สร้างกราฟอัตโนมัติใน Excel ด้วย VBA

ได้ช่วยเพื่อนเขียนโค้ด VBA ใน MS Excel เพื่อสร้างกราฟอัตโนมัติ ขอบันทึกเตือนความจำแบบสั้นๆเก็บไว้

ข้อมูลที่ต้องการสร้างกราฟนั้นเป็นชุดข้อมูลที่เหมือนกัน สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานอื่นๆได้ แกน X เป็นปีที่เก็บข้อมูล เช่น ปี 1990-2017 ส่วนแกน Y เป็นชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามสนใจ อาจจะมีเป็นร้อยชุดข้อมูลเลยก็ได้ ถ้าจะมานั่งทำทีละกราฟ ทีละชุดข้อมูล และกราฟแต่ละอันยังมีรูปแบบเหมือนกัน จะค่อนข้างเสียเวลามาก โค้ด VBA จึงพอจะช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้บ้าง

ตัวอย่างกราฟและชุดข้อมูลตัวอย่าง

จะอธิบายตามโค้ดที่เขียนเลย

-เปิด VB editor ของ Excel ขึ้นมา แล้ว insert module ใน sheet ที่มีชุดข้อมูลที่ต้องการสร้างกราฟแล้ว จะจัดให้ข้อมูลวางแนว Row หรือ Column ก็ได้ แล้วค่อยไปกำหนดเองในโค้ด VBA

Option Explicit

Sub WRYChart()

'ประกาศชนิดของตัวแปร
Dim parameterNum As Integer
Dim co As ChartObject
Dim ct As Chart
Dim sc1 As SeriesCollection
Dim ser1 As Series
Dim LC As Long

'ให้สามารถสร้างกราฟตามชุดข้อมูลที่สนใจได้ จึงกำหนดหมายเลขกำกับแล้วอิงจากตัวเลขนั้นเพื่อสร้างกราฟ
parameterNum = InputBox("What parameter would you like to chart?")

'กำหนดหมายเลขของชุดข้อมูลไว้ เท่าไหร่ก็ได้ต้องครอบคลุมจำนวนชุดข้อมูลที่มี เช่น อันนี้มี 100 กราฟที่ต้องสร้าง
If parameterNum > 0 And parameterNum < 100 Then

'ตำแหน่ง(A10) cells ใน excel ที่อยากจะสร้างและวางกราฟลงไป ชื่อและขนาดของกราฟ ในที่นี้มีหลายกราฟ จึงเลือก column ท้ายสุดของข้อมูล และ(offset)เลื่อนลง ตามลำดับชุดข้อมูล 
Set co = Sheet3.ChartObjects.Add(Range("A10").Offset(parameterNum, 1).Left, Range("A10").Offset(parameterNum, 1).Top, 450, 200) 'Chart location
co.Name = "parameter number" & parameterNum & "Chart"

'ใส่รายละเอียดของกราฟที่อยากได้ ชื่อกราฟ รายละเอียดของแกน x,y
Set ct = co.Chart
With ct
.HasLegend = True
.HasTitle = True
.Axes(xlCategory, xlPrimary).HasTitle = True
.Axes(xlCategory, xlPrimary).AxisTitle.Characters.Text = "Jahr" 'กำหนดป้ายของแกน x โดยเขียนเองเป็นข้อความ
.Axes(xlValue, xlPrimary).HasTitle = True
.Axes(xlValue, xlPrimary).AxisTitle.Characters.Text = Range("F3").Offset(parameterNum, 0).Value 'กำหนดป้ายของแกน y กำหนดให้เปลี่ยนตามข้อมูลใน cells ที่กำหนดไว้
.Axes(xlCategory).CategoryType = xlTimeScale 'ชนิดของข้อมูล
.Axes(xlCategory).BaseUnitIsAuto = True
.Axes(xlCategory).MajorUnit = 2 'กำหนดการแบ่งหน่วย
.Axes(xlCategory).TickLabels.Orientation = xlTickLabelOrientationUpward 'กำหนดการวางตัวป้าย

.ChartTitle.Text = Range("G3").Offset(parameterNum, 0).Value 'กำหนดชื่อ ให้เปลี่ยนตามข้อมูลใน cells (เริ่มที่ G3 เลื่อนตามหมายเลขเลือก) ที่กำหนดไว้
Set sc1 = .SeriesCollection 
Set ser1 = sc1.NewSeries

'รายละเอียดข้อมูลของกราฟที่จะสร้าง
With ser1
.Name = Range("G3").Offset(parameterNum, 0).Value 'ชื่อของข้อมูล
.XValues = Range(Range("G3").Offset(0, 1), Range("G3").End(xlToRight)) 'ชุดข้อมูลของแกน x (เลือกที่ตำแหน่ง G3 จนถึงตำแหน่งขาวสุด)
.Values = Range(Range("H3").Offset(parameterNum, 0), Range("L3").Offset(parameterNum, 0)) 'ชุดข้อมูลของแกน x (เลือกที่ตำแหน่ง H3 จนถึง L3)
.ChartType = xlXYScatterSmoothNoMarkers 'ชนิดของกราฟ
.Trendlines.Add(Type:=xlLinear, DisplayRSquared:=True).Select 'เพิ่มเติม การใส่ Trendline และค่า R Square ของเส้น

