ตัวช่วยสายเที่ยว แอพเดียวจบ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก

ตัวช่วยสายเที่ยว แอพเดียวจบ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก
Traveloka ตัวช่วยสายเที่ยว แอพเดียวจบ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก

ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว เราต้องมีการวางแผนการเดินทางกันเสียก่อน เช่น เส้นทาง สถานที่ท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก ฯลฯ วันนี้ขอแนะนำผู้ช่วย ทั้งจองตั๋วเครื่องบินและจองที่พัก

Traveloka ตัวช่วยจองเที่ยวบินและที่พักออนไลน์ มีให้ใช้ผ่านทั้งบนเว็บ และแอปพลิเคชั่นทั้งใน iOS และ แอนดรอยด์

สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Play Store และ  App Store

 

หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะแนะนำวิธีการใช้งานแบบง่ายๆให้ครับ ผมใช้มือถือแอนดรอยด์เป็นหลัก ดังนั้นการแนะนำวิธีการใช้งานก็จะแนะนำผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์ แต่ดูจาก UI แล้วก็ไม่น่าแตกต่างกันสำหรับคนใช้ iOS ก็ดูได้เหมือน

1. วิธีการใช้งานแอพ Traveloka ค้นหาและจองตั๋วเครื่องบิน

หน้าหลักของแอพ ค่อนข้างเรียบง่าย และมุงไปที่จุดประสงค์ของแอพเลยนั้นคือ การจองตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรม

Traveloka หน้าหลัก

เมนูหลักอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ ข่าวสารและโปรโมชั่น การแจ้งเตือนราคาของตั๋วเครื่องบินเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายประหยัด รอโปรโมชั่นและตั๋วราคาถูก รายละเอียดการจองของเรา(e-ticket)

ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาเที่ยวบินและเปรียบเทียบราคา

ค้นหาเที่ยวบินและเปรียบเทียบราคา

เมื่อกดเข้าไปในเมนู ค้นหาเที่ยวบิน ก็จะพบช่องใส่รายละเอียดของเที่ยวบินที่เราสนใจ ต้นทาง-ปลายทาง วันเดินทาง จำนวนผู้โดยสาร ชั้นโดยสาร เมื่อใส่รายละเอียดครบถ้วนแล้ว กด ค้นหา 

รอสักพัก แอพจะค้นหาเที่ยวบินจากสายการบินต่างๆมาให้เราได้เลือกและมีเปรียบเทียบราคาให้ โปรดสังเกตครับ จะมีคำว่า “ดีลสำหรับแอป” ซึ่งบอกว่าราคาถูกกว่า ผมตามไปแช็คแล้วว่ามันราคาถูกกว่าจองจากสายบินโดยตรงหรือไม่ คำตอบคือ ถูกกว่าจริงครับ ถึงจะถูกกว่าไม่กี่บาท แต่ก็ถูกกว่าครับ

จุดเด่นที่ขอแนะนำ เมื่อกดที่เมนู “จัดลำดับ” จะสามารถเรียงลำดับผลการค้นหาได้ตาม ราคาต่ำสุด เวลาออกเดินทาง เวลาถึงที่หมาย และระยะเวลาในการเดินทาง หรือถ้าต้องการ “จำกัดการค้นหา” ที่เฉพาะมากขึ้น เช่น บินตรง เฉพาะบางสายการบิน เป็นต้น

อีกฟังก์ชั่นพิเศษ ให้เราสังเกตคำว่า “Smart Combo” ที่จะช่วยจับคู่เที่ยวบินไป-กลับให้เราโดยอัตโนมัติ ทำให้ราคาตั๋วถูกลงอีก

ขั้นตอนที่ 2 จองและชำระเงิน

จองและชำระเงิน

หลังจากเลือกเที่ยวบินได้แล้ว กดใส่รายละเอียดการติดต่อและรายละเอียดผู้โดยสาร จากนั้นตรวจสอบรายละเอียดการจอง กดดำเนินการต่อ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน

อีกหนึ่งข้อดีของ Traveloka คือการมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย เอาใจคนไทยสุดๆ ด้วย 4 ช่องทางการชำระเงิน ได้แก่ เคาน์เตอร์เพย์เมนต์ (7-11, Big-C, m-Pay, Pay@Post, TOT Just Pay, true money, FamilyMart และ Tesco Lotus), เอทีเอ็ม, บัตรเครดิต/บัตรเดบิต และ อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง น่าจะครอบคลุมทุกอย่างที่มีในไทยแล้ว

2. วิธีการใช้งานแอพ Traveloka ค้นหาและจองโรงแรม

การใช้งานแอพ Traveloka ในการค้นหาและจองโรงแรม มีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกับการค้นหาตั๋วเครื่องบิน ค่อนข้างง่ายและขั้นตอนมีไม่เยอะ

ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาโรงแรมและเปรียบเทียบราคา

ค้นหาและจองโรงแรม

เพียงเราใส่รายละเอียดปลายทาง วันเข้าพัก ระยะเวลา จำนวนผู้เข้าพัก และจำนวนห้อง แล้วกด ค้นหา

Traveloka จะค้นหาโรงแรมในพื้นที่ให้ พร้อมรายละเอียด ราคา คะแนน ฯลฯ เมื่อกดเลือกโรงแรมที่เราสนใจ แอพจะแสดงรายละเอียดของโรงแรมมากขึ้น สามารถดูภาพสถานที่ต่างๆของโรงแรม แผนที่สถานที่ตั้งของโรงแรม รวมถึงรีวิวและความคิดเห็นของผู้ที่เคยเข้าพัก (น่าจะเป็นส่วนของข้อมูลที่สำคัญ ที่ผู้ใช้อยากทราบรายละเอียดก่อนจองที่พัก)

