วิธีสั่งพิมพ์ด้วย Google Cloud Print

การทำงานของ Google Cloud Print

จากตอนที่แล้วที่เขียนถึงวิธีการติดตั้ง Google Cloud Print ตอนนี้จึงมาต่อในเรื่องของการสั่งพิมพ์จากคนละเครื่อง คนละอุปกรณ์ ผ่านทาง Smart phone, tablet ในการสั่งพิมพ์จากอุปกรณ์พวกนี้สามารถใช้งานได้เลย เมื่อเข้าไปใช้งาน Gmail, Google Docs ต้องการพิมพ์เอกสารที่แนบมากับอีเมล หรือเอกสารที่อยู่ใน Google Docs ก็คลิกที่เมนูพิมพ์ได้เลย

iOS

อันนี้ไม่ใช้เรื่องยากเลย เมื่อกดที่ Print รายชื่อของเครื่องพิมพ์ที่เราแอดไว้ก็จะโชว์ขึ้นมา เราก็สั่งพิมพ์ข้ามโลกได้เลย

แล้วถ้าเป็น PC , Notebook ทั่วไปจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะถ้าจะสั่งพิมพ์มันจะเรียกเครื่องพิมพ์ในระบบ Windows ขึ้นมา ไม่ใช่เครื่องพิมพ์ที่เป็น Cloud Print วิธีแก้ไขง่ายๆคือ ถ้าจะสั่งพิมพ์ก็ให้แปลงเครื่องเราให้เป็น iPad หรือ iPhone ก่อน เมนูพิมพ์ที่ทำสำหรับอุปกรณ์นั้นๆจึงจะโผล่ขึ้นมา เพราะเครื่องของเราไม่ใช่ Chrome OS แต่เป็นแค่ Chrome Browser

วิธีเปลี่ยนคือใช้ User Agent Switcher ที่เป็น Add-on ของ firefox ของ Chrome ก็มีแต่ไม่ค่อยเวิร์ค พอติดตั้งเสร็จก็ เลือกใช้ User Agent เป็น iPhone หรือ iPad

เปลี่ยน PC ให้เป็น iPhone หรือ iPad

จากนั้นเข้าใช้งาน Gmail หรือ Google Docs ก็สั่งพิมพ์งานได้แล้ว

สรุปว่าจะสั่งพิมพ์ผ่านทาง Google Cloud Print ในคอมพิวเตอร์ ต้องใช้ Firefox กับ User Agent Switcher ช่วย

จบ

เปลี่ยนจาก Chrome Dev channel เป็น Stable channel

Google Chrome Dev to Stable Channel

Google Chrome มีรุ่นให้เราเลือกใช้ทั้งหมด 4 รุ่น(channel) คือ

  • รุ่นจริงให้ใช้ทั่วไป (Stable channel): https://www.Google.com/Chrome?platform=win
  • รุ่นก่อนปล่อยจริง (Beta channel): https://www.Google.com/Chrome/eula.html?extra=betachannel
  • รุ่นพัฒนา (Dev channel): https://www.Google.com/Chrome/eula.html?extra=devchannel
  • รุ่นทดสอบของใหม่ (Canary build): https://tools.Google.com/dlpage/Chromesxs
  • สายการพัฒนาจะเรียงไปจาก Canary ที่อยากใส่อะไรก็ใส่เข้าไป –>Dev ก็พัฒนาให้ดีขึ้น–>Beta ใช้งานก่อนปล่อยจริง–>Stable รุ่นจริง ปล่อยให้ใช้ทั่วไป

    ที่จริงแล้วใครอยากเลือกใช้ Channel ไหนก็เลือกได้เลย เวอร์ชั่นของรุ่นที่อยู่ด้านบนมันก็จะใหม่มากกว่า มีของใหม่ให้เล่นมากกว่า แต่ก็แลกมาซึ่งความไม่เสถียร และบั๊กต่างๆแถมมา ปกติใช้ Dev channel อยู่ เพราะติดตามตั้งแต่เวอร์ชั่นเก่าที่รุ่น Dev ค่อนข้างมีอะไรให้เล่นมากกว่าเยอะ เช่น พวก Extension, Web Apps, GPU,V8, Setting UI เป็นต้น แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นส่งไปถึงรุ่น Stable หมดแล้ว และรู้สึกว่ารุ่น Dev กับ Stable ไม่มีอะไรใหม่กว่ากันอย่างชัดเจน