End With

End With

MsgBox ("That's Perfect!") 'แจ้งเตือนเมื่อกราฟสร้างเสร็จ

Else: MsgBox ("You must enter a parameter number between 1 and 100") 'แจ้งเตือนเมื่อใส่ตัวเลขผิดพลาด
End If

End Sub

ปล. กำหนดชุดข้อมูลของ x, y สามารถกำหนดในรูปแบบนี้ได้เช่นกัน

.Values = Range(Range("G3").Offset(parameterNum, 1), Range("G3").Offset(parameterNum, 1).End(xlToRight))

ข้อดีคือ สามารถเพิ่มชุดข้อมูลต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะ End(xlToRight) จะวิ่งคลุมถึงตัวสุดท้ายของข้อมูล
ข้อเสียคือ ถ้าชุดข้อมูลไม่ต่อเนื่องมีขาดหรือหายไปในบาง cells มันจะไม่สามารถดึงข้อมูลทั้งหมดมาได้ ถ้าหากเป็นแบบนี้ต้องใช้การกำหนดระยะของขุดจ้อมูลเองดังตัวอย่างด้านบน

.Values = Range(Range("H3").Offset(parameterNum, 0), Range("AL3").Offset(parameterNum, 0))

ภาพประกอบอื่นๆ

การเรียกใช้ VB และ Macro ใน Excel
ตัวอย่างการใช้งาน
ตัวอย่างการใช้งาน

ลองเล่น BLE Wireless Sensor Tag Demo V1.1

เมื่อวานก่อนไปงาน Embedded World 2016 ที่ Nürnberg มาครับ งานใหญ่มาก มีบริษัทใหญ่ๆทั่วโลกมาออกบูธแสดงสินค้าและบริการของตัวเองเพียบ มีของแจกเยอะมากๆด้วย ได้ของแจกฟรีมาเยอะเลยครับ หนึ่งในนั้นที่โชว์อยู่คือ BLE(Bluetooth Low Energy) Wireless Sensor Tag เป็นของโชว์ IoT ของบริษัท TE connectivity มีบอร์ดอื่นๆอีกหลายอย่างให้เลือก แต่เลือกเอาตังนี้มาน่าจะเล่นได้เลย ส่วนบอร์ดอื่นบางอันต้องการ module อื่นเชื่อมต่ออีกที

BLE Wireless Sensor Tag Demo V1.1

สิ่งที่ BLE Wireless Sensor Tag Demo V1.1 ทำได้คือ มีเซนเซอร์ตรวจวัด Humidity, Temperature, Pressure แล้วส่งข้อมูลผ่าน Bluetooth รองรับทั้ง Android และ Windows ลองเล่นดูแล้ว ถือว่าเจ๋งมากๆ เขาเครมว่าใช้ถ่าน CR2032 ก้อนกลมๆ นั้น อยู่ได้นาน 3 เดือนเลยครับ เจ๋งดีจริงๆ

รายละเอียดทั้วไปของบอร์ด BLE Wireless Sensor Tag Demo V1.1 download link

  • Bluetooth Low Energy Tag
  • Humidity (0-100%RH)
  • Temperature (-20°C + 85°C)
  • Pressure (300 to 1200mBar)
  • Android & Windows PC compatible แต่ใน App Store ก็มีแอพให้เล่นเหมือนกันนะแต่ไม่มีเครื่องลองเลยไม่รู้ว่าใช้ได้ไหม
  • อื่นๆ มี SDK ให้เอาไปพัฒนาต่อได้ด้วย

เล่าถึงการใช้งาน LibreOffice แทน Microsoft Office

LibreOffice

ที่ทำงานมีนโยบายให้ใช้โปรแกรมทำเอกสารที่ถูกลิขสิทธิ์ ตอนแรกก็ใช้ OpenOffice แต่ภายหลังก็ย้ายมาเป็น LibreOffice ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องมากกว่า ตอนแรกยังติดอยู่กับ Microsoft Office เพราะจะเปลี่ยนไปใช้ LibreOffice เลยมันดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย อีกทั้งคนอื่นๆก็ยังทำด้วยเอกสารด้วยไฟล์ .doc หรือ docx ที่สร้างด้วย MS Office เป็นหลัก การส่งไฟล์แก้ไขระหว่างกันดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ

ถ้าเป็นแบบนี้เราจะเปลี่ยนไปใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ได้อย่างไร จะเลือก LibreOffice ที่ใช้งานได้ฟรีหรือจะยอมจ่ายตังค์ MS Office ไปตลอด ซึ่งหน่วยงานที่ทำงานอยู่เลือกให้แล้ว กึ่งบังคับด้วยว่าต้องใช้แบบฟรีและถูกลิขสิทธิ์ นั้นคือ LibreOffice และใช้ไฟล์ .odt เป็นหลัก ถ้าจะเป็นไปใช้ LibreOffice อย่างจริงจัง ต้องเริ่มยังไง?

