เปิดการทำงาน Find My Mac และทดลองใช้งาน

ฟีเจอร์ตัวหนึ่งที่มาพร้อมกับ OSX Lion 10.7.2 คือ iCloud ซึ่งเป็นบริการเก็บข้อมูลไว้บนคอมพิวเตอร์กลุ่มเมฆ ลองดูวิธีการเปิดการใช้งานที่บล็อกอันเก่าที่ วิธีติดตั้ง iCloud ในเครื่อง Mac และ Windows หนึ่งในนั้นจะมี Find My Mac ที่จะช่วยให้เราติดตามตัวเครื่อง Mac ของเราได้ เมื่อโดนขโมย เหมือนกับ Find My iPhone นั้นเอง และสามารถควบคุมเครื่องในระยะไกลผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้เล็กน้อย ได้แก่ ส่งข้อความไปที่เครือง สั่งล็อกเครื่อง หรือลบข้อมูลในเครื่อง Mac ของเรา ในกรณีที่คุณอาจมีข้อมูลลับที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นก็ทำได้

เครื่องของผมหลังจากได้อัพเดตเครื่องให้เป็น 10.7.2 จะมีฟีเจอร์ iCloud เพิ่มเข้ามาแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดการทำงาน Find My Mac ได้ ทิ้งปัญหานี้ไว้นานแล้ว เมื่อวานเลยนั่งดูว่าจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง จึงเกิดโพสนี้ขึ้นมา

เปิดการทำงานของ Find My Mac ไม่ได้

มันฟ้องให้อัพเดต Recovery system ตลอดเรา แม้ว่าเราจะสั่งอัพเดตไปแล้วก็เป็นเหมือนเดิม จึงลองค้นดูว่ามีคนเจอปัญหาในลักษณะนี้บ้างหรือไม่ พบว่ามีคนเจอปัญหาแบบนี้เยอะพอสมควร เลยลองเลือกทำตามขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาของหลายๆเว็บพบว่า ที่นีให้รายละเอียดค่อนข้างดี https://www.macosliontips.com ทำตามแล้วมันสามารถแก้ไขปัญหาของเราได้เลยเอามาเล่าต่อ

วิธีแก้ไขปัญหาเปิดการทำงาน Find My Mac ไม่ได้

จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาหลายวิธี บางคนแก้ไขได้ตั้งแต่วิธีแรก ลองทำตามไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าทั้งหมดนี้แก้ไขไม่ได้ ต้อง install OSX Lion ใหม่เลยแบบ Clean install ซึ่งเป็นอะไรที่ขี้เกียจมาก โชคดีของผมแก้ไขได้ในวิธีที่ 3

วิธีที่ 1 Enable Location Services

ให้เปิดใช้งาน Location Services ซึ่ง Find My Mac ต้องการใช้งานเพื่อระบุตำแหน่งของเครื่อง วิธีเปิดใช้งาน เข้าไปที่ System Preferences เลือก Security & Privacy ดูว่าที่ Enable Location Services ถูกติ๊กหรือไม่ ถ้ายังให้ติ๊กเลือกเพื่อเปิดการทำงาน แล้วลองกลับไป iCloud setting อีกครั้งเพื่อดูว่าสามารถเปิดการทำงานของ Find My Mac ได้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้ต้องดูวิธีแก้ไขตัวต่อไป

Enable Location Services

วิธีที่ 2 Reinstall Lion Recovery Update

บางทีการเชื่อมต่อกับ server ตัวอัพเดตอาจจะมีปัญหา ดังนั้นลองดาวน์โหลด ตัว Recovery System มาติดตั้งเอง  https://support.apple.com/kb/DL1464 เมื่อติดตั้งเสร็จ restart รอบหนึ่งแล้ว เข้าไปดูว่าเปิดการทำงานของ Find My Mac ได้หรือยัง ถ้ายังดูขั้นตอนต่อไป

วิธีที่ 3 Repair Disk and Reinstall Client Combo Update

วิธีสุดท้ายนี้ค่อนข้างยากขึ้นนิดหนึ่ง นั้นคือสั่ง repair disk และลงตัวอัพเดต OSX Lion 10.7.2 ใหม่ แบบ Client Combo

