้นที่จาก Google Photos กลับมาใช้งาน

Google Photos ให้พื้นที่ในการเก็บภาพฟรีแบบ Unlimited ถ้าภาพขนาดไม่เกิน 16 megapixels (MP) สำหรับภาพนิ่งและ 1080p สำหรับวิดีโอ แต่ถ้าอัพโหลดภาพเกินกว่าข้อกำหนดดังกล่าวก็จะใช้พื้นที่ Google storage ของเรา

ก่อนที่ Google จะเปิดให้ผู้ใช้เก็บภาพแบบ Unlimited ผมได้อัพโหลดภาพไว้เยอะพอสมควร เลยอยากจะได้พื้นที่ส่วนนั้นกลับมา เพราะ 16 MP ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานแล้ว จะโหลดออกมาอัดเป็นอัลบั้มก็ยังคงคมชัดใช้ได้ แต่จะให้ตามไปเปลี่ยนภาพขนาด 21MP ให้เป็น 16MP ทุกภาพก็คงจะไม่ไหว เลยต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นเรื่อยมา วันนี้เลยเอาวิธีมาบอก

Google Photos ให้พื้นที่คืนกลับมาเยอะเลย

เมื่อวานค้นไปค้นมาไปเจอว่า Google photos มีเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถลดขนาดภาพในพื้นที่ของเราได้ โดยการเปลี่ยน(Converting) ภาพที่ขนาดใหญ่ของเราให้เป็นภาพ High quality ที่ 16 MP แล้วให้พื้นที่ส่วนนั้นกลับมาให้เราได้ใช้งาน แล้วทำง่ายมากแค่คลิกเดียว ขั้นตอนดังนี้ครับ

  1. เข้าไปที่ลิงค์ photos.google.com/settings
  2. คลิก RECOVER STORAGE

แล้วก็รอผล ใช้เวลาในการ converting ตามปริมาณภาพที่มีครับ

Reduce the size of your photos & videos

ขายภาพบน Shutterstock แล้วนะ

www-shutterstock-com

Portfolio: https://www.shutterstock.com/g/sarapuk?rid=3759287

ไม่ได้อัพเดตบล็อกมานานมาก นานจนเพื่อนบางคนคิดว่าเลิกเขียนไปแล้วแน่ๆ ช่วงเวลาที่หายไปมีหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะมาก มีทั้งดีและร้าย ดีใจมากและเสียใจมาก ปนๆกันไป ชีวิตมันก็คงเป็นแบบนี้แหละ

ขอเขียนตามหัวข้อด้านบนดีกว่าจะได้จะได้ไม่ออกนอกเรื่องมากเกินไป

เรื่องการขายภาพดิจิตอลผ่านทางเว็บไซต์นั้นพอจะรู้เรื่องนี้มานานแล้ว ดูจากที่ปีที่สมัครเป็นสมาชิกครั้งแรกใน iStockphoto.com ของตัวเองนั้นมันตั้งแต่ปี 2009 แล้ว ช่วงปีนั้น iStock น่าจะเป็นเจ้าตลาดอยู่ ตอนน้ันส่งรูปเข้าไปสอบแต่ไม่ผ่านเลยคิดว่าตัวเองน่าจะยังถ่ายรูปได้ห่วย เอากล้องของมหาลัยมาถ่ายด้วย เลยเลิกล้มความคิดไป เวลาผ่านไป 7 ปี (ใช้เวลาในการฝึกนานนะ) กว่าจะกลับมาสอบผ่านและขายได้

ส่วนของ Shutterstock.com ตัวเองเป็นสมาชิกเมื่อไม่นานมานี้ คือตอนปี 2015 คิดว่าตอนนี้เจ้านี้ น่าจะเป็นผู้นำในตลาดอยู่นะ อันนี้ดูมาจากสัดส่วนรายได้ของช่างภาพที่อัพโหลดขายหลายที่ แล้วเขาได้รับรายได้จาก Shutterstock เยอะที่สุด ยังมีอีกหลายเจ้าที่เขานิยม เช่น Fotolia, Depositphotos, Dreamstime, 123rf, 500px etc. แต่ก็เลือกอันที่น่าจะทำรายได้ได้เยอะสุดก่อน