    ดังนั้นคิดว่าการเลือกใช้รุ่น Dev channel ไม่ค่อยคุ้มกับบั๊ก หรือความเสถียรที่ต้องเสี่ยง วันนี้เลยเปลี่ยนจาก Dev channel มาเป็น Stable channel

    การเปลี่ยนนั้นจะพบปัญหานิดหน่อย เมื่อเราถอนการติดตั้ง Dev channel แล้วติดตั้ง Stable channel มันจะฟ้อง ว่า Profile ที่เราใช้มันเป็นของเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่า บางอันจะใช้ไม่ได้ แนะนำให้ลงเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่านี้ ความจริงเราจะปิดไป แล้วใช้เลยก็ได้ไม่มีปัญหา แต่มันขัดใจ เหมือนมี error ติดเครื่อง

    ดังนั้นเราจะทำตามคำแนะนำที่ถูกต้องนั้นคือ เราจะสร้าง User Profile ขึ้นมาใหม่สำหรับ Stable channel ส่วนอันเก่าที่เป็นของ Dev Channel เราก็จะเก็บไว้เผื่ออยากกลับไปใช้ก็ยังไม่ได้หายไปไหน วิธีทำมีดังนี้

    1. ปิด Google Chrome ก่อน
    2. Start menu > Run ถ้าเป็น Windows 7 ก็คลิกปุ่ม start แล้วพิมพ์ Run ลงช่อง Search แล้ว Enter เลย
    3. พิมพ์ข้อความเหล่านี้ลงในช่อง Open แล้วก็คลิก OK
      -Windows XP ใช้:  %USERPROFILE%\Local Settings\Application Data\Google\Chrome\User Data\
      -Windows Vista หรือ 7 ใช้:  %LOCALAPPDATA%\Google\Chrome\User Data\
      มันคือการเข้าไปที่โฟว์เดอร์ User Data จะเปิดหาเองตามที่อยู่ของมันก็ได้ แต่วิธีนี้สะดวกดี

      เปิดโฟว์เดอร์เก็บข้อมูลของ Google Chrome

    4. ให้เปลี่ยนชื่อโฟว์เดอร์ Default ซึ่งเป็นข้อมูล User Profile ของ Dev channel เป็นชื่ออะไรก็ได้อย่างเช่น Dev_Default
    5. เสร็จแล้ว ต่อไปเมื่อเราเปิด Google Chrome อีกครั้ง มันจะสร้างโฟว์เดอร์ Default ขึ้นมาใหม่ สำหรับเก็บข้อมูล User Profile อันใหม่ของเรา

    จากนั้นก็เข้าไปล็อกอินเพื่อ Sync ข้อมูลอันเก่าเข้ามา เพียงเท่านี้การเปลี่ยนจาก Google Chrome Dev channel มาเป็น Stable channel ก็สมบูรณ์แบบแล้วครับ ถ้าอยากจะกลับมาใช้ User Profile อันเก่าก็แก้กลับมาเป็นชื่อ Default (ส่วนอันที่ใช้อยู่ก็ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ด้วยเดี๋ยวซ้ำ)

    ข้อมูล: https://www.Google.com/support/Chrome

     

    วิธีปิดเมนู Ribbon ของ MS Office 2007

    เชื่อว่าหลายคนที่ใช้ Microsoft Office 2007 เช่น Microsoft Word 2007, Microsoft Excel 2007 คงจะรำคาญเจ้าเมนูแบบ Ribbon ที่มันกินพื้นที่ทำงานเยอะเกินไป เพราะความจริงเราใช้งานพื้นที่บนกระดาษมากกว่าบนเมนูนะ แล้วเพิ่ม Google Cloud Connect มาอีกพื้นที่จึงยิ่งน้อยลงไปอีก แถมช่วงนี้ได้ใช้ MS Office 2007 เยอะเป็นพิเศษ จึงลองหาวิธีปิดมัน ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก

    เคยใช้ Microsoft Office 2010 RC จะมีปุ่มที่มุมขวาให้ปิดไปได้เลย แต่เวอร์ชั่นแรกอย่าง Office 2007 ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้เมนู Ribbon เลยถือว่าเป็นจุดด้อยที่ถูกแก้แล้วในรุ่นถัดไป