  1. สั่ง Verify Disk โดยเข้าไปที่ Disk Utility (/Applications/Utilities) คลิกที่ฮาร์ตดิสที่ติดตั้ง OSX อยู่ แล้วคลิก Verify Disk อาจเจอข้อความ error ขึ้นมา

    สั่งให้ทำการ verify disk

  2. restart เครื่อง แล้วกดปุ่ม alt/option ค้างไว้ เลือกบูธใน recovery disk
    บูธเข้า Recovery HD

    จากนั้นเมื่อมี Mac OS X Utilities ปรากฏขึ้นมาให้เลือก Disk Utility

    เลือก Disk Utilites

    เลือก Disk ที่ลง OSX แล้วกด Repair Disk

    กด Repair Disk

    เมื่อ repair เสร็จแล้ว ให้รีบูตอีกครั้ง

  3. โหลดตัว OS X Lion Update 10.7.2 Client Combo มา https://support.apple.com/kb/DL1459 แล้วกดติดตั้ง เสร็จแล้ว restart อีกครั้ง
  4. เข้าไปดูที่ iCloud setting พบว่าตอนนี้สามารถ เปิดการทำงานของ Find My Mac ได้แล้ว(เย้ เย้)
    เปิดการทำงาน Find My Mac

    ขั้นตอนการแก้ไขในกรณีที่เปิดการทำงาน Find My Mac ไม่ได้ จบลงด้วยดี ถ้าใครที่ทำแล้วยังไม่สามารถเปิดการทำงานได้ อยากให้ลองรีสตาร์ทเครื่องอีกสักรอบสองรอบ ถ้ายังไม่ได้ทางสุดท้ายคือลง OSX Lion ใหม่แบบ clean install

ทดสอบการใช้งาน Find My Mac

หลังจากเปิดใช้งานแล้ว มาทดสอบดูสักเล็กน้อยในการใช้งาน Find My Mac

  1. เข้าไปที่ iCloud.com ล็อกอินด้วย Apple ID
  2. เข้าไปที่ Find My iPhone (ไม่ต้องงงครับมันอยู่ที่หน้าเดียวกัน)

    iCloud.com

  3. จะเห็นว่าเครื่องของเราตอนนี้อยู่ที่ไหน

    ตำแหน่งของเครื่องปัจจุบัน

  4. นอกจากนั้นเรายังสามารถทำการควบคุมเครื่องจากระยะไกลได้ดังนี้ครับ
    คำสั่งต่างๆที่ทำได้

    ส่งข้อความไปที่เครื่องพร้อมเสียงเตือน ล็อกเครื่อง ลบข้อมูล(ต้องสั่งล็อกเครื่องก่อน) เตือนให้ส่งอีเมลหาเราเมื่อตรวจพบเครื่อง

    หน้าสั่งล็อกเครื่อง

  5.  ทดลองส่ง ข้อความดูครับ
    ลองเขียนข้อความ แล้วกดส่งดู

    เมื่อมันเข้ามาที่เครื่องจะมีข้อความที่เราเขียนและมีเสียงเตือนขึ้นดังขึ้น(เสียงน่ารำคาญมาก) ทดลองใช้ภาษาไทยแล้ว ทำงานได้ปกติดีครับ

    ข้อความที่ส่งเข้าเครื่อง

พอเปิดใช้งาน Find My Mac ได้แล้ว หวังอย่างยิ่งว่าจะไม่ได้ใช้งานมันจริงๆนะ(ไม่อยากทำเครื่องหาย) แต่อย่างไรก็ตามมีไว้ก็เป็นเรื่องดี ถ้าหายจริงๆก็ยังพอมีเครื่องมือช่วยติดตาม หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านเช่นกันครับ