แล้วทำไมกลับมาสนใจถ่ายภาพขายอีกครั้งหลังจากทิ้งความสนใจนี้ไปนานมากแล้ว ก็ต้องตอบว่าตอนนี้อยู่ยุโรป ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ต่างๆเยอะ เราก็ถ่ายรูปมานานแล้วทั้งถ่ายเล่น ถ่ายจริงจัง มันก็ควรจะมีประสบการณ์มากขึ้นบ้าง หลังจากไปเที่ยวกลับมานำรูปไปแชร์ในที่ต่างๆ เช่น Facebook หรือแม้แต่ใน 500px ก็มีติด Popular กับเขาอยู่บ้าง เพื่อนฝรั่งก็บอกว่ารูปที่คุณถ่ายคุณภาพใช้ได้เลยนะ ไม่ลองขายมันเลยล่ะ จึงได้กลับมาลองส่งภาพไปสอบอีกรอบ ปรากฏว่าผ่าน สามารถขายใน Shutterstock ได้ แล้วก็ทยอยอัพโหลดรูปที่มีในเครื่องให้เขาตรวจสอบ ก็มีทั้งผ่านและไม่ผ่าน เดี๋ยวเล่าต่อว่าหลังจากส่งไปแล้ว อันที่ผ่านก็โอเคไป ส่วนอันที่ไม่ผ่านมีอะไรบ้าง

หลังจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั่งขุดรูปที่ยังเหลืออยู่ในคอมมาปรับและส่งไปตรวจ ได้ไปราวๆร้อยกว่ารูป สรุปว่าผ่านประมาณ  70% ของรูปทั้งหมดที่ส่ง ส่วนที่ไม่ผ่านมีปัญหา เรียงจากที่เจอบ่อยสุดไปน้อยสุดได้ดังนี้

Kyoto มองชัดแต่ขยาย 100% ระยะไกลจะหลุดโฟกัส

Focus, ถูก rejected ไปราว 10% เป็นภาพชุดของการถ่าย Cityscape ตอนถ่ายไม่ได้คำนึงถึงความชัดมากนัก ภาพที่ได้จากรูรับแสง f5.6 นี้คือหมดสิทธิเลย f8 ผ่านบ้าง ตอนถ่ายเราคิดว่ามันน่าจะชัดตลอดแนวแล้ว แต่ภาพเมื่อดูแบบ 100% กับมีเบลอเล็กน้อยที่ไกลๆ แต่มีคนแนะนำว่าให้เพิ่ม Sharpen ให้ภาพและลดขนาดของภาพลง แล้วลองส่งใหม่ ลองทำดูราว 10 ภาพเมื่อวาน ปรากฏว่าผ่านครับ คิดว่าภาพในชุดนี้น่าจะเอามาแก้ไขใหม่แล้วลองส่งใหม่อีกที อีกอย่างถ้าใช้ขาตั้งกล้องน่าจะช่วยได้เยอะให้ภาพไม่สั่นไหว แล้วเกิดอาการเบลอในระยะไกล หรือใช้ shutter speed สูงขึ้นหน่อย

ในพื้นที่บางแห่งต้องมีเอกสารประกอบ

-Propety Release, ถูก rejected ไปราว 5% เป็นชุดภาพที่ไปถ่ายในวัง Kyoto imperial palace โดนทั้งชุด อันนี้ไม่รู้จะแก้ไขยังไง ครั้งหน้าต้องดูให้ดีว่าถ้าเป็นพื้นที่เฉพาะ หรืออาจจะต้องเขียนคำอธิบายให้ดีกว่านี้ แต่บางคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็น Editorial อาจจะผ่านได้ เลยจะลองส่งใหม่ดูอีกที