    วิธีปิดมันก็ง่ายๆ อันที่จริงไม่ใช่ปิดให้เป็นเมนูแบบเดิมที่เป็นลิสต์แบบ Office 2003 นะ แต่เป็นแบบซ่อนไว้ เมื่อคลิกเมนูหลักมันก็โผล่มา พอเลิกใช้ เข้าโหมดพิมพ์ธรรมดามันก็จะหายไปเอง เยี่ยม และถูกใจ

    วิธีปิดเมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Office 2007

    1. คลิกที่มุมด้านบนตรง หลังเมนู shortcut
    2. ติ๊กเลือก Minimize the Ribbon อยู่ล่างสุดของลิตท์
    3. เสร็จแล้ว ดูรูปเข้าใจง่ายกว่าเยอะ
    วิธีปิดเมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Word 2007

    คราวนี้มาดูว่า ก่อนและหลังได้พื้นที่ทำงานคืนมาเยอะแค่ไหน

    ก่อนปิดเมนูแบบ Ribbon

    เมื่อปิดแล้วเป็นแบบนี้

    หลังปิดเมนูแบบ Ribbon แล้ว

    เป็นเกร็ดเล็กๆ ที่ใช้ได้กับโปรแกรมตัวอื่นๆที่อยู่ในชุด Microsoft Office 2007 ด้วยนะ

    ดาวน์โหลด Windows 7 SP1 ได้แล้ว

    Windows 7 Service Pack 1 หรือ Winsows 7 SP1 ถูกปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดกันแล้วครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011 ได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้ได้เปิดให้ทุกคนได้เข้าไปดาวน์โหลดได้แล้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็นชุดอัพเดตใหญ่ ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเสถียรภาพ และความปลอดภัย

    ดาวน์โหลด Windows 7 SP1

    ขั้นตอนการดาวน์โหลด เปิดเข้าไปที่ลิงค์ดาวน์โหลด Windows 7 and Windows Server 2008 R2 Service Pack 1 (KB976932) จะพบหน้าดาวน์โหลดดังภาพด้านบน ให้คลิกที่ Continue ซึ่งจะเป็นการทำ validate ก่อน เพื่อตรวจสอบว่าเป็น Windows ที่ใช้ถูกลิขสิทธิ์หรือไม่ โดยการติดตั้งโปรแกรม Genuine Check ลงที่เครื่อง เมื่อสั่งรันโปรแกรมนี้ จะสร้างโค้ดมาให้ เพื่อนำไปใส่ในช่องขั้นตอนที่สอง (ภาพล่าง)

    Genuine Check

    คลิก Validate แล้วหน้าเว็บนี้จะกลับไปที่หน้าแรกที่เปิดเข้ามา ตรงปุ่มที่เป็น Continue จะเปลี่ยน Download ดังรูปด้านล่าง

    ดาวนโหลด Windows 7 SP1

    กด Download ไฟล์ .iso ขนาด 1953.3 MB ได้เลย ตอนนี้ก็แล้วแต่ว่าเน็ตใครจะเร็วจะช้าแล้วล่ะครับ เมื่อได้ไฟล์นี้มาวิธีการติดตั้งค่อยพูดในครั้งหน้าแล้วกัน ตอนนี้ยังโหลดไม่เสร็จเลยเน็ตช้า

    วีดีโอสอนการพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone 7

    การพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone 7

    ไปเจอวีดีโอชุดการพัฒนาโปรแกรมบน Windows Phone 7 น่าสนใจดีครับ มีโค้ดให้ดาวน์โหลดด้วย วีดีโอชุดนี้เป็นผลงานของคุณ Supapong NgonKham จาก ม.ขอนแก่น เห็นว่ามันดีมีประโยชน์เลยเอามาบอกต่อครับ ใครสนใจเข้าไปดูได้ที่ลิงค์ท้ายโพสครับ

    มีหัวข้อแนะนำการพัฒนา Application บน Windows Phone 7 ดังนี้
    1. Introduction and Installation
    2. Getting Start Part 1
    3. Getting Start Part 2
    4. Application Bar
    5. Page Transition
    6. Navigation and Control
    7. Pivot Control Part 1
    8. Pivot Control Part 2