เริ่มต้นต้องหาความรู้ ต้องเรียนรู้วิธีใช้งาน ที่หน่วยงานมีจัดอบรมทุกปีต้องหาเวลาเข้าไปเรียนให้ได้สักครั้ง ถ้าที่ทำงานคุณไม่มีจัดอบรม อินเทอร์เน็ตช่วยได้ครับ ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายนัก ถ้าใช้ MS Office เป็นอยู่แล้ว LibreOffice ก็ไม่ได้ต่างกันมาก เมนูต่างๆก็จัดว่าคล้ายคลึงกัน เพียงแต่หน้าตาเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเราเองไม่คุ้นเคยแล้วส่งผลให้ไม่อยากใช้งาน ก็ต้องบอกว่าใช้ไปสักพักจะคุ้นเคยเอง

ต้องขอยอมรับเลยครับว่าการเข้าอบรมแค่ครั้งเดียว จะทำให้รู้ว่า LibreOffice สามารถแทน MS Office ได้อย่างสมบูรณ์สำหรับการทำงานทางด้านเอกสาร ในระดับที่เราๆท่านๆใช้กันอยู่ในตอนนี้ แถมตอนเรียนได้รู้ว่ามีฟีเจอร์ต่างๆมากมายของ LibreOffice ที่ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายและเร็วขึ้นมาก คิดว่าใน MS Office ก็น่าจะมี แต่เราไม่ได้เรียนรู้เท่านั้นเอง ก็ใช้งานแค่พื้นฐานอยู่เท่านั้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าอบรมการใช้งาน LibreOffice แล้วเอามาใช้ได้อย่างดีมากๆ มีหลักๆอยู่ ดังนี้

  1. การเลือกใช้ Style ของระบบอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. สร้างสารบัญเรื่อง, ภาพ, ตาราง แบบอัตโนมัติได้ง่ายมาก ตรงนี้ทำให้ประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดได้อย่างมาก
  3. การสร้างไฟล์ PDF ทำได้ง่ายและดีขึ้น สามารถแนบไฟล์ที่แก้ไขได้เข้าอยู่ใน PDF ได้ด้วย
  4. ตารางในเอกสาร Document ใส่สูตรคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้

สรุปว่าตอนนี้ผ่านมาเกือบปีแล้ว เอกสารที่เราทำเอง ส่งออกเอง ทำเบ็ดเสร็จด้วย LibreOffice ได้แล้ว และยังทำได้เร็วกว่าเดิมมาก หากต้องทำงานร่วมกับคนอื่นๆที่ยังใช้ MS Office ยังมีปัญหาอยู่บ้างเกี่ยวกับรูปแบบเพี้ยน แต่เราแก้ไขปัญหาโดยแก้ไขเนื้อหาด้วยโปรแกรมอะไรก็ได้จะ MS Office หรือ LibreOffice ตามแต่ใครจะสะดวก แล้วค่อยมาจัดหน้ากันอีกทีในตอนท้าย ก่อนจะแปลงเป็น PDF อีกทีเพื่อส่งงาน

ถ้าเป็นไปได้จะมาแนะนำการทำงานเอกสารด้วย LibreOffice ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆครับ คอยติดตามแล้วกันนะครับ

รูปถ่ายจากกล้องของ Nokia Lumia 920

ได้ Nokia Lumia 920 มาเล่นอยู่สองสามวัน จากกิจกรรม Test Drive เป็นการลองเล่น Windows Phone 8 ครั้งแรก แม้จะไม่กี่วันก็อยากจะบันทึกประสบการณ์ไว้เหมือนกัน จริงๆแล้วเล่นไปนานแล้ว เขียนเป็น draft ไว้นานมาก กว่าจะเสร็จและเอามาโชว์ให้คนอื่นได้เห็นในตอนนี้

ส่วนใหญ่คงเน้นที่ถ่ายรูป เพราะเขาก็ใช้จุดนี้เป็นจุดขายว่ามันยอดเยี่ยมกว่าสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่น ก่อนอื่นมาดูรูปลักษณะทั่วไป สเปคของเครื่องคิดว่าหาอ่านได้ทั่วไป Nokia Lumia 920

Nokia Lumia 920 สีแดง
ด้านหลัง มีกล้องกับแฟลช
ด้านข้างมีปุ่มเพิ่มลดเสียง ปุ่มเปิด-ปิด และปุ่มกดถ่ายภาพ
ด้านข้างอีกด้านไม่มีปุ่ม
ด้านล่างมีช่องเสียบ usb สำหรับชาร์ตและเชื่อมต่อกับคอมพิวเอตร์ แล้วก็ลำโพง
ด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง กับถาดใส่ซิม ใช้ micro Sim
หน้าตาตอนเปิดเครื่อง
แอพพลิเคชั่น

สิ่งที่อยากบันทึกไว้

  • ภาพถ่ายไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเยี่ยมยอดแบบทิ้งห่างตัวอื่นๆมากนัก
  • แอพพลิเคชั่นที่เราใช้ประจำส่วนใหญ่มีครบเกือบหมดแล้ว มีบางตัวจริงๆที่ยังไม่มี เช่น Instagram, Food
  • ชอบคีย์บอร์ดของ Windows Phone 8 นะครับ รู้สึกว่าพิมพ์ง่ายกว่าของ iOS และ Android
  • ทำงานร่วมกับ Cloud Service ของ Microsoft ได้ดี Sync ข้อมูลกับ SkyDrive ได้ง่าย ถือว่าโอเคเลย
  • แอพพลิเคชั่น Nokia City Lens พอมีประโยชน์อยู่บ้างนะ ตอนไม่รู้จะหาข้าวกินที่ไหนดี ส่วนแอพถ่ายภาพหลายช็อตแล้วมาเลือกหน้าที่ดีที่สุดที่หลัง อันนี้เฉยๆ โอกาสที่จะใช้มีน้อย