ภาพที่โดน rejeted จากปัญหาเรื่องแสง

-Poor lighting, ถูก rejected ไปราว 5% เป็นภาพชุดของ Golden temple โดนทั้งชุดเหมือนกัน ต้องบอกว่าถ่ายมาไม่ดีเอง เพราะตอนนั้นวัดซึ่งเป็นสีทองอยู่แล้ว โดนแสงจากพระอาทิตย์ช่วงราวๆบ่าย 3-4 ยิงใส่ตรงๆเลย สะท้อนเข้ากล้องพอดีถ้าวัดแสงที่บรรยากาศรอบๆ พอถ่ายออกมาจะทำให้ตัวปราสาทแสงหลุดไปเลย แต่ถ้าวัดแสงที่ตัวปราสาทบรรยากาศรอบๆก็มืดจมดินเลย ห่างกันราว 3-4 stop เลย ตอนนั้นถ้าหยิบตัว CPL ขึ้นมาใส่อาจจะช่วยลดแสงสะท้อนได้บ้าง หรือไม่ก็เลี่ยงสถานการณ์อะไรแบบนี้

อันนี้ composition ไม่ผ่าน

-Composition, ถูก rejected ไปราว 5% เหมือนกับปัญหาที่แล้ว อันนี้บางทีเรามองว่าเราจัดดีแล้ว คิดถึงกฏต่างๆดีแล้ว แต่บางทีก็ไม่พอ ต้องจัดมุมมอง และซ้อมให้เยอะขึ้น

ภาพ Cityscape ต้องระวังเรื่องโลโก้ Trademark

-Trademark, ถูก rejected ไปราว 3% ตอนถ่าย City view ต้องเช็คให้ดีว่ามีโลโก้บริษัทอะไรโผล่มาหรือไม่ ถ้ามีควรรีทัชออกก่อน แต่เอาให้เนียนๆนะ

Noise เยอะถ้าดูที่ส่วนของเงามืด

-Noise, มีหลุดไปบ้าง ต้องพยายามเช็คให้ละเอียด และใช้ noise reduction นิดหน่อยได้ หรือไม่ก็ย่อรูปลงแล้วส่งใหม่ ตามคำแนะนำของคนที่มีประสบการณ์บอก หรือแนะนำให้ซื้อกล้องใหม่ระดับ Full fram หรือพวก High end จะจัดการสัญญาณรบกวนได้ดีมาก ถ้าอยากแก้เบื้องต้นใช้ iso ต่ำสุดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาพที่ถ่ายจาก Canon 600D iso เกิน 400 คือแย่มาก (อยากได้กล้องใหม่)

สรุปว่า หลังจากส่งภาพไป ทำให้เราได้ feedback กลับมา ทำให้รู้ว่าภาพแบบไหนที่จะผ่านหรือไม่ผ่านมากขึ้น และนำมาคิดก่อนตั้งแต่จะกดชัตเตอร์ สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำมากขึ้น คิดว่าในการออกไปถ่ายรูปในครั้งต่อไปน่าจะทำให้ถ่ายอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น และรู้ว่าควรถ่ายยังไงบ้าง เช่น ควรเลี่ยงคนที่เข้ามาในภาพ ตรวจสอบแสงให้ดี ตรวจดูความคมชัด ดูการจัดองค์ประกอบ ฯลฯ น่าจะถ่ายรูปแบบคำนึงภาพหลัง Process มากขึ้น