วิธีสั่งพิมพ์ด้วย Google Cloud Print

การทำงานของ Google Cloud Print

จากตอนที่แล้วที่เขียนถึงวิธีการติดตั้ง Google Cloud Print ตอนนี้จึงมาต่อในเรื่องของการสั่งพิมพ์จากคนละเครื่อง คนละอุปกรณ์ ผ่านทาง Smart phone, tablet ในการสั่งพิมพ์จากอุปกรณ์พวกนี้สามารถใช้งานได้เลย เมื่อเข้าไปใช้งาน Gmail, Google Docs ต้องการพิมพ์เอกสารที่แนบมากับอีเมล หรือเอกสารที่อยู่ใน Google Docs ก็คลิกที่เมนูพิมพ์ได้เลย

iOS

อันนี้ไม่ใช้เรื่องยากเลย เมื่อกดที่ Print รายชื่อของเครื่องพิมพ์ที่เราแอดไว้ก็จะโชว์ขึ้นมา เราก็สั่งพิมพ์ข้ามโลกได้เลย

แล้วถ้าเป็น PC , Notebook ทั่วไปจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะถ้าจะสั่งพิมพ์มันจะเรียกเครื่องพิมพ์ในระบบ Windows ขึ้นมา ไม่ใช่เครื่องพิมพ์ที่เป็น Cloud Print วิธีแก้ไขง่ายๆคือ ถ้าจะสั่งพิมพ์ก็ให้แปลงเครื่องเราให้เป็น iPad หรือ iPhone ก่อน เมนูพิมพ์ที่ทำสำหรับอุปกรณ์นั้นๆจึงจะโผล่ขึ้นมา เพราะเครื่องของเราไม่ใช่ Chrome OS แต่เป็นแค่ Chrome Browser

วิธีเปลี่ยนคือใช้ User Agent Switcher ที่เป็น Add-on ของ firefox ของ Chrome ก็มีแต่ไม่ค่อยเวิร์ค พอติดตั้งเสร็จก็ เลือกใช้ User Agent เป็น iPhone หรือ iPad

เปลี่ยน PC ให้เป็น iPhone หรือ iPad

จากนั้นเข้าใช้งาน Gmail หรือ Google Docs ก็สั่งพิมพ์งานได้แล้ว

สรุปว่าจะสั่งพิมพ์ผ่านทาง Google Cloud Print ในคอมพิวเตอร์ ต้องใช้ Firefox กับ User Agent Switcher ช่วย

จบ

วิธีติดตั้ง Google Cloud Print

Google Cloud Print มันตามมาพร้อมกับ Chrome OS เพราะว่าถ้าเครื่องมันมีแต่ browser อย่างเดียวแล้วจะพิมพ์เอกสารยังไง ซึ่งแสดงว่า ณ ตอนนี้กระดาษยังมีความจำเป็น แต่คิดว่าต่อไปอันใกล้กระดาษจะต้องถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ และจะถูกแทนที่ด้วยสื่อดิจิตอลเกือบหมด(แต่จะไม่หมดไป) ตอนแรกก็คิดว่ามันจะแก้ปัญหายังไง และแล้ว Cloud Print ก็คือการแก้ปัญหานั้น

Google Cloud Print

Google Cloud Print แบ่งเครื่องพิมพ์เป็นสองกลุ่มย่อย คือเครื่องพิมพ์ที่เสียบอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เรียกว่า “Classic printer” กับเครื่องพิมพ์ที่รองรับ Cloud Print แบบเต็มตัวคือสั่งงานผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้เลย เรียกว่า “Cloud Ready Printers” โดยแอดที่อยู่ของเครื่องพิมพ์เข้าไปก็ใช้ได้แล้ว ตอนนี้มียี่ห้อ HP เท่านั้นที่รองรับ

วันนี้ได้ลองเล่น Google Cloud Print รู้สึกว่ามันทำงานได้จริง แชร์เครื่องพิมพ์ให้เพื่อนผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แต่ข้อเสียก็ต้องมีแน่นอน นั้นคือ คุณต้องต่ออินเทอร์เน็ตจึงจะสั่งพิมพ์ได้ ขอเริ่มวิธีการติดตั้ง Google Cloud Print ณ บัดนี้ครับ (เรียกว่าเปิดการทำงานน่าจะถูกมากกว่า)