    สนใจเข้าไปดูราละเอียดได้ที่ https://micthailand.net

    ดาวน์โหลดธีม Windows 7

    Windows 7 themes

    คิดว่าหลายๆคนคงชอบการตั้งภาพแบคกราวด์ของ Windows 7 ให้เป็นแบบเปลี่ยนตามเวลา ทำให้เวลาเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งานนานๆ เวลามันเปลี่ยนภาพพื้นหลังไปเรื่อยๆทำให้คนใช้ไม่เบื่อ ความชอบนี้ส่งถึง Gmail เหมือนกันคือตั้ง ธีมให้เป็น random ทำให้แต่ละวันได้เจอหน้าตามันเปลี่ยนไปทุกวัน

    Microsoft ทำธีมของ Windows 7 ให้เราเลือกดาวน์โหลดหลายตัว ตอนนี้มีประมาณร้อยกว่าตัว ลองเข้าไปเลือกๆดู วิธีติดตั้งก็ง่ายๆ แค่ดาวน์โหลดลงเครื่องแล้วดับเบิ้ลคลิกไฟล์ ระบบจะติดตั้งเอง มันจะเข้าไปอยู่ส่วนของ My Themes ของเราเอง ในธีมจะมีการปรับแต่งบาร์และมีภาพพื้นหลังมาด้วยชุดหนึ่ง

    แต่ธีมของ Windows 7 ใช้ได้กับ Windows 7 รุ่น Home Premium, Professional, Enterprise, Ultimate เท่านั้น หรือพูดง่ายๆคือรุ่น Basic ใช้ไม่ได้

    เข้าไปโหลด Windows themes ได้ที่ https://windows.microsoft.com/en-US/windows/downloads/personalize/themes

    ผมชอบชุดของ Nature มากที่สุด มันสวยดี

    Chrome Notebook, Chrome OS, Chrome browser ในความคิดของผม

    Google Chrome

    บล็อกตอนนี้เขียนค้างไว้นานแล้ว วันนี้เลยกัดฟันเขียนต่อให้จบ ขาดๆ เกินๆ ขออภัยด้วยครับ

    Chrome OS เปิดตัวมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโน๊ตบุ๊คออกมา ให้ชื่อแปลกๆว่า Cr-48 ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นรหัสอะไร ในบล็อกตอนนี้ อยากจะเขียนถึง Chrome Notebook ก่อน แล้วก็จะพูดถึง Chrome OS พูดในฐานะคนใช้ ไม่ใช่ expert ทางด้านเทคโนโลยี จึงขอพูดในแบบบ้านๆ เหมือนนั่งคุยกัน มันมีผลิตภัณฑ์ที่รวมกันอยู่ที่อยากจะแยกส่วนของมัน คือ 1.ตัวเครื่องโน๊คบุคและ Chrome OS 2.ตัวโปรแกรม Chrome browser  ขอพูดถึงเป็นส่วนๆไป

    Google Chrome Notebook

    Chrome Notebook หรือ Cr-48 กับ Chrome OS มีสโลแกนแบบเท่ๆว่า “Nothing but the web”  ผมแปลแบบที่เข้าใจว่า “ไม่อะไรนอกจากเว็บ” อธิบายให้เข้าใจคือมันเป็น Cloud Computer ของจริง ทุกอย่างทำงานบนเว็บ ต้องขอพูดรวมกันเพราะทั้งสองต้องทำงานร่วมกัน มันเป็นเครื่องที่ต้องรัน Chrome OS เครื่องเดียว ณ ขณะนี้ มี spec ดังนี้

    • Intel Pine Trail processor
    • 12.1 inch display
    • Flash storage
    • full size keyboard without function key and cap lock key
    • oversized touchpad
    • Build-in 3G chip
    • 802.11n dual-band WiFi
    • 8 hours battery life of active use
    • Webcam
    • Weight 3.8 pounds (1.72KG)

    มันรันด้วย Google Chrome OS สามารถ boot พร้อมใช้งานได้ภายในเวลาประมาณ 10 วินาที ข้างในไม่มีอะไรของจาก Chrome browser ให้เปิดโปรแกรมต่างๆทางอินเทอร์เน็ต ใช้งานกับเครื่องข่าย 3G หรือ Wifi เครื่องสามารถทำงานแบบ Offline ได้ในบางโปรแกรมที่รองรับ จุดเด่นที่เขาโฆษณาของตัวนี้คือ มันเป็น Cloud computing อย่างแท้จริง โปรแกรม พื้นที่เก็บข้อมูลอยู่บนเว็บหมด จึงไม่ต้องกลัวว่าเมื่อโน๊ตบุคพังจะทำให้ข้อมูลหาย เราจึงได้เห็นวีดีโอโฆษณาที่โชว์จุดเด่นนี้คือ พังโน๊ตบุคโชว์กันเลย ไม่ต้องกลัวข้อมูลสูญหาย