ตามไปดู Portfolio: https://www.shutterstock.com/g/sarapuk

อยากขายเองบ้าง: https://submit.shutterstock.com

วิธีแสดงภาพขนาดใหญ่ด้วย Google Maps Viewer

ถ้าหากต้องการแสดงภาพที่มีขนาดใหญ่มากๆ อย่างเช่น ภาพพาราโนมา ภาพแผนที่ขนาดใหญ่ สไลด์ชิ้นเนื้อที่ถ่ายแบบทั้งสไลด์ เป็นต้น ต้องการแสดงผลแบบที่เห็นภาพโดยรวมของภาพทั้งหมดก่อน และเมื่ออยากดูรายละเอียดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถซูมเข้าไปดูได้ พูดง่ายๆคือแสดงเหมือนแผนที่ใน Google Maps เมื่อเลือกตำแหน่งที่สนใจได้แล้ว ก็สามารถซูมเข้าไปดูใกล้ๆได้ เพื่อดูรายละเอียดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในความเป็นจริงถ้าเราแสดงภาพที่มีความละเอียดสูงตั้งแต่แรกจะทำให้การโหลดข้อมูลทำได้ช้ามากเพราะภาพจะมีขนาดใหญ่ วิธีดังกล่าวนี้จะเลือกโหลดภาพเฉพาะส่วนที่จำเป็นมาแสดงทำให้การแสดงผลทำได้ราบรื่นกว่ามาก เช่น ถ้าหากต้องการดูพื้นที่โดยรวมทั้งหมดก็จะโหลดภาพที่มีความละเอียดต่ำมาแสดงผล ถ้าต้องการดูส่วนที่ละเอียดมากขึ้นเมื่อกดซูมระบบจะดึงภาพที่มีความละเอียดสูงกว่ามาแสดงเฉพาะส่วนตรงจุดที่เราสนใจ เมื่อเราคลิกเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อยๆก็จะโหลดภาพส่วนนั้นเพิ่มเข้ามาแสดงผล

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ Google Maps Viewer มาใช้งาน มีหลากหลายเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น https://www.pathobin.com

ขั้นตอนการใช้ Google Maps Viewer แสดงภาพขนาดใหญ่

  1. ดาวน์โหลดโปรแกรม GMap Image Cutter  ลงไว้ในเครื่อง แตกไฟล์ที่อยู่ใน zip ออกมา
  2. เปิดโปรแกรมที่ชื่อ GMapImageCutter.jar ขึ้นมา ในเครื่องจะต้องมี Java ติดตั้งไว้ด้วย ถ้าไม่มีดาวน์โหลดและติดตั้งได้ที่ https://java.com/en/download/index.jsp
  3. คลิกเลือก File → Open เลือกไฟล์ภาพที่ต้องการนำมาแสดงด้วย Google Maps Viewer ในส่วนของ Max Zoom Level ควรตั้งไว้ตามค่าเดิม แต่ถ้าต้องการเพิ่มให้ซูมได้มากยิ่งขึ้นสามารถปรับเพิ่มได้ แต่ก็จะทำให้ต้องใช้เวลาในการสร้างไฟล์นานยิ่งขึ้น จากนั้นคลิกปุ่ม Create

    Gmap cutter

  4. เมื่อโปรแกรมสร้างไฟล์เสร็จแล้ว จะได้ไฟล์ HTML และโฟลเดอร์ที่เก็บภาพที่โปรแกรมสร้างขึ้นมาใหม่จำนวนจะมากน้อยตามความละเอียดที่ตั้งไว้ สามารถแสดงผลได้ทันทีโดยการคลิกเปิดไฟล์ HTML ด้วยบราวเซอร์ท่องเว็บไซต์ทั้วไป เช่น Internet Explorer, Google chrome, Safari เป็นต้น สามารถดูในแบบ Offline ได้ทันที

    ภาพที่พร้อมใช้งาน

  5. ถ้าต้องการนำภาพดังกล่าวไปแสดงบนเว็บไซต์สามารถทำได้โดยการอัพโหลดไฟล์ HTML และโฟลเดอร์ภาพขึ้นไปไว้บนเซิร์ฟเวอร์จากนั้นเรียกการแสดงผลโดยการใช้โค้ด

ยกตัวอย่างโค้ด

<iframe src="panorama.html" width="800" height="600" frameborder="0" marginwidth="0" marginheight="0" scrolling="no">
 </iframe>

หรืออัพโหลดขึ้น Dropbox ซึ่งสามารถแสดงไฟล์ที่เป็น HTML ได้เลยเช่นกัน ต้องใส่ไว้ใน public folder ยกตัวอย่าง https://dl.dropboxusercontent.com/u/1622318/Tissue-section.html