สุดท้าย รวมรูปถ่ายจากกล้องของ Nokia Lumia 920 เป็นภาพที่ Sync เข้า SkyDrive มาอีกที ตอนแรกคิดว่าเป็นไฟล์เต็ม แต่พอมาเปิดดู พบว่ามันถูกย่อลงมาแล้ว แต่ก็ช่างมันเถอะ พอดูได้ (มีภาพถ่ายแบบพาโนรามาปนอยู่ด้วยนะ)

บทความ “ทำเงินบนโลกไอที (84) : So.cl อีกทางเลือกที่ไม่ใช่เฟซบุ๊ก”

เป็นบทความที่ได้เขียนไว้กับทาง CyberBiz : ผู้จัดการ Online ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555 ยังไม่ได้เอามาบันทึกไว้ในนี้เลย ก็เลยมาเขียนถึงสั้นๆเก็บไว้

นั่งเล่น so.cl อยู่หลายวัน พยายามหาแง่มุมต่างๆของมัน เขียนส่งไปทั้งข้อความรวมกับภาพประกอบ 8 หน้ากระดาษ A4 เลยทีเดียว น่าจะยาวสุดเท่าที่เคยเขียนอะไรแนวนี้แล้วล่ะ กว่าจะเขียนออกมาได้ใช้พลังงานไปเยอะพอสมควรเลย ได้ค่าเรื่องมากินขนมนิดหน่อย แต่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ ตอนตอบตกลงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีค่าเรื่องให้ด้วย แต่รู้สึกดีที่ได้ทำมากกว่า ขอบคุณ @goople ที่ให้โอกาสได้ทำครับ

ตัดมาแปะไว้บางส่วน ตามไปอ่านต้นฉบับได้ที่ ลิงค์นี้ ครับ

ทำความรู้จัก So.cl สังคมออนไลน์เพื่อการศึกษาของไมโครซอฟท์

       ***ทำความรู้จัก So.cl สังคมออนไลน์เพื่อการศึกษาของไมโครซอฟท์
(บทความโดย พงษ์ศักดิ์ สาระภักดี)

ก่อนที่เราจะหาช่องทางทำเงินจากเว็บไซต์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคงต้องรู้ก่อนว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ละส่วนนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร ถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อะไร ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ง่ายต่อการนำไปต่อยอด หรือนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจของเราให้แข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง ดังนั้นการแนะนำสิ่งต่างเหล่านี้ก่อน น่าจะเป็นการชี้นำสู่ช่องทางทำเงินที่ดีที่สุด ดังนั้นเรามาทำความรู้จัก So.cl กันก่อนดีกว่าครับ

 So.cl (อ่านว่า “social”) เป็นสังคมออนไลน์จากไมโครซอฟท์ที่เปิดให้คนทั่วไปได้ใช้งานเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา หลังจากที่ปล่อยให้ใช้ในวงจำกัดมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554 ไมโครซอฟท์ออกตัวชัดเจนว่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแข่งกับ Facebook หรือ Twitter ที่ถือว่าเป็นสองเว็บไซต์สังคมออนไลน์ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลกในตอนนี้

Facebook/Twitter ถูกเรียกว่าเป็น ”เครือข่ายทางสังคม”(social networking) ซึ่งเราค่อนข้างคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เราสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วย ข้อความ คอมเม้นท์ ภาพถ่าย เกม ฯลฯ แต่ไมโครซอฟท์วางตัวให้ So.cl เป็น “สังคมแห่งการค้นหา” (social searching) กล่าวคือ สังคมออนไลน์ที่ผู้ใช้งานจะปฏิส้มพันธ์กันด้วยการแชร์ผลการค้นหาในสิ่งที่ตัวเองสนใจให้กันและกัน จะเห็นได้ว่าทั้งสองอย่างนี้มีจุดเหมือนและจุดต่างกันอยู่ในตัว

So.cl เกิดขึ้นจาก FUSE Labs ของไมโครซอฟท์ (ตัวอย่างผลงานของแล็บนี้ เช่น Docs.com, CompanyCrowd, Bing Social, Montage, Spindex เป็นต้น) เราจะเห็นว่าในปัจจุบันนั้นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในวัยเรียน ทางทีมงานของ Fuse Labs มองเห็นถึงศักยภาพของสังคมออนไลน์เป็นอย่างดี จึงพยายามที่จะเปลี่ยนเว็บไซต์ในลักษณะนี้ให้เข้าไปอยู่ในห้องเรียนให้ได้