    คนอื่นที่จะใช้เครื่องเราสามารถใช้ในหมวด incognito ได้ เมื่อปิดทุกอย่างก็จะถูกลบไป เครื่องตอนนี้ไม่มีขาย แต่ Google แจกให้ทดลองใช้ เฉพาะในอเมริกาที่สามารถลงทะเบียนของทดลองใช้ มีคนแอบเอามาขายใน ebay ด้วย ซึ่ง Google ก็บอกว่าผิดกฏหมายนะ ห้ามซื้อ-ขาย ไม่รู้เหมือนกันว่าเคสนี้จบยังไง

    มีหลายคนออกมาวิเคราะห์เรื่องนี้มากมายว่า Chrome OS จะอยู่รอดหรือไม่ โดยเฉพาะ Paul Buchheit คนที่เคยอยู่เบื้องหลัง Gmail บอกว่ามันจะล่ม ผมเห็นด้วยกับเขานะ ผมว่ามันอยู่สายเดียวกับ Netbook หรือ Tablet อะไรแนวนั้น คือเป็นเครื่องเสริมมากกว่าเครื่องหลัก โดยไอเดียของมันแล้วจะใช้เป็นเครื่องหลักก็คงไม่สะดวกมากหนัก (ตอนนี้พนักงานบางกลุ่มของ Google ใช้เป็นเครื่องหลักในการทำงานแล้ว) ณ ตอนนี้ยังใส่ข้อมูลผ่านทาง USB ไม่ได้ด้วย แต่เขาบอกว่าเครื่องที่จะมีการผลิตจากบริษัทผลิตเครื่องรายอื่นจะใช้ได้นะ ถ้าให้ซื้อโน๊คบุ๊คที่เปิดได้แค่ Chrome browser ตัวเดียวโปรแกรมอื่นๆใช้บนเน็ตหมด คิดกลุ่มคนที่สามารถทำแบบนี้ได้น่าจะมีอยู่น้อย ยังไงก็ต้องมีอีกเครื่อง ใช้ tablet ไปเลยดีไหม เล่นโปรแกรมอย่างอื่นได้ด้วย

    ยิ่งตอนนี้ Android 3.0 ที่ออกแบบมาสำหรับ Tablet โดยตรงได้เปิดตัวแล้ว ยิ่งเห็นชัดว่ามันทับกันอยู่ ถ้า Android รัน Chrome browser ได้แล้ว ทุกอย่างก็ครบสมบูรณ์ คือ Android ทำงานฝั่งของ Chrome OS ได้แต่ Chrome OS ทำงานในฝั่งของ Android OS ไม่ได้ เป็นคุณจะเลือกอะไร ผมก็ตอบแทนได้เลยว่า เลือก Android OS ดีกว่า

    Chrome OS and Android OS

    อันที่จริงปัญหาเรื่องทับกันของผลิตภัณฑ์เคยถูกถามตั้งแต่ตอนเปิดตัว Google Chrome OS แล้ว ในตอนนั้น Google บอกว่าสุดท้ายแล้วมันจะเชื่อมกัน (หรืออันหนึ่งถูกยุบไปเลย?) แม้จะบอกว่า Netbook กับ Tablet มันคนละตลาดกัน แต่ผมว่ามันไม่ใช่ ถ้า Tablet เกิด Netbook ก็ถูกแย่งตลาดแน่นอน อาจรวมไปถึงโน๊ตบุคด้วยซ้ำไป

    ขอพูดถึง Chrome browser บ้าง และยอดคนใช้ก็โตวันโตคืน แม้จะเปิดตัวไม่นานเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น พบว่ามันพัฒนาเร็วมาก อีกทั้งการพัฒนาของ Google ดูเหมือนจะเร็วกว่าเจ้าอื่นๆ ตอนนี้มัน V.10 แล้วนะ (Dev channel) ออกอัพเดตแทบจะทุกสัปดาห์ อันแหละที่ผมว่ามันเป็นจุดแข็ง จะเรียกว่า Chrome มันมาปฎิวัติการวงการ web browser เลยนะ(พูดตามจริง ไม่ได้อวย) อย่างน้อยก็หน้าตา tab อยู่ด้านบน มีช่อง address bar รวมกับช่อง search มีตัว web store มาเสริมอีก ทำให้มันน่าใช้มากยิ่งขึ้น