วิธีติดตั้ง Google Cloud Print

  1. เปิด Google Chrome ขึ้นมา
  2. คลิกที่ไอคอนประแจ เข้าสู่เมนู Customize and control

    Setting

  3. เลือก Options

    Options

  4. เลือก Under the hood

    Under the Hood

  5. เลือนลงไปข้างล่าง ในส่วนของ Google Cloud Print เลือก Sign in to Google Cloud Print

    เลือก Google Cloud Print

  6. ล็อกอินบัญชีของ Gmail

    Sign in

  7. เลือก “OK” เสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือว่าอยากจะลองกด “Print a Test Page” เพื่อลองพิมพ์ดูก่อนก็ได้

    success

  8. ลองเข้าไปจัดการเครื่องพิมพ์ เลือก “Manage Print Settings…” (อยู่ที่เดียวกับข้อ 5 นั้นแหละ)

    Manage Print Settings

  9. รายชื่อของเครื่องพิมพ์ที่เชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ถูกเพิ่มเข้าไปใน Google Cloud Print ของบัญชีเรา และถ้าต้องการจะแชร์เครื่องพิมพ์ของเราให้เพื่อน ก็คลิกที่เครื่องพิมพ์นั้น เลือก Actions>>Share การแชร์เครื่องพิมพ์จะทำหรือไม่ อันนี้แล้วแต่ลักษณะการใช้งานของแต่ละคนนะครับ ถ้าจะใช้คนเดียว ขั้นตอนติดตั้ง Google Cloud Print เสร็จตั้งแต่ข้อที่ 7 แล้ว

    Printers on Cloud

  10. เพิ่มอีเมลของเพื่อนที่เราต้องการแชร์เครื่องพิมพ์ให้ลงไปได้เลย

    เพิ่มอีเมลของเพื่อน

  11. เสร็จสิ้นตอนนี้ เพื่อนของเราก็สั่งพิมพ์ผ่าน Google Cloud Print บัญชีของเราได้เช่นกัน

ตอนนี้เราสามารถสั่งพิมพ์งานจากที่ไหนก็ได้ เช่นสั่งพิมพ์จาก smart phone, tablet, PC ตราบใดที่มีอินเทอร์เน็ต และเครื่องที่ต่อกับเครื่องพิมพ์ต้องต่ออินเทอร์เน็ตด้วยนะ แต่ไม่จำเป็นต้องเปิด Google Chrome ค้างไว้

ส่วนเรื่องวิธีการสั่งพิมพ์ เทคนิคการสั่งพิมพ์จากคนละเครื่อง จะเขียนในตอนหน้าแล้วกัน

-ตอนที่ 2 วิธีสั่งพิมพ์ด้วย Google Cloud Print

AirDropper ขอให้เพื่อนอัพโหลดไฟล์ขึ้น Dropbox ให้เรา

ลองเล่น AirDropper ที่ downloadsquad แนะนำ รู้สึกว่าเจ๋งดี เลยเอามาบันทึกไว้ ใครยังไม่มี Dropbox บริการเก็บไฟล์ไว้บน Cloud Storage ที่ผมยกเป็นบริการเก็บไฟล์ออนไลน์ที่ดีที่สุดในตอนนี้ เมื่อเทียบกับ Live Mesh, iDrive เนื่องด้วยความไวในการ detection ไฟล์ใหม่(iDrive ช้า) ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อย(Live Mesh ใช้เยอะ) และให้พื้นที่เยอะพอใช้(8 GB)

AirDropbox คือ บริการร้องขอไฟล์จากเพื่อน และให้อัปโหลดขึ้น Dropbox ให้เรา โดยที่เพื่อนเราไม่จำเป็นต้องมีบัญชีของ Dropbox ถ้าหากเพื่อนมีบัญชีของ Dropbox ใช้การ share น่าจะสะดวกมากกว่า บริการนี้ยังอยู่ในสถานะ beta นะ ผมลองทดสอบดู เป็นขั้นๆดังนี้