เลือกห้องและจองห้อง

เมื่อดูรายละเอียดของโรงแรมโดยรวมเป็นที่พอใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเข้าดูรายละเอียดของแต่ละห้อง ดูภาพตัวอย่างของพัก จากนั้นกด เลือกห้องพัก ใส่รายละเอียดผู้เข้าพัก ถ้าหากจองให้เพื่อนก็สามารถใส่รายละเอียดของคนเข้าพักได้ จากนั้นเลือก ดำเนินการต่อ เพื่อเข้าสู่ระบบชำระเงิน ซึ่งเราก็สามารถชำระเงินผ่าน 4 ช่องทาง ได้เช่นกัน ได้แก่ เคาน์เตอร์เพย์เมนต์, เอทีเอ็ม, บัตรเครดิต/บัตรเดบิต และ อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ข้อดีของการจองโรงแรม เรามักจะเจอค่าอื่นๆอีกตอนจะชำระเงิน แต่ Traveloka รับประกันให้เราว่า ราคาที่แสดงอยู่บนผลลัพธ์การค้นหา คือราคาสุดท้ายที่เราจะต้องจ่ายจริง ไม่มีค่าธรรมเนียมการจอง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆเพิ่มเติม ซึ่งก็รวมทั้งการจองตั๋วเครื่องบินด้วยเช่นกัน (อันนี้ดี)

สรุปโดยรวม

  • ราคาถูกกว่าจองโดยตรงจากสายการบินหรือโรงแรม
  • มีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย แทบจะครอบคลุมทุกระบบในไทย
  • ไม่มีค่าธรรมเนียม เพิ่มเติม ราคาจริงตามผลค้นหา
  • ระบบเปรียบเทียบราคา ระบบจัดเรียงข้อมูล ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ
  • มีโปรโมชั่นและระบบแจ้งเตือนราคา สำหรับคนรอตั๋วราคาถูก
  • มีบ้างในบางครั้งระบบการจองตั๋วเครื่องบินไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของสายการบินได้
  • ปัจจุบันยังให้บริการครอบคลุมในบางประเทศ(ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์)

อื่นๆ ที่ควรทราบ

Traveloka มีบริการ 24 ชั่วโมง ผ่านทางโทรศัพท์ 02-118-5400 และผ่าน Live Chat ที่หน้าเว็บไซต์ และบนเฟสบุ๊คเพจ (FB Traveloka)

นอกจากการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่น ยังสามารถเข้าไปใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ Traveloka.com

แกะกล่อง Leica Sofort : Instant Film Camera

Leica Sofort (Sofort เป็นภาษาเยอรมัน ความหมาย คือ immediately, instantly)

Leica เปิดตัวกล้อง Leica Sofort กล้อง instant film camera ในงาน Photokina 2016 ประมาณเดือนสิงหาคม 2016 ในการเปิดตัวบอกว่ากล้องจะพร้อมขายในเดือนพฤศจิกายน แต่จากที่ติดตามข่าว มีกล้องซื้อได้ในร้านในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2016 แต่ก็มีของน้อยมาก มีแค่บางร้าน ในบ้างเมืองเท่านั้น ตัวที่ได้มาซื้อมาจากร้านกล้องที่ Köln และเป็นตัวสุดท้ายในร้านด้วย

Leica Sofort มีสามสีให้เลือก สีขาว สีมิ้นต์ สีส้ม ที่ได้มาคือ สีส้ม

วันนี้ก็เอา Leica Sofort มาแกะกล่องให้ดูว่าภายในมีอะไรบ้าง

กล่อง Leica Sofort

กล่องของกล้องตัวสีส้ม

กล่อง Leica Sofort ด้านหลัง

ด้านหลังมีรูปเหมือนกล้องจริง พร้อมแสดงฟังก์ชั่นต่างๆ

กล่อง Leica Sofort มีกล่องดำภายในอีกชั้น

เฉพาะกล้องข้างนอกที่ต่างกัน กล่องสีดำคงเหมือนกัน

แกะกล่อง Leica Sofort

ภายในกล่องมีของดังนี้ คู่มือ 5 เล่ม(หลายภาษา), ที่ชาร์ตแบต พร้อมตัวแปลงปลั๊กโซนยุโรปและเอเชีย, แบตเตอรี่, สายคล้องคอ, ตัวกล้อง

(ทุกชิ้นมีพลาสติกหุ้มอย่างดีนะ แต่แกะออกแล้ว)

กล้อง Leica Sofort ด้านหน้า

ด้านหน้ามีกระจกสะท้อน สามารถถ่ายเซลฟี่ได้ และตัวริงที่เลนส์สามารถหมุนปรับระยะโฟกัสได้ 2 ระยะ คือ 0.6-3 เมตร และ 3 เมตร-∞

กล้อง Leica Sofort ด้านหลัง (Designed by Leica Germany)

มีที่ใส่แบตเตอรี่ ช่องโหลดฟิล์ม ปุ่มเปิด ปุ่มเปลี่ยนโหมด ปุ่มควบคุมแฟลช ปุ่มตั้งเวลาถ่าย ปุ่มความสว่าง

Leica Sofort ด้านบน

ปุ่มกดวัตเตอร์ ทางด้านขวา

Leica Sofort ด้านข้างที่ฟิล์มออกมา

ช่องปรินต์ฟิล์มและหูใส่สายคล้อง

Leica Sofort ด้านข้าง

อีกด้านมีแค่หูใส่ที่คล้องสาย

Leica Sofort ด้านล่าง มีที่ติดกับข้างตั้งกล้อง

ด้านล่างมีช่องสกรูมาตรฐานให้ติดกับขาตั้งกล้องได้

กล้อง Leica Sofort และฟิล์ม

ฟิล์มในกล่องหนึ่งมี 10 ภาพ มีให้เลือกแบบสี และแบบขาวดำ

กล้อง Leica Sofort ใส่สายคล้องคอ

พอใส่สายแล้วก็ดูดี Leica มีสายที่สีเข้ากับตัวกล้องขายแยกต่างหากด้วย แต่ของยังไม่มี