    เขียนมายาวแล้ว สรุปเลยแล้วกันในความคิดผม ผมว่า Chrome OS อาจจะตอบโจทย์ของผู้บริโภคในขณะนี้ได้น้อย มันเป็นคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ เหมือนจะมาเร็วไปนิด คิดว่ามันจะเกิดได้แต่ต้องใช้เวลาไม่เปรี้ยงตอนนี้ ใจจริงอยากให้มันเป็นที่นิยม เพราะผมคิดว่ามันคืออนาคตของโลกคอมพิวเอตร์ที่จะมาอันใกล้นี้ ส่วนตัว Chrome browser มันจะยังคงรุ่งต่อไป และเพิ่มส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    การใช้ Virtual Keyboard คีย์บอร์ดเสมือนใน Windows 7

    เนื่องจากท่าเล่นคอมของผมค่อนข้างเป็นอันตรายกับต้วเองมิใช่น้อย คือวางมันไว้ที่อก หรือท้อง พอเล่นเป็นเวลานานๆ ก็รู้สึกร้อนอก หนักและเจ็บ น้องเดลหนักและร้อนกว่า compaq เครื่องเก่าเยอะเลย แถมยังส่งผลร้ายกับน้องเดลอีกต่างหาก เพราะสายชาร์ตถูกดันขึ้นลงบ่อยๆ เป็นเหตุให้ต้องเรียก พี่ช่างเมื่อครั้งก่อน

    ท่าเล่นคอมประจำตัว

    ผมคิดว่าเปลี่ยนท่าเล่นคอมใหม่ดีกว่า โดยตั้งมันไว้บนโต๊ะเตี้ยๆ แทนตรงอกหรือท้องแล้วตัวเองก็นอนเล่นเหมือนเดิม สบายสุดแล้ว หลับเมื่อไหร่ก็ได้ พออยู่บนโต๊ะก็มีปัญหาเวลาจะพิมพ์ตัวอักษร ต้องยกลงมา หรือโผล่หน้า ยกมือขึ้นไป (ตอนนอน โต๊ะสูงกว่าระดับสายตาเล็กน้อย) ถ้าเป็นพิมพ์อะไรยาวๆ อย่างบล็อกก็โอเค แต่บางครั้งแค่ ตัวสองตัว url website แค่ไม่กี่ตัว ไม่สะดวกเอาซะเลย

    เลยนึกขึ้นได้ว่า Windows มันมี keyboard on screen หรือคีย์บอร์ดเสมือนให้อยู่แล้วนิน่า

    วิธีเรียกใช้งานว Virtual Keyboard คีย์บอร์ดเสมือนใน Windows 7

    Start >>All Programs>>Accessories>>Ease of Access>>On-Screen Keyboard

    หรือจะพิมพ์คำว่า keyboard บนช่อง search ก็ได้

    หน้าตาของ visual keyboard

    ส่วนภาษาไทยก็ใช้งานได้ดี

    ภาษาไทย

    ผมเปิด on screen keyboard ขึ้นมาแล้วก็ pin to taskbar ไว้เลยจะได้เรียกใช้ได้ง่าย

    สิ่งที่มันทำได้ คือ มันย่อขยายาได้ ใช้พวก Ctrl+C , Ctrl+V หรือพวกที่ต้องใช้คีย์ร่วมได้ดี กดครั้งแรกมันจะค้างไว้ เครื่อผมใช้ Alt+Shift ในการสลับภาษา ใช้คลิกเปลี่ยนภาษาที่ taskbar สะดวกกว่า ผมใช้มาได้ราวสองอาทิตย์ โอเคกับมันมาก แถมจิ้มได้ เร็วและแม่นขึ้นมาก

    บล็อกนี้ผมทดลองเขียนด้วย virtual keyboard ทุกอย่าง พบว่า มันไม่เหมาะที่จะเอาไว้เขียนบล็อกเลย(แน่นอนอยู่แล้ว) แต่ช่วยพิมพ์อะไรสั้นๆ ได้อย่างดี สนับสนุนท่านอนเล่นคอมของผมอย่างมากที่สุด เอาเมาส์จิ้มๆอย่างเดียว

