ความขัดแย้งของสังคมไทย วู้ดดี้ถาม ท่าน ว.วชิรเมธี ตอบ

, , 1 Comment

     
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี

รายการวูดดี้ เกิดมาคุย แขกรับเชิญ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 ในสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปรกติ หลายคน วิตกกังวล ผวา กลัว  สับสน สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อได้ฟังคำตอบจากหลายๆคำถามที่คาใจเราอยู่ เหมือนได้ปลดล็อกออกมาได้ ทำให้สบายใจมากขึ้น จึงอยากให้ทุกท่านได้ชม ได้ฟังบ้าง เช่นเดิม ใครอยากอ่านผมนั่งถอดออกมาเป็นข้อๆเลยทีเดียว ไม่มีอะไรมาก อยากบันทึก และจะทำให้ได้ฟัง ได้คิด และได้เขียนละเอียดขึ้น ใครอยากดูโดยตรง สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้

http://www.youtube.com/view_play_list?p=C2D853E113AF22DF

วู้ดดี้ : ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเห็น อารมณ์ ความรู้สึกของคนในประเทศ แตกแยกรุนแรงขนาดนี้
ท่าน ว.วชิรเมธี : ประวัติศาสตร์ มันจะซ้ำร้อยเสมอ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในเวลาคือตัวละคร โลกทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยกระแสโลภาภิวัฒน์ คือ โลภ + โลกาภิวัฒน์  โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความ โลภ เราอยู่ในโลกของการแข่งขันที่มีศัพท์หรูๆว่า ทุนนิยม ทุนนิยมไม่ใช่ว่าไม่ดี ทุนนิยมที่เป็นปัญหาคือทุนนิยมที่หวังแต่ผลกำไรสูงสุด ไม่สนว่าจะเกิดผลกระทบอะไร

วู้ดดี้ : ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น หลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ หรือศาสนาใดก็ตาม จะใช้ในโลกปัจจุบันได้จริงหรือ?
ท่าน ว.วชิรเมธี : มันต้องใช้ได้สิ ถ้าใช้ไม่ได้ศาสนาพุทธก็เจ๊งนะสิ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใช้ได้หรือไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่เราไม่หยิบมาใช้

วู้ดดี้ : หลายคนมองว่า ท่าน เลือกฝั่งถ้ามีคนถามท่าน ท่านจะตอบอย่างไร?
ท่าน ว.วชิรเมธี : ไม่ใช่แค่พระอาจารย์ที่ถูกบอกว่าเลือกข้าง พระในกระแสหลักก็ถูกบอกว่าเลือกข้าง ไม่อยู่ในกระแสก็บอกว่าเลือกข้าง เหลืออยู่องค์เดียวที่ยังไม่มีข้างคือพระประทาน  ตอนนี้ไม่มีใครที่ถูกบายสีว่าเลือกข้าง พอพระอาจารย์ไปออกทีวีของรัฐ ก็บอกว่าเลือกข้างนั้น พอไปออกในรายการเคเบิลทีวีก็บอกว่าเลือกฝ่ายนั้น แต่สิ่งที่อันตรายกว่าการเลือกข้างคือ คนในประเทศไทยตัดสินกันง่ายๆ เพียงเพราะว่าเขาไปออกทีวีบางช่อง หรือสวมเสื้อบางสี อันตรายที่คนไทยเลือกที่จะไม่ใช้ปัญญา

วูดดี้ : มีบางคนบอกว่า พระอาจารย์เลือกสีแล้ว เพราะพระอาจารย์ห่มเหลือง พระอาจารย์รู้สึกอย่างไร กับคำพูดเหล่านั้น?
ท่าน ว.วชิรเมธี : คนที่พูดแบบนี้ค่อนข้างอ่อนปัญญา ไม่ใช่ปัญญาอ่อน ปัญญาออ่อนคือไม่มีปัญญา แต่อ่อนปัญญา คือ มีปัญญาแต่ไม่ใช้ปัญญาเลย ทำไมคุณไปตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก  ถ้าคิดอย่างนั้นให้คุณเอาผ้าสีเหลืองอันหนึ่ง กับผ้าแดงอันหนึ่งไปผูกไว้ที่ตอ แล้วบอกว่า ตอนี้เลือกข้างแล้ว