So.cl จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสังคมออนไลน์สำหรับนักเรียน/นักศึกษาโดยเฉพาะ เป็นสังคมออนไลน์ที่จะแชร์ประสบการณ์ทางด้านการศึกษา ว่าในขณะนั้นพวกเขากำลังเรียนรู้อะไร อย่างไรบ้างโดยสามารถที่จะโพสเนื้อหาที่มีองค์ประกอบได้หลายอย่างพร้อมกัน เช่น ผลการค้นหา รูปภาพ วิดีโอ ข้อความ ลิงค์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุดให้เพื่อนๆในกลุ่ม หรือในชั้นเรียนของตัวเอง เพื่อให้เกิดเป็นศูนย์รวมของการเรียนรู้ร่วมกัน โดยที่นักเรียน/นักศึกษาสามารถที่จะสร้างและปรับแต่งชุมชนออนไลน์ใน So.cl ให้เหมาะสมกับความสนใจของตัวเองและเพื่อนๆได้เอง

วิธีเปลี่ยนรูปแบบการอ้างอิงเซลล์แบบ R1C1 เป็น A1 ใน Excel

ในสัปดาห์นี้ได้มีโอกาสได้ใช้ Excel เยอะพอสมควร แต่ใช้ Office for Mac น่าตาการใช้งานเป็นแบบ Ribbon ก็จริงแต่มันไม่คุ้นเคยเหมือนอยู่ใน Windows ต้องพยายามใช้อยู่หลายวันค่อยหาเครื่องมือที่ใช้ประจำเจอ โดยเฉพาะวันนี้ได้ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนใน Twitter ที่หลายครั้งๆที่เราบ่นออกไป มักจะมีคนเก่งๆมาช่วยเราเสมอ ความรู้ใหม่ครั้งนี้ขอขอบคุณ @ds2kGTS

เรื่องมีอยู่ว่าใน Excel ใน Mac ค่าเริ่มต้นของรูปแบบการอ้างอิงตำแหน่งจะเป็น R1C1 คือ มันจะอ้างอิงเซลล์โดยอิงจากเซลล์ที่เรากำลังทำงานอยู่อีกที โดยจะให้ตำแหน่งที่เราอยู่เป็น R[0]C[0] จุดที่เราจะอ้างถึงต่ำลงไปค่า R จะเป็นบวก ถ้าสูงขึ้นจะเป็นลบ ส่วนค่า C ไปทางขวาจะเป็นบวก ทางซ้ายจะเป็นลบ เอาง่ายๆเลยเหมือนการระบุตำแหน่งแบบ x,y สี่ช่อง แต่ให้ค่า y กลับกันให้บวกอยู่ล่าง ดูรูปแล้วจะเข้าใจ (แต่เวลาใช้งงมาก!)

การอ้างอิงเซลล์แบบ R1C1

ตอนแรกคิดว่าเป็นการอ้างอิงเฉพาะใน Excel for Mac เลยใช้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อต้องมาเริ่มมีการใส่สูตร วิเคราะห์ข้อมูล มันเริ่มงง และดูไม่รู้ว่าเอาข้อมูลตรงไหนมาคิด แต่ก็มารู้ภายหลังว่ามันเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของการตั้งค่าการอ้างอิงเซลล์(Reference Style)ของโปรแกรมพวก Spreadsheet เราสามารถที่จะเลือกให้เป็นแบบ A1 อย่างที่ตัวเองใช้ประจำ ซึ่งจะระบุตำแหน่งแบบโดยรวมไม่ได้อ้างอิงตามจุดที่ทำงานอย่างเช่น R1C1

จุดสังเกตง่ายๆ ถ้าตั้งเป็นแบบ R1C1 ชื่อของคอมลัมน์จะเป็นตัวเลข ส่วนแบบ A1 จะเป็นตัวอักษร

การตั้งค่ารูปแบบเซลล์ R1C1 และ A1 (คลิกดูรูปขนาดใหญ่)

แต่ทั้งสองรูปแบบสามารถตั้งค่าได้ว่าจะใช้งานแบบไหน วิธีการสลับรูปแบบระหว่าง R1C1 กับ A1 มีวิธีดังนี้ครับ

วิธีการตั้งค่ารูปแบบการอ้างอิงเซลล์ใน Excel 2010 for Mac

1. คลิก Excel >>Preference

Preferences

2. เลือก General

คลิก General

3. ในหน้าของการตั้งค่า ให้เอาเครื่องหมายติ๊กหน้าคำว่า Use R1C1 reference style ออก ถ้าต้องการใช้งานแบบ A1 ถ้าต้องการใช้ R1C1 ก็ติ๊กเลือก

ส่วนการตั้งค่า

4. ในที่นี้ ผมต้องการใช้แบบ A1 เลยเอาเครื่องหมายออก แล้วคลิก OK ไป

เลือกใช้งานแบบ A1

การเปลี่ยนรูปแบบการอ้างอิงเซลล์ไม่มีผลกระทบกับไฟล์เอกสารของเรานะครับ ไฟล์ที่ทำจากรูปแบบ R1C1 ก็เอามาใช้งานในการตั้งค่าแบบ A1 ได้ปกติ ไม่มีปัญหาอะไร

สำหรับใน Windows ก็มีขั้นตอนการเปลี่ยนรูปแบบคล้ายๆกัน ดังนี้ครับ

วิธีการตั้งค่ารูปแบบการอ้างอิงเซลล์ใน Excel 2007

คลิกปุ่ม Excel  เลือก Excel Options >>Formulas tab เลื่อนไปในส่วนของ Working with formulas