    ปล. Ctrl+C , Ctrl+V ใช้ตอนภาษาไทยก็กด Ctrl+แ , Ctrl+อ ได้เลย ตัวอื่นๆก็เช่นกัน

    ขอบริการซ่อมจาก Dell แบบ On-site Service

    Dell Inspion ที่ผมใช้อยู่ซื้อมายังไม่นานนัก ก็เกิดอาการแจ๊คเสียบสายชาร์ตบนตัวเครื่องด้านหลังมีอาการหลวมๆ เข้าใจว่าเหตุเป็นเพราะตัวผมเอง ที่ชอบวางมันบนท้องแล้วนอนเล่น เวลามองไม่เห็นคีย์บอร์ดก็ยกตัวมันขึ้น ทำให้หัวของแจ๊คที่เสียบค้างอยู่บนเครื่องถูกดันขึ้นลงอยู่บ่อยๆ ตอนแรกแค่ขยับนิดๆ หน่อยๆไฟก็ติด แต่เมื่อวานมันคงหมดความอดทน ถึงขั้นต้องหาอะไรทับไว้ไฟถึงจะเข้า

    จึงโทรแจ้งไปที่ศูนย์บริการที่เบอร์ 02-6707200 แล้วฟังและทำตามเสียงตอบรับไปเรื่อยๆ จากนั้นพนักงานก็จะมารับสายเราเอง แจ้ง Tag ของเครื่องให้พนักงานทราบ(อยู่ที่ใต้เครื่อง) จากนั้นก็บอกอาการเสีย เขาอาจให้เราทดสอบอาการเสียเบื้องต้นกับเครื่องเราก่อนด้วย เพื่อวิเคราะห์ปัญหา สุดท้ายแจ้งที่อยู่ของเราไป

    ถัดมาอีกวันก็มีพนักงานโทรมาถามสถานที่อีกครั้งและนัดเวลา พี่พนักงานดูเครื่องนิดหน่อยบอกว่าเปลี่ยนอันใหม่เลยนะ ถ่ายรูปมาให้ดูด้วย (โต๊ะทำงานผมรกมากนะ)

    เริ่มถอดเครื่อง

    อุปกรณ์ของพี่ช่าง dell มาในเป้ใบเดียว ตอนแรกที่เห็นตกใจ เหมือนไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย

    เริ่มแกะคีย์บอร์ด

    มีที่รองสีเขียวให้น้อง Dell ด้วย กันเป็นรอย เริ่มแกะคีย์บอร์ด เขามีถาดแม่เหล็กไว้เก็บน๊อต

    เริ่มถอดเครื่อง

    พี่ช่าง Dell มีเล็บยาวมาก เขาบอกใช้แงะเครื่องง่ายดี เป็นเทคนิคของใครของมัน

    ยอจอออก

    ยกจอออก ทำงานได้เร็ว ดูรู้เลยมาชำนาญการณ์สูง แป็บเดี๋ยวน้อง Dell เป็นเหมือนขยะอิเล็กทรอนิคดีๆนี้เอง เมื่อมันถูกแยกส่วน

    ตัวปัญหาตัวเล็ก แต่อยู่ลึก

    ถอดมันออกมาแล้ว เจ้าตัวปัญหา แล้วเอาตัวใหม่เสียบแทนเข้าไปด้วย

    นี้ไงเจ้าปัญหา

    หัวตัวนี้เองที่ทำให้ชาร์ตไฟไม่เข้า เพราะมันหลวม

    ลองเสียบ

    พี่ช่างก็ประกอบเครื่องเข้าเรียบร้อย น๊อตเยอะแยะขนาดนั้นถ้าถอดเอง ตอนประกอบเข้าอาจจะมีน๊อตบางตัวที่เหลือเกินมา(ฮา จากประสบการณ์จริง) พี่ช่างให้ทดสอบเครื่อง ผมลองเสียบเข้า-ออก 4-5 รอบ พบว่ามันปกติดีแล้ว แน่นเปี๊ย!