ข้อมูลจาก https://www.labnol.org

วิธีลดขนาดไฟล์ PDF ใน OSX และวิธีปรับแต่ง(Reduce File Size) ให้เหมาะสม

เวลาเราแปลงภาพเป็น PDF หรือ แปลงไฟล์จากเครื่องแสกนเป็น PDF สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือไฟล์ PDF ที่ได้มันมีขนาดไฟล์ใหญ่มาก ทั้งๆที่มีเพียงไม่กี่หน้า มีปัญหาเวลาจะต้องส่งอีเมลอยู่บ่อยครั้ง ใน OSX สามารถใช้โปรแกรม Preview ย่อขนาดไฟล์ PDF ลงได้

วิธีลดขนาดไฟล์ PDF ใน OSX ด้วยโปรแกรม Previes 

  1. เปิดไฟล์ PDF ตัวนั้นด้วยโปรแกรม Preview ขึ้นมา
  2. คลิกเลือกที่เมนู File>>Save As…
  3. เลือกตำแหน่งที่เก็บไฟล์ เลือก Format เป็น PDF และเลือก Quartz Filters เป็น Reduce File Size

    Reduce file size

  4. กด Save

ปัญหาที่เกิดขึ้น 

Size after reduce

มันย่อไฟล์ขนาด 25.8 MB ให้เหลือแค่ 82 KB ย่อลงได้เยอะมากก็จริง แต่เมื่อดูเนื้อไฟล์แล้วมันแย่มาก(ดูภาพด้านบน) ถ้าเป็นไฟล์ PDF ที่เป็น text ค่อนข้างใช้ได้เลย แต่อันนี้เป็นภาพที่แสกนเข้ามาทำให้การเลือก Reduce File Size ที่เป็นค่า Default ของเครื่องทำให้ได้ไฟล์ที่แย่มาก

วิธีแก้ไขก็คือตั้งค่าการบีบอัดข้อมูลของ Reduce File Size ใหม่ ไม่ให้บีบอัดมากจนเกินไป ให้ย่อขนาดลงมากที่สุดแต่ก็ยังสามารถอ่านเนื้อหาได้อย่างชัดเจน

วิธีปรับแต่งตัวลดขนาดไฟล์ PDF (Reduce File Size)ใน OSX 

  1. เปิดเข้าไปที่ Finder เลือก Go to Folder…
    ใส่ค่านี้เข้าไป /System/Library/Filters คลิก Go
    นั้นคือเราจะเข้าไปที่โฟล์เดอร์ที่เก็บไฟล์การตั้งค่าการบีบอัดไว้เพื่อเข้าไปแก้ไข

    Go to Folder

  2. เราจะเห็นไฟล์ที่เป็น qfilter อยู่หลายอัน ให้ Copy ไฟล์ที่ชื่อ Reduce File Size.qfilter ออกมา วางไว้ที่ไหนก็ได้(แนะนำ Desktop) แล้วแก้ไขไฟล์นี้ใหม่ด้วยโปรแกรม TextEdit <–ใช้โปรแกรมนี้เปิด
  3. จุดสนใจที่ควรแก้ไขคือ
    <key>ImageSizeMax</key>
    <integer>512</integer> (ขนาดที่ผมใช้คือ 1684 ประมาณ 144dpi ใน A4)<key>ImageSizeMin</key>
    <integer>128</integer> (ขนาดที่ผมใช้ คือ 842 ประมาณ 72dpi ใน A4)

    <key>Name</key>
    <string>Reduce File Size</string> (ควรแก้ชื่อให้ต่างจากเดิมจะได้เลือกได้ถูก เปลี่ยนเป็น Reduce File Size 2 )

  4. กด save จากนั้นเปลี่ยนชื่อไฟล์ใหม่ เมื่อเอากลับไปวางที่เดิมจะได้ไม่ทับของเดิม เปลี่ยนเป็น Reduce File Size 2.qfilter
  5. Copy ไฟล์ที่แก้ไขแล้วไปวางไว้ที่เดิม /System/Library/Filters

ทดลองลดขนาดไฟล์ PDF ด้วย Filter ตัวใหม่ที่เราสร้างขึ้นมา จะเห็นได้ว่าตัว Filter ใหม่ที่เราสร้างจะเพิ่มเข้ามาอยู่ในลิสต์ที่สามารถเลือกได้แล้ว