Leica Sofort ด้านบน ตอนเปิดกล้องถ่าย

ตัวเลนส์จะยื่นออกมายาวพอสมควร

กล้อง Leica Sofort

หลังจากถ่ายใช้เวลาประมาณ 30-40 วินาที ภาพถึงจะชัด แต่เท่าที่ลองใช้งานพบว่าที่อากาศเย็นมากๆ ภาพปรากฏช้ากว่าเดิมมาก

ในโพสนี้ขอจบการแกะกล่องเพียงเท่านี้ครับ ส่วนการใช้งานจะมาเล่าในครั้งต่อไปครับ

Google Trips แอพช่วยวางแผนก่อนเที่ยว

เมื่อสุดสัปดาห์ได้ไปเที่ยวที่เบลเยี่ยมแบบ one day trip เราไปกัน 2 เมือง คือ Bruges และ Brussels ทั้งสองเมืองเรียกได้ว่าไปเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว สวยและมีที่ท่องเที่ยวเยอะมากสำหรับวันเดียว

Grand Place in Brussels

แต่สิ่งที่อยากจะเล่าไม่ใช่เมืองที่ไปเที่ยวนะครับ แต่จะเล่าว่าได้ใช้แอพพลิเคชั่นตัวหนึ่งที่เพิ่งจะเปิดตัวได้ไม่นานนักชื่อ Google Trips เป็นช่วยตัวนำทาง ซึ่งถือว่ามันโอเคมากๆ

เมื่อเราจะไปเที่ยวเมืองๆหนึ่ง ทุกเมืองก็มักจะมี สิ่งที่ต้องทำ ที่ที่ต้องไป ร้านอาหารเครื่องดื่ม ฯลฯ ถ้าเอาแบบดั้งเดิม เราคงค้นดูในรีวิวที่คนอื่นไปมาแล้ว เอามาเล่าต่อแล้วพยายามไปตามนั้น พันทิพคงเป็นทางออก แต่ยอมรับว่าต้องเสียเวลาและพลังงานในการวางแผนเยอะ

ส่วนตัวแอพ Google Trips จะแนะนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นให้เรา แล้วแนะนำได้ดีมากๆด้วยนะ

Google Trips – Travel Planner

Google มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่มหาศาลอยู่แล้ว จึงสามารถแนะนำข้อมูลได้ดี(กว่าคนอื่น) นอกจากนี้ตัวฟีเจอร์ที่เยี่ยมที่สุด ที่ใช้กับทริปเบลเยี่ยมนี้ คือ โหมด offline ครับ เพราะในการเที่ยวเพียงวันเดียว ไม่อยากเปิด Data Roaming หรือซื้อซิมใหม่เพียงเพื่อจะใช้แค่วันเดียว แต่ส่วนจำเป็นที่สุดของการท่องเที่ยว คือ แผนที่ โหมด offline ที่โหลดข้อมูลต่างๆเก็บไว้ใช้ในวันเดินทาง ในตอนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้นั้น มันดีและใช้ประโยชน์ได้จริง

Google Trips – Travel Planner

ในความจริงแล้ว Google Maps มีโหมด offline เหมือนกันครับ เราสามารถโหลดแผนที่ของเมืองที่เราจะไปมาเก็บได้ แต่ Google Trips จะต่างกันตรงที่ มีการจัดทริปให้ มีการเรียงลำดับสถานที่ท่องเที่ยวในที่ต่างๆให้ พร้อมดาวน์โหลดแผนที่แบบ offline ให้ ซึ่งมันมีประโยชน์มากสำหรับการเดินเที่ยวแล้วเปิด GPS ไปด้วย ทำให้ไม่หลงทาง หรือการเลือกสถานีรถไฟที่ใกล้กับจุดต่างๆที่อยากไปก็ง่ายขึ้น และยังบอกเวลาเปิด-ปิดของสถานที่ต่างๆ รวมทั้งประมาณระยะเวลาในการเดินทางระหว่างจุดท่องเที่ยวให้

Google Trips – Travel Planner แนะนำสถานที่และร้านอาหารนิยม

ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำ Get direction สร้าง Route การเดินทางได้ แต่แผนที่แบบ offline พร้อมกับมีตำแหน่งสถานที่ท่องเที่ยวให้ นั้นใช้ได้จริง และมีประโยชน์มาก ใครที่ท่องเที่ยวบ่อยๆลองทดลองใช้ดูเลยครับ ใช้ดีจึงแนะนำ

ดาวน์โหลด Google Trips สำหรับ Android หรือ iOS

กระเป๋าจาก One Plus

จากที่ได้ใช้มือถือ One Plus 3 มาสักระยะ รู้สึกประทับใจกับผลิตภัณฑ์ของเขามาก ทั้งการออกแบบและประสิทธิภาพที่ได้คุ้มค่าราคามาก เมื่อไม่นานมานี้ One Plus เปิดส่วนของ Gear มีเสื้อยืด กระเป๋า เป้สะพายหลัง เลยค่อนข้างมั่นใจว่าของน่าจะออกมาดี เปิดดูภาพสินค้าแล้วก็ดีไซด์สวยงาม เลยจัดการสั่งมา 2 ชิ้นเลย คือ

  • OnePlus Travel Backpack 50,00 €
  • OnePlus Travel Messenger Bag  50,00 €
One Plus Gear