R1C1 reference style

เอาเครื่องหมายออก ก็ใช้งาน A1 style ได้แล้วครับ

ความจริงบล็อกนี้จะเขียนแบบสั้นๆก็ได้นะ แค่อธิบายว่าคลิกตรงไหน เลือกตรงไหน แต่ตอนที่ผมค้นหาวิธีการตั้งค่าแบบนี้ ไม่รู้ทำไมหายากจัง ส่วนใหญ่บอกใน Windows ซึ่งมันจะเข้าไปตั้งค่าใน Excel Options ใน Mac จะเรียกว่า Preferences เลยงมหาไม่เจอสักที ก็เลยเก็บกดเขียนให้มันละเอียดแบบนี้เลยได้ไหม (ผมโง่ครับ!) คนอื่นๆจะได้ทำตามได้ง่ายๆ หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ

ข้อมูลจาก https://www.lytebyte.com

มานับถอยหลังให้ Internet Explorer 6 กันเถอะ

ยอดการใช้งาน ie6 ทั่วโลกทุก OS รวมกันอยู่ที่ 10.9%

Internet Explorer 6 (IE6)ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2001 ถูกยัดให้เป็น default browser ของ Windows XP และ Windows Server 2003 มันเกิดมานานร่วม 10 ปีแล้ว ปัจจุบัน IE จะออกเวอร์ชั่น 10 อยู่แล้วแต่ตัว IE6 ยังมีคนใช้งานอยู่มาก จากข้อมูลมีผู้ใช้ 10.9% จากคนใช้โปรแกรมท่องเน็ตทั่วโลก

มาดูสถานการณ์ของ IE6 ในปัจจุบัน

กราฟยอดผู้ใช้งาน IE6 ทั่วโลกในปี 2010-2011

ยอดของคนใช้ IE6 ลดลงเรื่อยๆแต่หลังๆเริ่มจะนิ่งอยู่ที่ประมาณ 10%

ยอดของผู้ใช้ IE6 ในแต่ละประเทศ

ยอดผู้ใช้งาน IE6 ในประเทศไทยมีค่าอยู่ที่ประมาณ 4.5% ในขณะที่ยอดคนใช้สูงที่สุดเป็นของประเทศจีน 33.9%

Campaign รณรงค์ให้เลิกใช้ IE6 ออกมาตั้งนานแล้ว นำทีมโดย Microsoft ผู้สร้างโปรแกรม IE6 และเว็บไซต์ชั้นนำอีกมากมาย อะไรที่คนใช้เยอะจะเปลี่ยนแปลงทีมันก็ต้องลำบากเป็นธรรมดา คิดว่าเหตุที่ยังมีคนใช้อยู่เยอะเพราะยังมีหลายกลุ่มยังใช้งาน Windows XP ซึ่งมี IE6 มาพร้อม แต่คนที่ใช้ไม่สนใจที่จะอัพเดตให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ หลังจาก Windows 7 ออกมา(ข้าม Vista ไปนะ) มันได้รับการตอบรับอย่างดี คนเปลี่ยนจาก XP ไปเป็น 7 เยอะทำให้ยอดลดลงมาบ้าง แต่ก็ยังคงมียอดคนใช้สูงอยู่ดี

แล้วคำถามที่ว่าทำไมต้องเลิกใช้ IE6 ?

ข้อดีของการอัพเกรด IE มีหลายอย่างเช่น เปิดเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น, มี tab ให้ใช้งาน ไม่ต้องเปิดหลายหน้าต่าง, มีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้มากขึ้น, มีความปลอดภัยจากการโจมตีจากไวรัส แสปม ฯลฯ, รองรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ๆของเว็บไซต์ เป็นต้น ลองดูประสิทธิภาพของ IE เวอร์ชั่นใหม่ได้ที่ ลิงค์นี้ ส่วนข้อเสียของ IE6 ก็ทำไม่ได้อย่างข้อดีด้านบนที่เขียนมา

เป้าหมายของการรณรงค์นี้คือ จะต้องลดการใช้งาน IE6 ให้เหลือเพียง 1%

ในการรณรงค์ครั้งนี้คงไม่ได้จำกัดเฉพาะให้ใช้ IE ในการท่องเน็ต สนับสนุนให้ใช้โปรแกรมอื่นๆที่ได้มาตรฐานกลางด้วย เช่น Firefox, Chrome, Opera, Safari อันไหนก็ได้ที่ตัวเองชอบ แต่หลักๆคือเลิกใช้ IE6

ประโยชน์ครั้งนี้นอกจากจะได้กับตัวคนใช้เองยังช่วยกลุ่มนักพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถลดปริมาณงานในการพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับ IE6 ที่ล่าสมัยได้อีกเยอะ ทำให้วงการพัฒนาเว็บไซต์พัฒนาได้เร็วขึ้น

เข้าร่วมโครงการรณรงค์เลิกใช้ IE6 ยังไง?