Filter ที่ได้สร้างใหม่

เลือก Reduce File Size 2 แล้วกด Save จากนั้นตรวจดูคุณภาพของไฟล์ที่ได้อีกที

ขนาดไฟล์ลดลงเหลือ 4 MB คุณภาพในขณะยังอ่านตัวหนังสือชัดเจนอยู่

หากคิดว่าอยากย่อให้ได้มากกว่านี้ ก็แก้ไขค่า ImageSizeMax และ ImageSizeMin ลงอีกได้ตามความเหมาะสม

บล็อกตอนนี้น่าจะมีประโยชน์กับผู้ที่ต้องการย่อ PDF ให้มีขนาดเล็กแต่ไม่อยากให้คุณภาพของไฟล์เสียไปมากเกินไปนัก ลองเอาไปปรับใช้กับการทำงานของตัวเองให้เหมาะสมครับ

ข้อมูล https://hints.macworld.com

DMesh โปรแกรมเปลี่ยนภาพธรรมดาให้เป็นงานศิลป์สุดล้ำ

DMesh

DMesh เป็นโปรแกรมเปลี่ยนภาพธรรมดาให้อยู่ในรูปแบบภาพสามเหลี่ยมประกอบกัน ผลลัพท์ที่ได้น่าทึ่งมาก ลองเล่นโปรแกรมนี้เมื่อวานรู้สึกชอบมากเลย เป็นโปรแกรมขนาดเล็ก 1 MB เท่านั้นแต่ภาพเวกเตอร์สามเหลี่ยมที่มันสร้างขึ้นมาจากภาพธรรมดา ดูสร้างสรรค์และเท่มาก

วิธีใช้ เพียงแค่เลือกภาพเข้ามา แล้วโปรแกรม DMesh จะคำนวณแล้วสร้างภาพให้ เราสามารถปรับแต่ภาพได้นิดหน่อย รุ่นที่เล่นอยู่เป็นแบบฟรี ถ้าเป็นรุ่น Pro แบบจ่ายตังค์จะตกแต่งจุดและสีได้มากกว่า แต่รุ่นฟรีที่ลองเล่นก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เมื่อเราตกแต่งภาพต่างๆจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ส่งภาพออกไปเป็นภาพแบบ Bitmap, Vector หรือ OBJ ได้เลยทันที ดูตัวอย่างได้ที่ด้านล่างนี้เลยครับ

จุดที่ควรใส่ใจเมื่อต้องการให้ภาพออกมาดี คือ ขนาดของภาพที่เหมาะสม และสีสันของภาพต้นแบบ

ภาพที่ 1

Before: 1 ที่มา: https://goo.gl/UzwcJ
After: 1

ภาพที่ 2

Before 2: https://goo.gl/OAZqK
After: 2

ภาพที่ 3

Before: 3 ที่มา: https://goo.gl/vJeCw
After: 3

ดาวน์โหลด DMesh ฟรี ได้ที่ https://itunes.apple.com/us/app/dmesh/id480992638?mt=12

รองรับ : OS X 10.6.6 ขึ้นไป

ขนาด: 1 MB

ลองดูตัวอย่างอื่นๆที่ผมลองเล่นดูครับ

เริ่มต้นทำบล็อก และหารายได้จากบล็อก-The Smashing Cartoons

How To Start a Blog and Make Money by Fleaty

ภาพด้านบนเป็นผลงานของ Fleaty จาก The Smashing Cartoons อ่านแล้วมันทั้งโดน ทั้งฮา เรียกได้ว่า เสนอความจริงปนฮาได้น่ารักยิ่งนัก อันที่จริงดูที่การ์ตูนก็จะเข้าใจแล้ว แต่จะขออธิบายเสริมนิดหน่อย