หลังจากสั่งซื้อไป ใช้เวลา 3 วัน ของก็มาส่ง ก็เลยแกะกล่องมาให้ดู ต้องบอกว่าประทับใจ ของดูพรีเมี่ยมมาก

OnePlus Travel Backpack
OnePlus Travel Messenger Bag

มาแกะดูทีละชิ้นเลยดีกว่า อันแรก OnePlus Travel Backpack ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้

https://oneplus.net/de/oneplus-travel-backpack

OnePlus Travel Backpack

ซองพลาสติกห่อมาอย่างดีเลย

OnePlus Travel Backpack

ด้านหน้า

Oneplus Travel Backpack

ทางด้านหลัง มีที่นุ่นๆซัพพอร์ตหลัง

Oneplus Travel Backpack

ด้านใน มีช่องสามารถ ใส่คอม เท็บเล็ต สมุด ปากกา ฯลฯ

และอีกชิ้น OnePlus Travel Messenger Bag รายละเอียดรูปแบบการใช้งาน ตามลิงค์

https://oneplus.net/de/oneplus-travel-messenger-bag

OnePlus Travel Messenger Bag

อันนี้เป็นเป้สะพายข้าง

OnePlus Travel Messenger Bag
Oneplus Travel Messenger Bag
ส่วนของสายสะพาย
Oneplus Travel Messenger Bag

เมื่อใส่สายสะพายเข้าไป ก็ออกมาประมาณนี้

Oneplus Travel Messenger Bag

ใส่ตำแหน่งที่สองก็ได้นะ จะทำให้ได้กระเป๋าที่ยาวขึ้น

Oneplus Travel Messenger Bag

ด้านในก็มีช่องให้ใส่หลายชั้น

โดยรวมทั้งสองกระเป๋า ทำออกมาดีมาก ออกแบบก็ดี เนื้อผ้าหนา น่าจะทนพอดู คงได้ใช้ตัว backpack สำหรับไปทำงาน ไปเรียน ส่วนตัว Messenger Bag ไว้ไปเที่ยวใกล้ๆ

 

สัญญาณบอกเวลาที่เยอรมัน

เหตุเกิดจากเพื่อนในเล็บเดินถือนาฬิกาไปมา เหมือนดังเราเดินหาคลื่นโทรศัพท์ประหนึ่งยุคมือถือ 2G จึงเกิดความสงสัยเลยถามกึ่งหยอกไปว่า

“เดินหาคลื่นหรือ?”
เพื่อนตอบ “ใช่ กำลังเดินหาสัญญาณ”
ตอนแรกนึกว่าเพื่อนอำเล่น “ตลกแล้ว หาคลื่นให้นาฬิกาเนี้ยนะ”
เพื่อนตอบ “ใช่ ไม่แน่ใจว่า สัญญาณไม่ดีหรือมันพัง” สีหน้าจริงจัง

จึงได้คุยถึงรายละเอียดต่างๆกัน มันเป็นคลื่นจริงๆครับ ที่เยอรมันมีการส่งคลื่นของสัญญาณนาฬิกาบอกเวลาจากหอส่งสัญญาณกระจายไปทั่วประเทศประหนึ่งเดียวกับคลื่นมือถือ หรือคลื่นโทรทัศน์นั้นแหละครับ

(ก็ตรูมาจากประเทศกำลังพัฒนาไม่มีอะไรแบบนี้หรอก)

German longwave time signal

รู้จักในชื่อสัญญาณ DCF77 ครับ อ่านใน wiki ได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/DCF77 เป็นสัญญาณนาฬิกาที่อ้างอิงกับนาฬิกาอะตอมอีกทีครับ แม่นยำในระดับ 10^-19 วินาที กันเลยทีเดียว แล้วส่วนใหญ่ในนาฬิกาของที่นี้จะมีตัวรับสัญญาณติดมาด้วยครับ เพื่อรับเอาสัญญาณเวลามาใช้งาน เรียกได้ว่านาฬิกาตรงกันทั่วทั้งประเทศกันเลยทีเดียว คงไม่มีช่วงเวลาเพลงชาติแข่งกันจบก่อนหลังเหมือนของไทยเป็นแน่แท้(ถ้ามีเปิดเพลงชาติเช้าเย็นเหมือนเรานะ) แล้วประโยชน์ของมันนอกจากจะให้เวลาที่ตรงกันทั้งประเทศแล้ว

สัญญาณนี้ยังมีประโยชน์เอาไว้ใช้สำหรับการปรับเวลา Daylight saving time (DST) ของยุโรปอีกด้วย โดยจะปรับให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมงในช่วงหน้าร้อน และปรับกลับมาปกติในช่วงหน้าหนาวอีกที จุดประสงค์เพื่อต้องการให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากแสงอาทิตย์ที่ขึ้นเร็วในช่วงหน้าร้อนให้ได้มากที่สุด ปีนี้เพิ่งปรับไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2016 ที่ผ่านมานี้ นาฬิกาที่อยู่ตามสถานีรถไฟต่างๆก็ปรับตามโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องมาปรับกันเองคงลำบากกันน่าดู

พูดแล้วก็อยากให้บ้านเรามีแบบนี้กับเขาบ้างจัง

แกะกล่อง Fujifilm X70 (วิดีโอ)