วูดดี้ : เสื้อผ้าที่อยู่ในตู้ จะเลือกใส่อะไรก็ไม่ได้ กลัวออกไปข้างนอกแล้วคนอื่นจะคิดว่าเราเป็นยังไง ทั้งๆที่เราไม่ได้คิดอะไรเลย
ท่าน ว.วชิรเมธี : เรื่องนี้สะท้อนว่าถ้าเราเต็มไปด้วยอคติ ถึงมีปัญญาเราก็จะไม่ใช้ เมืองไทยตอนนี้ป่วย คือ มองคนไม่เห็นเป็นคน เพราะสายตาเราเลือกข้างไปแล้ว เราจึงมองคนไทยไม่เห็นเป็นคนไทย มองเห็นแต่เสื้อที่สวมใส่ มองไม่เห็นว่าเป็นคนไทย แม้ตอนนี้ใครจะมาเตือนก็ยากที่เราจะได้เห็นได้ยิน ได้ฟัง

วู้ดดี้ : เวลาที่ผ่านมา คนเลือกข้างเริ่มใช้การโต้ตอบ ว่ากล่าวอีกฝ่ายอย่างรุนแรง อะไรทำให้เขาเปลี่ยนแปลงขาดนั้น ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เลย ?
ท่าน ว.วชิรเมธี : เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ แต่เราอยู่ในบรรยากาศของมัน สภาพแวดล้อมมันเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง ตื่นมาเปิดโทรทัศน์ก็เจอ เปิดหนังสือพิมพ์ก็เจอ  ถ้ามว่าทำไมเราต้องด่าทอด้วยล่ะ ทำไม่เราต้องเลือกข้างด้วยล่ะ ลึกๆเราตกเป็นทาสขออคติ อคติของความลำเอียง ความลำเอียงมี 4 ประการ พระอาจารย์คิดว่าคนไทยตอนนี้มีครบทุกข้อเลย
1) ฉันทาคติ คือ ลำเอียงเพราะรัก ทำให้คนๆหนึ่งเป็นเทวดาได้ โดยไม่สนใจข้อบกพร่องของเขา
2) โทสาคติ คือ ลำเอียงเพราะชัง ทั้งๆที่คนๆหนึ่งมีคุณงามความดี สามารถเสกให้เขาเป็นภูษผีปีศาจได้
3) โมหาคติ คือ ลำเอียงเพราะเขลา เรารับข่าวสารข้อมูลมาไม่ครบ คนไทยมีนิสัยเชื่อมากกว่าที่จะหาความรู้ คนไทยจึงตกเป็นเหยื่อเพราะลำเอียงเพราะเขลาเพราะรับข่าวสารด้านเดียว ได้ข้อมูลมาก็เชื่อไม่มีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ในเมืองไทยถ้าต้องการทำร้ายใคร ก็เขียนใส่ร้ายป้ายสี ส่ง forward mail ส่งไปทาง facebook twitter ส่งไปทาง BB คนนั้นก็หมดอนาคตแล้ว เพราะอุปนิสัยคนไทยชอบเชื่อมากกว่าชอบศึกษา คนไทยตกเป็นทาสของอคติตัวนี้มาก วันหนึ่งมีคนป้อนข้อมูลขยะต่างๆให้ คนเชื่อแล้วเสี่ยมให้ฆ่ากันเอง สุดท้ายรู้ว่าโดนหลอก จะเหลือคนไทยให้เสียใจไหม เพราะทุกฝ่ายเข้าสู่สงครามประชาชนไปกันหมดแล้ว ระหว่างประชาชนคนไทยด้วยกันเอง
4) ภยาคติ คือ ลำเอียงเพราะกลัว

วู้ดดี้: งั้นเราควรบล็อก งดรับสื่อเลยไหมครับ?
ท่าน ว.วชีรเมธี : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สื่อ ปัญหาอยู่ที่การใช้สื่อ และการบริโภคสื่อ ถ้าปิดหมดจะยิ่งแย่ไปใหญ่เลยนะ ยิ่งจำกัดเสรีภาพของสื่อ ยิ่งสะท้อนความไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉนั้นใช้สื่อถูกต้องแล้ว แต่สิ่งที่ต้องพัฒนาคือ ศักยภาพในการรับสื่อของเรา ต้องใช้ปัญญาให้เป็น คนไทยตอนนี้ใช้อารมณ์มากกว่าการใช้ปัญญา สื่อ ชื่อเต็มคือสื่อสารมวลชน คือสื่อสิ่งที่เป็นแก่นสารไปหามวลชน ตอนนี้มันกลายเป็นสื่อมอมชน คือมอมให้คนมาทะเลาะกัน ถ้าสื่อเลือกข้างไปแล้วก็แสดงว่าประเทศนี้ไม่มีหลักประกันเหมือนกัน  มีผู้กล่าวว่าในสงครามสิ่งที่จะถูกทำลายก่อนคือ ความจริง ตอนนี้ในเมืองไทย ความจริงถูกทำร้ายอย่างน่าเศร้าใจ