ขั้นตอนการเริ่มต้นทำบล็อก และหารายได้จากบล็อก

Step 1: ออกแบบรูปร่างหน้าตาของบล็อกให้มันเจ๋งๆไปเลย

Step 2: อย่าลืมดึงมาตรฐานของเว็บอย่าง HTML5 และ CSS3 มาใช้

Step 3: เติมเอฟเฟ็ค วิ้งๆ ให้บล็อก ด้วย JQuery

Step 4: ชวนคนเจ๋งๆ มาช่วยเขียนเนื้อหาให้บล็อก

Step 5: ทำงานให้หนักเพื่อผลิตเนื้อหาที่ดี มีคุณภาพ

Step 6: (ขายโฆษณาบนบล็อก) ทำเงินไม่ได้ กลับไปหารายได้จากงานประจำอันเดิมของคุณซะ (ฮา)

ถ้าเราจะเอาฮาในการ์ตูนนี้มันก็ฮาดี แต่ขั้นตอนต่างๆที่เขาเขียนขึ้นนั้น คิดว่ามันใช้ได้จริง ขั้นตอนทำบล็อกมันก็มีเท่านี้เอง ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ 4, 5 นั้นคือ เนื้อหา เรื่องอื่นๆเป็นเรื่องรอง และตัวที่อยากเพิ่มเข้ามาคือ เวลา อาจจะต้องเริ่มจากทำงานประจำก่อน แล้วให้เวลากับการทำบล็อกบ้าง ผลิตเนื้อหาที่ดีมีคุณภาพ เมื่อถึงเวลามันจะตอบแทนกลับมาเอง ยิ่งถ้าคุณคิดจะทำให้เป็นรายได้หลัก อาจจะต้องลงแรงกาย แรงใจ แรงความคิด ให้มากยิ่งขึ้นอีก แม้บล็อกนี้เอง คนจะเข้าไม่ได้มากมายอะไร ส่วนตัวคิดว่ามัน ประสบความสำเร็จ ในตัวของมันแล้วล่ะ เพราะว่า มีคนอ่านสาส์นที่เราเขียน

The Smashing Cartoons เพิ่งจะเปิดตัวมาไม่นาน ประมาณปลายเดือนมกราคม ปีนี้เอง ล่าสุดก็ตอนที่ 42 ลองไปอ่านดู ถ้าคุณเป็นคนสนใจเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต งานออกแบบ จะฮาท้องแข็งกันเลยทีเดียว

MyPaint โปรแกรมฟรี สำหรับวาดการ์ตูนดิจิตอล

Mypaint

MyPaint เป็นโปรแกรมโอเพนซอร์ส งานทางด้านกราฟิกทำภาพวาดดิจิตอล (Digital painters) ที่เร็ว และง่ายต่อการใช้งาน รองรับทั้ง Windows, Linux, Mac  ตัวติดตั้งโปรแกรมขนาดแค่ 8.6 MB ตัวโปรแกรมเบามาก รองรับการทำงานหลายเลเยอร์ เปิดโปรแกรมมาโล่งมาก มีพื้นที่ทำงานเยอะ เน้นวาดล้วนๆ หน้าจอเริ่มต้นโปรแกรมเปิดมามีกล่องเลือกสี กับกล่องเลือกแปรง เมนูด้านบนก็เล็กๆ ที่เหลือเป็นพื้นที่ไว้เขียน รองรับแรงกดของปากกา tablet

ด้วยรวมแล้วถูกใจมากเลย

หน้าเริ่มต้น MyPaint

ข้อดีอีกอย่างคือมีแปรงให้โหลดเพิ่มเติมอีกด้วย(Brush Packages) เมื่อทำงานเสร็จ save งานออกมาเป็นนามสกุล PNG, JPG, ORA ไฟล์นามสกุล ORA (OpenRaster File Format)ซึ่งเอาไปแก้ไขต่อได้ใน GIMP แต่ต้องลง Plugin เพิ่ม ดาวน์โหลดที่ https://registry.gimp.org