ผมเป็นคนชอบถ่ายรูปครับ ชอบแนว Street photography มากๆครับ (ปู่ Elliot Erwitt เนี้ย ไอดอลผมเลย) อยากจะพกกล้องไปด้วยทุกที่ แต่ DSLR มันไม่ค่อยสะดวก และไม่ค่อยเป็นมิตรกับการขอถ่ายรูปคนอื่นเท่าไหร่ นานๆถึงจะได้ออกทริป แต่ก็ถือว่ายังจำเป็นอยู่นะ เราก็ถ่ายรูปมาขายจากกล้องนี้ได้ ส่วนกล้องมือถือติดตัวตลอดแต่คุณภาพไม่ได้เรื่อง เอาง่ายๆคืออยากได้คุณภาพแบบ DSLR แต่ อยากหิ้วกล้องเล็ก ยัดเข้ากระเป๋ากางเกงได้ ที่ผ่านมายังไม่มีอะไรถูกใจเลย จนมาเห็น Fujifilm X70 เซนเซอร์ APS-C ขนาดเล็กกระทัดรัด เลนส์ได้ระยะ 28 mm F2.8 แปลงเป็น 35 mm หรือ 50 mm ก็ได้ มี film simutation มาให้ด้วย แม้จะไม่มี View finder ให้ ก็พอจะมองข้ามได้ มีงบค่อยไปซื้อมาใส่เพิ่มได้ สรุปว่าค่อนข้างลงตัวมาก

แกะกล่อง Fujifilm X70

วันนี้ได้กล้องมาก็เลยมาแกะกล่องให้ดูครับ ไม่มีเวลามานั่งเขียนรายละเอียดเหมือนครั้งก่อนๆ อัดวิดีโอก็ดีเหมือนกัน อัดกันสดๆ เทคเดียว มีพูดผิด พูดถูก ก็มองข้ามๆไปแล้วกันนะครับ

ขอเวลาใช้งานสักพักก่อนแล้วค่อยมาเล่าว่ามันดีไม่ดีอย่างไงนะครับ เท่าที่ดูในคู่มือ มีหลายอย่างต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยครับ

ขายภาพบน Shutterstock แล้วนะ

www-shutterstock-com

Portfolio: https://www.shutterstock.com/g/sarapuk?rid=3759287

ไม่ได้อัพเดตบล็อกมานานมาก นานจนเพื่อนบางคนคิดว่าเลิกเขียนไปแล้วแน่ๆ ช่วงเวลาที่หายไปมีหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะมาก มีทั้งดีและร้าย ดีใจมากและเสียใจมาก ปนๆกันไป ชีวิตมันก็คงเป็นแบบนี้แหละ

ขอเขียนตามหัวข้อด้านบนดีกว่าจะได้จะได้ไม่ออกนอกเรื่องมากเกินไป

เรื่องการขายภาพดิจิตอลผ่านทางเว็บไซต์นั้นพอจะรู้เรื่องนี้มานานแล้ว ดูจากที่ปีที่สมัครเป็นสมาชิกครั้งแรกใน iStockphoto.com ของตัวเองนั้นมันตั้งแต่ปี 2009 แล้ว ช่วงปีนั้น iStock น่าจะเป็นเจ้าตลาดอยู่ ตอนน้ันส่งรูปเข้าไปสอบแต่ไม่ผ่านเลยคิดว่าตัวเองน่าจะยังถ่ายรูปได้ห่วย เอากล้องของมหาลัยมาถ่ายด้วย เลยเลิกล้มความคิดไป เวลาผ่านไป 7 ปี (ใช้เวลาในการฝึกนานนะ) กว่าจะกลับมาสอบผ่านและขายได้

ส่วนของ Shutterstock.com ตัวเองเป็นสมาชิกเมื่อไม่นานมานี้ คือตอนปี 2015 คิดว่าตอนนี้เจ้านี้ น่าจะเป็นผู้นำในตลาดอยู่นะ อันนี้ดูมาจากสัดส่วนรายได้ของช่างภาพที่อัพโหลดขายหลายที่ แล้วเขาได้รับรายได้จาก Shutterstock เยอะที่สุด ยังมีอีกหลายเจ้าที่เขานิยม เช่น Fotolia, Depositphotos, Dreamstime, 123rf, 500px etc. แต่ก็เลือกอันที่น่าจะทำรายได้ได้เยอะสุดก่อน

แล้วทำไมกลับมาสนใจถ่ายภาพขายอีกครั้งหลังจากทิ้งความสนใจนี้ไปนานมากแล้ว ก็ต้องตอบว่าตอนนี้อยู่ยุโรป ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ต่างๆเยอะ เราก็ถ่ายรูปมานานแล้วทั้งถ่ายเล่น ถ่ายจริงจัง มันก็ควรจะมีประสบการณ์มากขึ้นบ้าง หลังจากไปเที่ยวกลับมานำรูปไปแชร์ในที่ต่างๆ เช่น Facebook หรือแม้แต่ใน 500px ก็มีติด Popular กับเขาอยู่บ้าง เพื่อนฝรั่งก็บอกว่ารูปที่คุณถ่ายคุณภาพใช้ได้เลยนะ ไม่ลองขายมันเลยล่ะ จึงได้กลับมาลองส่งภาพไปสอบอีกรอบ ปรากฏว่าผ่าน สามารถขายใน Shutterstock ได้ แล้วก็ทยอยอัพโหลดรูปที่มีในเครื่องให้เขาตรวจสอบ ก็มีทั้งผ่านและไม่ผ่าน เดี๋ยวเล่าต่อว่าหลังจากส่งไปแล้ว อันที่ผ่านก็โอเคไป ส่วนอันที่ไม่ผ่านมีอะไรบ้าง

หลังจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั่งขุดรูปที่ยังเหลืออยู่ในคอมมาปรับและส่งไปตรวจ ได้ไปราวๆร้อยกว่ารูป สรุปว่าผ่านประมาณ  70% ของรูปทั้งหมดที่ส่ง ส่วนที่ไม่ผ่านมีปัญหา เรียงจากที่เจอบ่อยสุดไปน้อยสุดได้ดังนี้