ที่บล็อกนี้ตามสถิติของ 30 วันย้อนหลัง เก็บจาก Google analytic นับเฉพาะเวอร์ชั่นของ IE มีสถิติดังนี้ครับ IE 8 = 65.9% , IE7=16.7% , IE6=11.6%, IE9=5.8% จะเห็นว่า IE6 ยังสูงอยู่

เราอยากร่วมรณรงค์ ก็เข้าไปเอาโค้ดเตือนให้อัพเกรดเมื่อใช้ IE เวอร์ชั่นเก่าเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเรา อยู่ที่เว็บไซต์ https://www.theie6countdown.com/join-us.aspx นำมาติดในบล็อก ถ้าใช้ IE6 เปิดเข้ามาจะเห็นแบบนี้ครับ

IE6 แจ้งให้อัพเดตเวอร์ชั่นใหม่

ถ้าไม่ใช้ iE6 ก็จะมองไม่เห็น จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันติด IE6 Countdown กันครับ

ข้อมูลจาก: https://www.theie6countdown.com

ประสบการณ์ใช้งาน Macbook Pro ในหนึ่งสัปดาห์

Macbook Pro

ตอนนี้ใช้ Macbook Pro เข้าสัปดาห์ที่สองแล้ว เลยขอเขียนถึงมันหน่อย ตัวที่ใช้เป็น Macbook Pro รุ่นจอ 13 นิ้ว CPU เป็น Core i5 เขียนแบบนึกอะไรออกก็เขียนเลยนะ

  • แน่นอน! มันสวยมาก เครื่องแบบ Unibody ทำให้รู้สึกว่ามันแข็งแรงดี และทำความสะอาดง่าย ไม่ค่อยมีช่องรูเล็กๆ
  • การเปลี่ยนจาก Windows เป็น Mac OS X ไม่ยากเย็นอะไร ใช้ไปสัก 2-3 ชั่วโมงก็คุ้นเคยแล้ว โดยเฉพาะการใช้ TouchPad รู้สึกว่าใช้งานได้ดีกว่า Windows อยู่นิดหน่อยในแง่ของการควบคุมการทำงาน มีวิธีใช้เป็นวีดีโอให้ดูใน System Preference
  • ส่วนหนึ่งที่ทำให้การย้ายจาก Windows มาเป็น Mac OS X ทำได้ง่าย เพราะเราใช้ Freeware, Open source ในการทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ มีเวอร์ชั่นที่รองรับใน Mac OS X อยู่แล้ว ทำให้ตัวที่ใช้บ่อยๆ มาครบเกือบหมด อีกอย่างคือเคยใช้ Ubuntu อยู่พักหนึ่ง มีหลายส่วนที่เหมือนกัน
  • ตัว Port ต่างๆที่มากับเครื่อง ที่รู้สึกว่ายังไม่มีประโยชน์นะตอนนี้ คือ Thunderbolt มันคงมีประโยชน์ในบ้านเราน้อย ตัว USB 3.0 ดูจะเหมาะสมมากกว่า  อุตสาห์ซื่อ Ext HDD  USB 3.0 มา เครื่อง Macbook Pro ไม่รองรับ USB 3.0 ในขณะที่คู่แข่งฝั่ง PC ใส่มาหมดแล้ว Apple คงดัน Thunderbolt เต็มที แต่ต้องดูไปสักพักว่าจะเปลี่ยนไปใช้ USB 3.0 เมื่อไหร่ อย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนตัว 2.0 ให้เป็น 3.0 อุปกรณ์ต่างๆพวกเครื่องปรินต์วันหนึ่งคงต้องเปลี่ยนเหมือนกัน
  • Mac OS X เขียน Ext HDD ที่เป็น NTFS ไม่ได้ ต้องเข้าไปแก้ไขไฟล์ System บางตัว หรือง่ายกว่าคือลงโปรแกรมเสริม
  • หน้าสั่งปรินต์ใช้งานยากกว่าใน Windows มาก เพราะมันตั้งค่าได้ละเอียดมาก ต้องเลือกทีละเมนูไม่สะดวกเลย (ทางออกคือตั้งค่าไว้แล้ว save การตั้งค่าไว้ใช้ภายหลัง)
  • ถ้าคิดจริงๆแล้วราคามันไม่ต่างจาก PC เท่าไหร่ ถ้าเวลาซื้อโน๊คบุ๊คทั่วไปคุณบวกค่า Windows OS เข้าไปด้วย แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คในกลุ่มราคาสูงอยู่ดี ใช้บริการของ U-Store ที่จุฬาฯ ทำให้ได้ราคาถูกลงเยอะพอดูเลย
  • แบตเตอรีอยู่ได้ 7 ชั่วโมงจริงๆ Apple ไม่ได้โม้แต่อย่างใด โน๊คบุ๊คที่เคยใช้มาไม่มีเครื่องไหนอยู่ได้เกิน 3 ชั่วโมงเลย
  • อันนี้แปลกใจหน่อยๆ เวลาซื้อโน๊ตบุ๊คของ Apple ทำไมร้านต้องถามว่าจะติดฟิล์มหน้าจอไหม? ทีซื้อโน๊คบุ๊คทั่วไป(ราคาเท่ากัน)ไม่เห็นมีร้านไหนถามเรื่องติดฟิล์มเลย สองมาตรฐานชัดๆ
  • สิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดของการเปลี่ยนจาก Windows ที่ใช้มาตลอดมาเป็น Mac OS X คือโปรแกรมหลักที่ใช้ทำงานว่าซับพอร์ต Mac OS X หรือไม่ และตัวที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุดคืองานเอกสารพวก MS Office แม้จะมี Office for Mac แต่ทำงานร่วมกันกับ Windows  ได้ห่วยมาก ทางออกของการแก้ไขปัญหานี้คือ ใช้ Parallel ลง Windows แล้วไปใช้งาน MS Office บน Windows  แทน
  • จากที่ลองใช้งานโปรแกรมทางด้าน Office พบว่าตัว LibreOffice ทำงานได้ดีกว่า OpenOffice ในหลายๆอย่าง โดยเฉพาะการจัดรูปแบบ
  • ชุดโปรแกรม iWork ห่างชั้นจาก MS Office อยู่มาก พอจะสูสีหน่อยก็ Keynote กับ Power Point
  • ผมหาตัวโปรแกรมดูภาพแบบ Picasa Photo Viewer แบบใน Windows ที่ถูกใจไม่ได้เลย ที่อยากได้คือเมื่อเราเปิดโฟล์เดอร์รวมรูปขึ้นมา แล้วเปิดดู สามารถเลื่อนดูรูปต่อไปได้ แก้ไขได้เล็กน้อยเช่นหมุนภาพ ตัว Preview(เลื่อนดูรูปต่อไปไม่ได้) กับ iPhoto(ต้องคอย import เข้าไป) ทั้งสองตัวไม่ตอบโจทย์ของผม แต่มีตัวที่พอจะแก้ไขได้บ้างคือ Xee แต่ยังสู้ตัว Picasa Photo Viewer ไม่ได้
  • อันนี้ดี ตัวแชร์เน็ตผ่าน Wifi แบบที่โปรแกรม Conectify ใน Windows 7 พบว่าใน Mac OS X ทำได้ง่ายกว่ามาก
  • โปรแกรม Paint ที่ใช้ในการแต่งรูปเล็กน้อยๆเวลาจะเขียนบล็อก ใน Mac OS X ใช้ Paintbrush แทนได้ดี
  • App Store ของ Mac OS X มีโปรแกรมเยอะ ส่วนใหญ่ที่น่าใช้เป็นโปรแกรมเสียตังค์ทั้งนั้น(แหงอยู่แล้ว)
  • เล่น iOS emulator ได้แล้ว ว่างๆจะลองเขียน App ง่ายๆลองดู
  • ใช้เวลาบูธนานกว่า Windows 7 64 bit ใน Dell เครื่องก่อน แต่ตอนปิดเครื่องทำได้เร็วกว่า