ดาวน์โหลดและรายละเอียด MyPaint https://mypaint.intilinux.com

via: https://www.howtogeek.com

เปรียบเทียบ Canon EOS 550D กับ Sony Alpha DSLR-A580

Compare the Canon EOS 550D vs Sony Alpha DSLR-A580

วันนี้พี่สาวบอกว่ากำลังดูกล้อง DSLR ตัวหนึ่งไว้ คือ Sony Alpha DSLR-A580 ส่วนตัวไม่ได้เป็นเซียนกล้องแต่อย่างใด แต่พอรู้เรื่องกล้องบ้าง เคยเล่นกล้อง SLR ตั้งแต่รุ่นฟิล์ม ไม่มีกล้อง SLR เป็นของตัวเองนะ แต่เล่นของรุ่นพี่มาตลอด รู้หลักการบ้าง เข้าอบรมบ้าง เคยจับ Nikon กับ Canon ตัวที่เล่นจนชินมือปัจจุบันเป็นกล้อง Canon EOS 450D ดังนั้นพอได้ยินกล้อง DSLR ของ Sony จึงฟังขัดๆหู ไม่ค่อยคุ้น ส่วนใหญ่ได้ยินแต่ Nikon กับ Canon เลยลองค้นดูสเปค พร้อมราคา ของมัน Body รวมเลนส์ ของ Sony Alpha DSLR-A58o ราคาอยู่ราว 3 หมื่นต้นๆ เมื่อเห็นสเปคของเจ้า A580 ทันใดนั้นในหัวคิดถึง Canon EOS 550D ขึ้นมาทันที

จากนั้นผมก็ลองค้นดูเว็บไซต์ เจอหลายเว็บที่มีเปรียบเทียบกัน แต่มีเว็บหนึ่งที่ผมว่ามันเจ๋งมาก นั้นคือ snapsort.com เลือกดูการเปรียบเทียบได้ 3 แบบ คือ High level, Specifications, Score ส่วนที่ชอบที่สุด คือเมนู High level มันบอกว่า กล้องแต่ละตัวมันดีกว่าอีกตัว ตรงจุดไหนบ้าง เหมือนกันตรงไหน และส่วนหนึ่งที่เว็บทั่วไปที่เอาสเปคมาเปรียบเทียบมักไม่มี คือจำนวน lenses available ซึ่งผมว่ามันมีประโยชน์มาก

ประเด็นของโพสนี้จึงไม่ใช้การเปรียบเทียบระหว่าง Canon EOS 550D กับ Sony Alpha DSLR-A580 แต่เป็นเว็บ snapsort ที่ทำการเปรียบเทียบกล้องแต่ละตัวได้ดี ใครจะเปรียบเทียบรุ่นไหน ยี่ห้ออะไรใส่ชื่อเข้าไปได้เลย ดูการเปรียบเทียบเต็มๆ ระหว่าง Canon EOS 550D กับ Sony Alpha DSLR-A580

แต่ถ้าจะให้เลือกจริงๆ ระหว่าง Canon EOS 550D กับ Sony Alpha DSLR-A580 ผมก็เลือก Canon EOS 550D เหตุผลเพราะ เมนู ตำแหน่งปุ่มต่างๆ เราคุ้นกับ Canon มากกว่า ราคาถูกกว่าในคุณภาพใกล้เคียง น่าจะหาเลนส์อื่นเพิ่มได้ง่ายกว่า

กำหนดวันงาน Google I/O 2010

Google I/O 2010

Google I/O เป็นงานที่ Google นำนักพัฒนากว่าพันคนมาแสดงเทคนิคขั้นสูงในการพัฒนา content ใหม่ๆ โดยเน้นไปที่การพัฒนาเว็บแอบพิเคชั่น และผลักดันขีดจำกัดของผลิตภัณฑ์ของ Google  , งานในปี 2009 ได้เปิดตัว  Google Wave ซึ่งผลิตฑ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ในปี 2010 จะจัดงานในวันที่ 18-19 พฤษภาคม 2010 ที่  Moscone Center, San Francisco จะเปิดให้ลงทะเบียนในเดือนมกราคม 2010 ติดตามได้ที่ https://code.Google.com/events/io/ ในครั้งที่แล้วคนที่ลงทะเบียนไปจะได้รับ HTC Magic มาฟรี ไม่รู้ว่าปีนี้จะแจกอะไรหรือปล่าวนะ

Highlights งานครั้งที่แล้ว