วู้ดดี้ : บ้างครั้งเราไม่อยากออกความเห็นเพราะเราอาจมีความกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง กลุ่มเงียบเหล่านี้ผิดไหม?
ท่าน ว. วชีรเมธี : กลุ่มเงียบ กับกลุ่มเลือกข้าง สุดท้ายคุณได้ผลกระทบไหม ขอตอบผ่านพุทธปรัชญาเรื่อง ตีนกับตา ตีนกับตาอยู่ด้วยมานานวันหนึ่งเกิดความขัดแย้งกัน ตาบอกว่า ตีนไปไหนมาไหนได้เพราะตามองทางให้ แต่ตีนก็บอกว่าที่ตาได้ไปไหนมาไหน ได้มองเห็นสิ่งต่างๆเพราะตีนพาไป สุดท้ายตายื่นคำขาดถ้าคิดว่าตีนดีนักจะไปไหนมาไหนก็เรื่องของตีน ฉันไม่มอง ตาก็หลับตาลง ตีนก็แน่ฉันเดินเองก็ได้ สุดท้ายเดินตกเหวร่างกายแตกละเอียด แต่ส่วนตัวอยู่เฉยๆไม่เคยทะเลาะก็แหลกละเอียดด้วย ลุกขึ้นมาโอดโอย ฉันเกี่ยวอะไรด้วย! ถ้าบ้านเมืองหายนะ เราได้รับผลกระทบด้วย แทนที่เราจะเป็นพลังเงียบเราควรเป็นพลังชนิดหนึ่งชนิดใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเหลือง เป็นแดง เป็นรัฐ หรือพลังผู้ชุมนุม เรามาร่วมกันเป็นพลังแห่งสติได้ไหม แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยก็ของเราเหมือนกัน และเราไม่อนุญาติให้ใครทำร้ายประเทศ

วู้ดดี้ : ถ้าเรามีความคิดที่อยากจะเห็นประเทศชาติสงบสุข พัฒนาต่อไป เราต้องทำยังไง?
ท่าน ว.วชิรเมธี : ต้องระวังตัวเองอย่าให้สูญเสียสติ และปัญญา อย่าตกเป็นทาสของการกระตุ้นเร้า โดยสื่อหรือใครก็แล้วแต่ เพราะถ้าเสียสติไปแล้วก็จะใช้อารมณ์ พอใช้อารมณ์ถึงมีปัญญาก็ไม่ใช้แล้ว ต้องใช้ปัญญาอย่าไปใช้ความรุนแรง นี้คือในส่วนตัว ในส่วนสังคมต้องทำอะไรสักอย่างเช่น ลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาคุย เป็นศิลปินแต่งเพลงก็ได้ เป็นนักธุรกิจตั้งวงคุยกันในกลุ่มว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ทุกๆคนทุกๆวงการพร้อมใจกันส่งเสียงสติ เสียงนั้นก็จะดังขึ้นมา บางครั้งเราไม่ยอมส่งเสียงอะไรเลยเพราะเรากลัว ถ้าเรากลัวมากๆสุดท้ายเราจะได้อยู่แต่ในประเทศที่มีแต่ความกล้ว แต่ถ้าเราลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของเราความกลัวจะมาเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จากไป เราจะเลือกว่าจะอยู่ในประเทศที่มีแต่ความกลัวหรอประเทศที่มีความสุข คนไทยทุกคนเป็นคนออกแบบ

วู้ดดี้ : กลัวแล้ว ผิดตรงไหน?
ท่าน ว.วชิรเมธี : กลัวมันไม่ผิดหรอก แต่มันไม่ควร เพราะถ้าคุณกล้วแสดงว่าคุณยอมให้สิ่งต่างๆที่ไม่ชอบธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยดุสดี

วู้ดดี้ : หลายคนบอกว่าเราควรใช้สันติวิธี เราเห็นสันติพิธี ไม่เห็นทางออกที่แท้จริง
ท่าน ว.วชิรเมธี : เราต้องช่วยกันให้สันติวิธีนี้เป็นเรื่องจริง สันติวิธี กับสันติพิธี ต่างกันที่ สันติวิธีเริ่มที่ความจริงใจ ส่วนสันติพิธีเริ่มต้นที่ความลวง แต่ละฝ่ายที่อยากเจรจา ถามว่าคุณจริงใจกับประเทศนี้ไหม ทุกกลุ่มทุกฝ่ายอ้าง อหิสา บุคคลหนึ่งที่ถูกอ้างมากคือ มหาตมะ คานธี เวลามีม๊อบที่ไหนถูกอ้างตลอด สันติวิธีของ คานธี มีหลักอยู่ว่า ไม่ว่าจะถูกกระทำแค่ไหน ก็ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง และไม่กล้วที่จะถูกจับ ตานธีเคยพูดไว้ว่า สำหรับ นักสันติวิธีแบบมหาตมะ คานธี การเดินเข้าคุกอย่างมีศักดิ์ศรี นั้นคือเกียรติยศของพวกเรา ถ้าเราอ้างว่าใช้สันติวิธี เราต้องใช้จริงๆ ไม่งั้นมันก็เป็นแค่น้ำยาบ้วนปาก บ้วนแล้วก็ทิ้งไม่มีใครกลืน