Kyoto มองชัดแต่ขยาย 100% ระยะไกลจะหลุดโฟกัส

Focus, ถูก rejected ไปราว 10% เป็นภาพชุดของการถ่าย Cityscape ตอนถ่ายไม่ได้คำนึงถึงความชัดมากนัก ภาพที่ได้จากรูรับแสง f5.6 นี้คือหมดสิทธิเลย f8 ผ่านบ้าง ตอนถ่ายเราคิดว่ามันน่าจะชัดตลอดแนวแล้ว แต่ภาพเมื่อดูแบบ 100% กับมีเบลอเล็กน้อยที่ไกลๆ แต่มีคนแนะนำว่าให้เพิ่ม Sharpen ให้ภาพและลดขนาดของภาพลง แล้วลองส่งใหม่ ลองทำดูราว 10 ภาพเมื่อวาน ปรากฏว่าผ่านครับ คิดว่าภาพในชุดนี้น่าจะเอามาแก้ไขใหม่แล้วลองส่งใหม่อีกที อีกอย่างถ้าใช้ขาตั้งกล้องน่าจะช่วยได้เยอะให้ภาพไม่สั่นไหว แล้วเกิดอาการเบลอในระยะไกล หรือใช้ shutter speed สูงขึ้นหน่อย

ในพื้นที่บางแห่งต้องมีเอกสารประกอบ

-Propety Release, ถูก rejected ไปราว 5% เป็นชุดภาพที่ไปถ่ายในวัง Kyoto imperial palace โดนทั้งชุด อันนี้ไม่รู้จะแก้ไขยังไง ครั้งหน้าต้องดูให้ดีว่าถ้าเป็นพื้นที่เฉพาะ หรืออาจจะต้องเขียนคำอธิบายให้ดีกว่านี้ แต่บางคนแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็น Editorial อาจจะผ่านได้ เลยจะลองส่งใหม่ดูอีกที

ภาพที่โดน rejeted จากปัญหาเรื่องแสง

-Poor lighting, ถูก rejected ไปราว 5% เป็นภาพชุดของ Golden temple โดนทั้งชุดเหมือนกัน ต้องบอกว่าถ่ายมาไม่ดีเอง เพราะตอนนั้นวัดซึ่งเป็นสีทองอยู่แล้ว โดนแสงจากพระอาทิตย์ช่วงราวๆบ่าย 3-4 ยิงใส่ตรงๆเลย สะท้อนเข้ากล้องพอดีถ้าวัดแสงที่บรรยากาศรอบๆ พอถ่ายออกมาจะทำให้ตัวปราสาทแสงหลุดไปเลย แต่ถ้าวัดแสงที่ตัวปราสาทบรรยากาศรอบๆก็มืดจมดินเลย ห่างกันราว 3-4 stop เลย ตอนนั้นถ้าหยิบตัว CPL ขึ้นมาใส่อาจจะช่วยลดแสงสะท้อนได้บ้าง หรือไม่ก็เลี่ยงสถานการณ์อะไรแบบนี้

อันนี้ composition ไม่ผ่าน

-Composition, ถูก rejected ไปราว 5% เหมือนกับปัญหาที่แล้ว อันนี้บางทีเรามองว่าเราจัดดีแล้ว คิดถึงกฏต่างๆดีแล้ว แต่บางทีก็ไม่พอ ต้องจัดมุมมอง และซ้อมให้เยอะขึ้น

ภาพ Cityscape ต้องระวังเรื่องโลโก้ Trademark

-Trademark, ถูก rejected ไปราว 3% ตอนถ่าย City view ต้องเช็คให้ดีว่ามีโลโก้บริษัทอะไรโผล่มาหรือไม่ ถ้ามีควรรีทัชออกก่อน แต่เอาให้เนียนๆนะ

Noise เยอะถ้าดูที่ส่วนของเงามืด

-Noise, มีหลุดไปบ้าง ต้องพยายามเช็คให้ละเอียด และใช้ noise reduction นิดหน่อยได้ หรือไม่ก็ย่อรูปลงแล้วส่งใหม่ ตามคำแนะนำของคนที่มีประสบการณ์บอก หรือแนะนำให้ซื้อกล้องใหม่ระดับ Full fram หรือพวก High end จะจัดการสัญญาณรบกวนได้ดีมาก ถ้าอยากแก้เบื้องต้นใช้ iso ต่ำสุดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาพที่ถ่ายจาก Canon 600D iso เกิน 400 คือแย่มาก (อยากได้กล้องใหม่)

สรุปว่า หลังจากส่งภาพไป ทำให้เราได้ feedback กลับมา ทำให้รู้ว่าภาพแบบไหนที่จะผ่านหรือไม่ผ่านมากขึ้น และนำมาคิดก่อนตั้งแต่จะกดชัตเตอร์ สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำมากขึ้น คิดว่าในการออกไปถ่ายรูปในครั้งต่อไปน่าจะทำให้ถ่ายอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น และรู้ว่าควรถ่ายยังไงบ้าง เช่น ควรเลี่ยงคนที่เข้ามาในภาพ ตรวจสอบแสงให้ดี ตรวจดูความคมชัด ดูการจัดองค์ประกอบ ฯลฯ น่าจะถ่ายรูปแบบคำนึงภาพหลัง Process มากขึ้น

ตามไปดู Portfolio: https://www.shutterstock.com/g/sarapuk

อยากขายเองบ้าง: https://submit.shutterstock.com

ชุด kit วาดภาพสีน้ำ วาดเมื่อไหร่ ที่ไหน ก็ได้ตามใจฉัน

ช่วงเดือนที่ผ่านมาเราสนุกกับการวาดรูปใน iPad ด้วยแอพพลิเคชั่น Paper by 53 และสไตลัส Pencil มาก มันทำให้วาดสนุกขึ้นมาก แต่อย่างไรก็ตามการวาดในจออิเล็กทรอนิกส์ก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ได้อารมณ์ของการวาดจริงๆ ความรู้สึกวาด เขียนลงกระดาษตอนจับปากกา ดินสอ หรือพู่กันตอนลงสี ยังสู้ของจริงไม่ได้อย่างที่ใจอยากได้