โดยรวมตอนนี้ก็แฮปปี้ดีกับ Macbook Pro เครื่องนี้ คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน ส่วนใครมีอะไรแนะนำ Mac user มือใหม่อย่างผม เชิญเขียนคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ

วิธีปิดเมนู Ribbon ของ MS Office 2007

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้ Microsoft Office 2007 เช่น Microsoft Word 2007, Microsoft Excel 2007 คงจะรำคาญเจ้าเมนูแบบ Ribbon ที่มันกินพื้นที่ทำงานเยอะเกินไป เพราะความจริงเราใช้งานพื้นที่บนกระดาษมากกว่าบนเมนูนะ แล้วเพิ่ม Google Cloud Connect มาอีกพื้นที่จึงยิ่งน้อยลงไปอีก แถมช่วงนี้ได้ใช้ MS Office 2007 เยอะเป็นพิเศษ จึงลองหาวิธีปิดมัน ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก

เคยใช้ Microsoft Office 2010 RC จะมีปุ่มที่มุมขวาให้ปิดไปได้เลย แต่เวอร์ชั่นแรกอย่าง Office 2007 ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้เมนู Ribbon เลยถือว่าเป็นจุดด้อยที่ถูกแก้แล้วในรุ่นถัดไป

วิธีปิดมันก็ง่ายๆ อันที่จริงไม่ใช่ปิดให้เป็นเมนูแบบเดิมที่เป็นลิสต์แบบ Office 2003 นะ แต่เป็นแบบซ่อนไว้ เมื่อคลิกเมนูหลักมันก็โผล่มา พอเลิกใช้ เข้าโหมดพิมพ์ธรรมดามันก็จะหายไปเอง เยี่ยม และถูกใจ

วิธีปิดเมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Office 2007

  1. คลิกที่มุมด้านบนตรง หลังเมนู shortcut
  2. ติ๊กเลือก Minimize the Ribbon อยู่ล่างสุดของลิตท์
  3. เสร็จแล้ว ดูรูปเข้าใจง่ายกว่าเยอะ
วิธีปิดเมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Word 2007

คราวนี้มาดูว่า ก่อนและหลังได้พื้นที่ทำงานคืนมาเยอะแค่ไหน

ก่อนปิดเมนูแบบ Ribbon

เมื่อปิดแล้วเป็นแบบนี้

หลังปิดเมนูแบบ Ribbon แล้ว

เป็นเกร็ดเล็กๆ ที่ใช้ได้กับโปรแกรมตัวอื่นๆที่อยู่ในชุด Microsoft Office 2007 ด้วยนะ