วู้ดดี้ : สันติวิธีที่มีอยู่ทั่วโลก ในอินเดีย ในแอฟริกา อีกตัวอย่างเช่น เนลสัน มันเดลลา จะประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้จริงหรอ?
ท่าน ว.วชิรเมธี : พระอาจารย์คิดว่าใช้ได้ กรณีของเนลสัน มันเดลลา น่าเรียนรู้มากนะ ในแอฟริกาใต้เขามีปัญหามากนะ รัฐบาลผิวขาวมาปกครองคนผิวดำ และครอบงำเบ็ดเสร็จมายาวนาน มันเดลลาเป็นหนึ่งในกองโจรรักชาติ เรียกว่าเป็นกบฏรักชาติก็ว่าได้ ใช้ยุทธวิธี สั่งอาวุธสงครามเข้ามาเลย เข่นฆ่าคนในชาติ แต่แล้วก็ไม่ยุติ ในที่สุดถูกจับไปขังคุกโดยรัฐบาลผิวขาว 27 ปีเต็ม เนลสัน มันเดลลา ได้บทสรุปจากการถูกจำคุกว่า ความรุนแรงมีแต่จะก่อให้เกิดความรุนแรงไม่จบสิ้น เมื่อควารุนแรงไม่ใช่คำตอบมันต้องใช้สันติวิธี จึงมีการเจรจากับรัฐบาลและได้ข้อสรุปว่า ต้องพบกันครึ่งทาง และจัดให้มีการเลือกตั้ง คนที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิปบดีกลับเป็น เนลสัน มันเดลลา ที่เป็นคนผิวดำ ท่ามกลางรัฐบาลผิวขาว ประเทศก็เกิดสันติ และได้รับรางวัลโนเบล แต่สันติภาพในแอฟริกาใต้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเนลสัน มันเดลลา เพียงคนเดียว แต่เป็นการร่วมมือกันของ อดีตประธานธิบดีคนเก่าด้วย จึงได้รับรางวัลร่วมกัน  จะเห็นได้ว่าสันติภาพเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากใครอีกคนหนึ่ง สันติภาพจะเกิดขึ้นได้โดยทุกฝ่ายมาร่วมกัน

วู้ดดี้ : กิจของสงฆ์ มีสิทธิจะแสดงออกทางการเมืองหรือไหม?
ท่าน ว.วชิรเมธี : ต้องมานิยามคำว่า กิจของสงฆ์ บ้างแล้วนะ เพราะเวลาเราไม่อยากให้พระงสงฆ์มาย่งเรื่องไหน เราก็จะยกคำนี้มาใช้ กิจของสงฆ์ คือ ศึกษา ปฎิบัติ สัมผัสผล เผยแพร่ แก้ไข การเผยแพร่เป็นกิจของสงฆ์ การออกมาเทศน์มาสั่งสอนเป็นกิจของสงฆ์ หลายคนบอกพระอย่ามายุ่ง อย่ามาเทศน์ในกิจการบ้านเมือง เราแยกกิจการบ้านเมืองไว้ก้อนหนึ่ง เราแยกกิจของสงฆ์ไว้อีกก้อนหนึ่ง พอเราไปแยกพระสงฆ์ออกจากการเมือง ว่าแย่แล้วนะ แต่เราไปแยกธรรมะออกจากนักเมืองแย่ยิ่งกว่า คุณแยกพระสงฆ์ออกจากการเมืองเป็นเรื่องที่รับได้ แต่ถ้าไปแยกธรรมะออกจากการเมืองหายนะทันที และนี้ต้นต่อของวิกฤตการณ์เมืองของไทยในทุกวันนี้เลย บทบาทของพระสงฆ์นั้นมีหน้าที่ให้ธรรมะแก่นักการเมืองได้ แต่ไม่มีหน้าที่ลงไปเล่นการเมือง ถ้าทำแค่นี้พระยังเกี่ยวข้องกับการเมืองได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ลงไปตะลุมบอนกับเขา อันนี้เลยพระธรรมวินัย ถือว่าไม่ถูกต้องแล้ว แสดงว่าท่านไม่ได้ลงไปสอน แต่ท่ากำลังเล่นการเมือง อันนี้พระวินัยไม่อนุญาติเด็ดขาด