  • เข้าไปที่ www.airdropper.com แล้วล็อกอินด้วยบัญชีของ Dropbox ของเรา
  • กรอกรายละเอียด อีเมลของตัวเอง อีเมลของคนที่เราต้องการให้อัปโหลดไฟล์ขึ้น Dropbox ให้เรา(ผมลองใช้อีเมลอีกบัญชีของผมเอง) ใส่รายละเอียดไปว่าต้องการอะไร ค่าเริ่มต้นมันจะสร้างโฟล์เดอร์ AirDropper ขึ้นมารอรับไฟล์ เราสามารถสร้างโฟล์เดอร์ย่อยภายในนั้นได้อีก ผมลองสร้างโฟล์เดอร์ย่อยชื่อ Photo ขึ้นมา แล้วคลิกส่งไป

    หน้ากรอกรายละเอียดเพื่อร้องขอไฟล์

  • (ส่วนของคนรับ)จะรับอีเมลข้อความและลิงค์ให้คลิกเข้าไปอัปโหลดไฟล์ (ดังรูป)

    อีเมลที่ไดรับ

  • เมื่อคลิกลิงค์ที่มากับอีเมล จะเปิดหน้าสำหรับอัปโหลดไฟล์ขึ้นมา สามารถเพิ่มได้หลายไฟล์ในการส่งหนึ่งครั้ง ผมลองส่งทั้งไฟล์เอกสารและไฟล์รูปภาพรวมกัน 4 ไฟล์

    หน้าสำหรับอัปโหลดไฟล์

  • คลิก SEND มันจะอัปโหลดไฟล์ที่เลือกไว้ขึ้นระบบ
  • เสร็จแล้ว มันจะมีอีเมลไปที่คนขอไฟล์ว่ามีการอัปโหลดไฟล์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ลองเข้าไปดูพบว่า ส่งมาครบถ้วนสมบูรณ์ อยู่ทั้งบน Cloud และในเครื่อง
    ไฟล์ที่อยู่บน Cloud

    ไฟล์ที่เครื่องของเรา

ข้อดีของ AirDropper คือเหมาะกับคนที่ใช้ Dropbox ในการเก็บข้อมูล  และเพื่อนหรือคนอื่นที่ร่วมงานไม่มีบัญชีของ Dropbox แต่ต้องการให้ส่งไฟล์ให้ ข้อดีคือไม่ต้องทำงานหลายครั้งเมื่ออัปโหลดแล้วไฟล์จะอยู่ทั้งบน Cloud และในเครื่อง ทั้งยังอัปโหลดได้ครั้งละหลายไฟล์

via: https://www.downloadsquad.com

ฟรีคู่มือ Cloud computing จาก Sun Microsystems, Inc.

Cloud Computing Guide

วันนี้ได้รับจดหมายจาก Sun Community บอกว่าเรามี Cloud computing Guide ให้โหลดฟรี
เนื้อหาจะพูดถึง

  • Cloud computing Model และ ข้อดี
  • โครงสร้างพื้นฐาน และสถาปัตยกรรม
  • เทคโนโลยีของ sun ที่ซับพอร์ต

เมื่อคลิกเข้าไปแล้วจะให้กรอกรายละเอียดส่วนตัว แล้วก็จะสามารถดาวน์โหลด
ไฟล์ PDF ต่างๆเหล่านี้ได้
Guide:

มีอื่นๆที่น่าสนใจให้ดาวน์โหลดด้วย:

  • Maximize IT Uptime Utilizing Dependable Sun SPARC Enterprise T5120 and T5220 Servers
  • Guide to Cost-Effectively Refreshing Aging Servers
  • Guide to Reducing IT Costs Through Virtualization With Blades
  • Using Sun Systems to Build a Virtual and Dynamic Infrastructure

คิดว่าหลายๆคนที่เคยใช้บริการของ sun และเคยสมัครสมาชิก คิดว่าคงได้กันทุกคนนะครับ
รายละเอียดเพิ่ม : https://www.sun.com/solutions/cloudcomputing/index.jsp