แต่เพราะ iPad มันตอบโจทย์อย่างหนึ่งนั้นคือมันพกไปไหนมาได้ สะดวก เราหยิบขึ้นมาวาดได้ทันทีที่อยากวาด ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ตรงนั้นได้อย่างดี แต่จะให้พกกระดาษ ชุดสีน้ำ น้ำ พู่กัน ไปไหนมาไหนก็ดูไม่สะดวกสักเท่าไหร่นัก

จนกระทั้ง…ด้วยความบังเอิญ วันหนึ่งอยากได้หมึกให้ปากกา ปากกาหมึกซึม Parker เพราะตัวที่ใช้อยู่มันมีกลิ่นที่ไม่ชอบเอาเสียเลย และโดนน้ำหรือความชื่นก็เลอะ ก็เข้าไปค้นใน Google ตามปกติ ทำให้ไปเจอบล็อกนี้ https://www.bbblogr.com ซึ่งเขียนรีวิวพวกปากกา สมุดสเก็ต หมึก ไว้ดีมากๆ ได้ความรู้เยอะมาก ต้องขอบคุณเจ้าของบล็อกจากใจจริง และในนั้นก็ทำให้รู้ว่ากลุ่ม Sketcher จะออกไปวาดรูปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเขาก็จะมีชุด kit แบบพกพาสำหรับออกไปวาดรูปที่ไหนก็ได้ ไปเที่ยว ไปกินกาแฟ กินข้าว เดินเล่น วาดที่ไหนก็ได้ตามใจ มันดูสะดวกมากๆ (มีสิ่งมหัศจรรย์แบบนี้อยู่บนโลกด้วย) เป็นที่มาของบล็อกนี้ที่อยากเขียนถึง “ชุด kit วาดสีน้ำ” เอาพอสังเขปตามที่ได้สัมผัส ได้ใช้งานครับ

อุปกรณ์ชุดวาดภาพสีน้ำ

  1. สมุดสเก็ตภาพ (Canson 120gsm, 110 บาท)
  2. ปากกาหมึกซึมแบบกันน้ำ (Unipin, 35 บาท)
  3. ชุดสีน้ำ (Koi Water Colors Pocket Field Sketch Box 18 colors, 425 บาท)
สมุด ปากกา สี มีอุปกรณืเท่านี้ก็พร้อมลุยออกไปวาดรูปแล้ว

มีแค่ 3 ชิ้นนี้ก็พร้อมออกไปวาดรูปนอกบ้านแล้วครับ ซึ่งที่ผ่านมาเกือบเดือนก็รู้สึกชอบและพอใจกับชุด kit นี้มาก เอาติดกระเป๋าไปไหนมาไหนตลอด นอกจากนี้ใครที่คิดว่ามันราคาแพงไปหน่อย ก็มี Sketcher หลายๆคนก็มีการทำชุด kit ด้วยตัวเองด้วยนะ โดยใช้พวกฝาขวดมาทำเป็นหลุมสี เอาฝาติดกับกล่องพลาสติกเล็กๆก็เท่และก็ใช้ได้จริงอีกด้วย https://www.sketchlandyard.com/1660/

ชุดวาดสีน้ำ Koi Water Colors Pocket Field Sketch Box

เปิดกล่องดูข้างในของกล่องชุดสีน้ำก้อน

ข้างในจะมีสีน้ำแบบเป็นก้อน และตัวพู่กันแบบมีแท็งน้ำอยู่ตรงด้ามจับ มีถาดสี (ใช้ไปได้สักพักแล้ว ของใหม่ไม่เละนะ) สิ่งที่สุดยอดน่าจะเป็นตัวสีน้ำที่เป็นก้อนแห้ง และพู่กันที่มีแท็งเก็บน้ำไว้ได้ ทำให้คิดอยากวาดเมื่อไหร่ก็ได้ มีน้ำให้ใช้ตลอดตราบใดที่ไม่ลืมเติมน้ำเข้าไปนะ

สีก้อนแบบ 18 สี

สีน้ำของ Sakura Koi จะมีให้เลือกแบบ 12, 18, 24 สี ราคาก็แตกต่างกัน ของผมเป็นกล่อง 18 สี ซื้อมาจากร้าน siam-market ที่ central world ครับ

พู่กันมีแท็งน้ำ

พู่กันที่มีแท็งน้ำ แท็งน้ำมีจุกปิดแน่น ตอนจะใช้ก็เปิดจุกออกแล้วหมุนหัวพู่กันเข้าไป เมื่อเราบีบเบาๆน้ำที่อยู่ในแท็งก็จะไหลออกมาที่ปลายพู่กัน แล้วเราก็ป้ายลงสีน้ำก้อน แล้วก็สนุกกับการระบายสีลงรูปวาดของเราได้เลยครับ สะดวกจริงๆนะเออ

อีกอย่างที่ทำให้ผมลุกขึ้นวาดรูป มองหาอุปกรณ์อะไรแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะได้เห็นสมาชิกและกิจกรรมของกลุ่ม BANGKOK SKETCHERS GROUP ที่เอารูปสวยๆ มาแชร์ให้ดู ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากออกไปวาดรูปบ้าง

สรุปว่าตอนนี้ก็สนุกกับการได้วาดแบบนี้มากครับ สวยไม่สวยอีกเรื่อง สนุกไว้ก่อน เข้าไปดูตัวอย่างรูปที่วาดได้ที่นี้ครับ https://sarapuk.tumblr.com