    Adapter

    เขาคงไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาที่หัว Adapter ด้วยหรือปล่าว ตัดปัญหา เอา Adapter ตัวใหม่แกะกล่องมาเปลี่ยนให้ด้วยเลย เยี่ยม

    ใช้เวลาราว 15 นาที ก็เรียบร้อย เสร็จแล้วก็เซ็นต์เอกสารรับงาน

    สรุปว่าบริการประทับใจ ตามคำรำลือ

    ตอนนี้ใช้ Zune เป็นโปรแกรมฟังเพลงของเครื่องแล้วนะ

    ได้ลองใช้โปรแกรม Zune ซึ่งเป็น media player และโปรแกรมเชื่อมกับ Zune เครื่องเล่นเพลงของ Microsoft เป็นเวลา 4 วัน ชอบ Interface ของมันมาก ซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นแบบ UI ของ Windows Phone 7 ออกแนวเหลี่ยมๆ ปุ่มใหญ่ มีวิ๊งๆ หวืบๆ สว่าง โล่งๆ

    โดยปกติแล้วผมใช้ iTunes เป็นเครื่องเล่นเพลงหลักของเครื่อง เพราะชอบ Cover flow และความง่ายในการเลือกเพลง และการค้นหาเพลง และได้ใช้ iTunes U ในบ้างครั้ง และมันก็เชื่อมกับ Last.fm ด้วย

    เมื่อหาโปรแกรมที่เป็น 64 bit มาลอง จึงโหลด Zune มาติดตั้งดูเพราะมีทั้ง 32-64 bit ผมเป็นพวกหลงไหลกับ การออกแบบ ดีไซด์สวยๆ จึงชอบมันต้ังแต่เปิดโปแกรม มาดูหน้าต่างๆของมันดีกว่า

    หน้าเล่นเพลงจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ quickplay และ collection ข้างล่างเป็น UI ของ quickplay (คลิกภาพเพื่อดูขนาดใหญ่)

    Zune

    และหน้า collection ปุ่มควบคุมจะอยู่ขวาล่างในทุกๆหน้าที่เปิด ตรงกลางล่างจะบอกว่าเล่นเพลงอะไรอยู่ สีแดงจะเป็น visualizer เต้นตามจังหวะเพลง

    หน้า collection

    หน้า Music เลือกแสดงแบบ ARTIST, GENRES, ALBUMS, SONGS, PLAYLIST หน้าตาก็จะเปลี่ยนไปด้วย การแสดงชื่อเพลงภาษาอังกฤษสวยงาม ภาษาไทยไม่ค่อยสวย แต่ก็ไม่ถึงขั้นรับไม่ได้

    เลือกเฉพาะศิลปิน

    เมื่อเราเลือกเล่นเพลงเฉพาะศิลปินบางคนก็มีหน้าสวยงามแบบนี้ พื้นหลังเป็นปกของอัลบั๊มที่มีในเครื่อง

    Video

    หน้า collection ของ Video ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ผมยังคงจะใช้ VLC ดูหนังต่อไป

    PICTURE

    ส่วนของ Pictures ทำได้ดีโหลดภาพได้เร็ว เชื่อมกับ Windows Live Gallery จะแก้ไขรูป หรือแชร์ได้เลย

    picture

    ลองเปิดภาพดูแบบเต็มๆ

    Podcast

    ส่วนของ Podcast เราสามารถ subscript podcast ได้เหมือนกับ iTunes ที่เว็บหลักของ Zune มี Podcast ให้เลือกหลายอัน น่าสนใจเยอะ https://social.zune.net/podcasts/ แต่ตลิก subscript ที่หน้าเว็บไม่ได้นะ บอกว่ายังไม่มีบริการในบ้านเรา แต่วิธีการง่ายๆคือ เข้าไปที่ลิงค์ official website ของมันแล้วค่อยหา RSS ของ Podcast มา Subscript เอง ในรูปผมลอง Subscript มา 4 เว็บ โหลดมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ดู

    Setting

    หน้า setting เอามาให้ดู เฉพาะตรง Display ใช้ตั้ง background ภาพจางๆของพื้นหลังนั้นเอง

    และอันสุดท้ายที่จะพูดถึงคือโปรแกรมเสริมที่จะทำให้ Zune เชื่อมกับ Last.fm มันคือ Zuse โหลดได้ที่นี้ https://bitbucket.org/wiz/zuse/downloads/ เมื่อโหลดมาแล้วให้ติดตั้งลงในโฟล์เดอร์เดียวกับ Zune ก็ใช้ได้แล้ว แต่ต้องมี Last.fm Scrobbler ด้วยนะ

    สรุปว่าตอนนี้ใช้ Zune แทน iTunes ไปเลย เหตุผลง่ายๆคือชอบ User Interface ของมัน รอจนกว่าจะเบื่อค่อยว่ากันใหม่ครับ

    ปล. ถ้ามี Zune ด้วยสักเครื่องน่าจะดี