เล่าเรื่องพื้นที่เก็บภาพแบบฟรีของ Google+Photo

เราใช้ Google+Photo เป็นที่เก็บภาพมาตั้งแต่ที่ยังเรียกกันว่า Picasa Album ดีอย่างหนึ่งคือให้เก็บฟรีที่ความละเอียดภาพไม่เกิน 2048×2048 pixel แต่ถ้าเกินก็อัพโหลดได้แต่จะไปกินเนื้อที่ส่วนอื่น เราใช้ package ต่ำสุดของการจ่ายเงินเพื่อเพิ่มพื้นที่ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากคือ 20GB 5$/year รวมกับโบนัสอื่นอีกที่ได้มา 16GB รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 36GB ถือว่าเยอะพอสมควร แต่เมื่อวานตอนจะอัพโหลดภาพใหม่ขึ้น ระบบก็แจ้งเตือนว่าพื้นที่ใกล้หมด ทำเอางง? เพราะคิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้ 36GB หมด ส่วนใหญ่ที่ใช้ก็มี Google Drive, Gmail เป็นหลักสองส่วนนี้ไม่น่าจะกินพื้นที่มาก ส่วนรูปภาพก็อัพกว้างไม่เกิน 2048pixel อยู่แล้ว แล้วอยู่ๆมันเกิดเต็มขึ้นมาได้ยังไง (ไม่ค่อยได้เช็คดูเท่าไหร่นัก) จึงเข้าไปตรวจสอบที่ละจุดว่าเกิดอะไรขึ้น ดูรายละเอียดการใช้พื้นที่ได้ที่ https://www.google.com/settings/storage?hl=en พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่หมดไปกับการเก็บภาพ ใช้ไปประมาณ 22GB ไหนว่าฟรีที่ความกว้างไม่เกิน 2048pixel?

จึงเข้าไปดูโปรไฟล์ของรูปที่เราอัพโหลดขึ้นไปจึงได้รู้ว่า ปรกติการทำรูปของเราจะใช้ LR เป็นตัว export รูปออกมาที่ความกว้าง 2048px (ตั้งค่าไว้แค่ตัวเดียว) จากนั้นใช้ Picasa อัพโหลดขึ้นไปแบบภาพต้นฉบับเลย มันเกิดปัญหาขนาดภาพใหญ่เกินโควต้าเมื่อภาพที่ export ออกมาเป็นแนวตั้งครับ ปรกติเราถ่ายภาพที่อัตราส่วน 4:3 จะได้ภาพที่ความละเอียด 2048x1365px แต่ถ้าเป็นภาพแนวตั้งจะได้ภาพขนาด 2048x3072px (เพราะมันถูก fix ค่าเฉพาะแนวกว้างไว้) ซึ่งภาพเหล่านี้เองที่ทำให้กินพื้นที่ที่ละเล็กทีละน้อยมาจนทำให้เยอะจนกินพื้นที่ไปกว่า 22GB

ภาพในแนวตั้งมีประมาณ 1 ใน 5 ของภาพทั้งหมด ขนาดราว 4-5MB แสดงว่ามีภาพแนวตั้งที่เราต้องแก้ไขให้ขนาดไม่เกินโควต้าอยู่ราว 4-5พันรูปเลยครับ หนักใจเหมือนกัน เลยลองมาคิดความคุ้มทุนที่อัพเกรดพื้นที่เป็น 100GB ดีหรือเปล่า ซึ่งราคาก็อัพขึ้นมาพอสมควรกับสิ่งที่ได้มาใช้ไม่มากนัก จึงเริ่มปันใจจะแก้ไขภาพบางส่วนให้ได้พื้นที่กลับมาสัก 10GB แล้วแบ่งภาพไปเก็บที่ Flickr ที่ให้พื้นที่ตั้ง 1TB หรือไม่ครั้งหน้าระวังเรื่องการอัพโหลดรูปให้มีขนาดตามโควต้าซึ่งอันนี้ไม่ยากแค่ตอนอัพโหลดใน Picasa ให้ตั้งค่า Image size เป็น Best for web sharing การตั้งค่านี้จะย่อรูปแนวตั้งของเราอัตโนมัติ

คิดไปคิดมาลดพื้นที่เก็บภาพลงมาดีกว่า จึงเริ่มปฏิบัติการโหลดภาพจาก Google+Photo ทีละอัลบั้มลงเครื่องไว้ก่อน จากนั้นก็ลบภาพบนเน็ตทิ้ง แล้วก็อัพโหลดขึ้นไปใหม่ให้ขนาดไม่เกินโควต้าซึ่งทำไปสักพักก็ได้พื้นที่กลับมาแล้วราว 2 GB แต่ก็เหนื่อยพอสมควร เน็ตต้องแรงทั้งขาอัพโหลด-ดาวน์โหลด อีกอย่างที่ต้องชมคือระบบของ Google+Photo ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ใช้งานง่ายดีทีเดียว ทำให้ทำได้ค่อนเร็ว

พื้นที่ว่างกลับมาบ้างแล้ว

ขอลาบวช

ขอลาบวช

กำหนดการทำบุญอุปสมบท
นายพงษ์ศักดิ์ สาระภักดี

ตั้งกองบวช ณ บ้านเลขที่ 24 หมู่ 11 ตำบลขี้เหล็ก อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอกราบเรียนเชิญญาติมิตรและท่านที่เคารพนับถือทุกท่าน ร่วมอนุโมทนาบุญในการอุปสมบทในครั้งนี้
“กรรมใดที่ผู้อุปสมบทได้ล่วงเกินท่านด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ผู้อุปสมบทด้วยเทอญ”

แผนที่สำหรับไปร่วมงานครับ: https://mapsengine.google.com/map/edit?mid=z8cBUVxNYqsw.kzG1bDBmUHsI