วู้ดดี้ : บางคนบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจากกรรมเก่า ชะตาบ้านเมืองไม่ดี  เราจะบอกกับเขาว่ายังไง?
ท่าน ว.วชิรเมธี : วิธีอธิบายของคนไทยฟังดูประหลาดนะ ถ้าเป็นเรื่องของกรรมเก่าทำได้อย่างเดียวคือยอมรับ แก้โดยทำบุญประเทศ ปล่อยวัว ปล่อยควาย วัวควาย มันจะรู้อะไร สู้ปล่อยคนที่จะไปปล่อยวัวควายดีกว่านะ เพราะวิธีอธิบายของเราบอกว่าเป็น กรรมเก่า มันไม่ได้ช่วยอะไรนะ เราบอกว่าวิกฤตของบ้านเมืองเป็นเรื่องของกรรมเก่า แสดงว่าเราต้องยอมจำนน แก้ไม่ได้นะ เพราะกรรมเก่ามันชาติที่แล้ว คุณแก้ไม่ได้ คุณต้องรับอย่างเดียว คราวนี้บอกว่าเป็นเคราะห์ แสดงว่าเราต้องสะเดาะห์เคราะห์อย่างเดียวสิ เห็นมาตลอด ยิ่งสะเดาะห์เท่าไหร่ยิ่งแย่ลงไปทุกที ดวงเมืองไทยไม่ดี แล้วถามว่าทำไมดวงไม่ดีต่อเนื่องขนาดนี้ ทำไมมันไม่ดีขึ้น ถ้าบอกว่าดวงเมืองไม่ดี จะเกิดอะไรขึ้น นั้นคือ คนไทยไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นความผิดของดวงเมือง พออธิบายอย่างนี้มนุษย์เลยไม่ต้องทำอะไรเพราะปัญหาเป็นเรื่องนอกตัวเราทั้งหมด วิธีคิดแบบนี้ปัญญาชนรับไม่ได้ พุทธศาสนาก็รับไม่ได้  พระอาจารย์ขอบอกว่า กรรมเก่า ไม่ใช่ของชาติที่แล้ว แต่เป็นกรรมเก่าในชาตินี้ ที่เราร่วมกันคิด ร่วมกันพูด ร่วมกันทำ เป็นเหตุปัจจัยของเราสะสมมาเป็นเวลาสามสิบสี่สิบปี ไม่ใช่กรรมเก่าแต่ชาติที่แล้ว ถ้าเรานิยามว่า กรรมเก่า เป็นกรรมในชาตินี้ ทางแก้ก็เป็นไปได้ เรามีค่านิยมวิปริตว่า สองมาตรฐานเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในเมืองไทย การที่เราเชื่อว่าการโกงก็ได้นะขอให้แบ่งกัน ถ้าโกงแล้วไม่แบ่งไม่ดี ถ้าโกงแล้วแบ่งนะดี เรียกว่า มโนกรรม กรรมเก่าในระดับค่านิยม ถ้าคนไทยมีค่านิยมแบบนี้ฝั่งหัวอยู่ก็จะส่งผลมาในทางด้านพฤติกรรมเช่น ก็จะมีแต่คนที่คอยที่จะละเมิดกฎหมาย ในประเทศที่พัฒนาแล้วใครที่ละเมิดกฏหมายเขาก็มองว่าเป็นคนที่ด้อยการศึกษา แต่ในเมืองไทยใครละเมิดกฎหมายเรามองว่าเท่ เรามองว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน มันสะท้อนถึงวิธีคิดของเรา ว่าค่านิยมเราวิปริตพฤติกรรมเราก็จะวิปริตไปด้วย และถ้าเรามีค่านิยมที่บอกว่าโกงก็ได้ขอให้แบ่งกัน การโกงการคอรั่ปชั่นเป็นสิ่งที่อันตราย แต่ที่อันตรายยิ่งกว่าคือการมีทัศนะคติให้มีการโกงได้ โดยมองเห็นว่าไม่มีความผิด สิ่งนี้ต่างหากที่มีการอธิบายให้การโกงมีความชอบธรรม มันอัตรายยิ่งกว่าการโกงโดยตรงเสียอีก นี้คือกรรมเก่าของเรา ถ้าเรามีค่านิยมที่วิปริต ทำไมเมืองไทยมันจะไม่วิปริตล่ะ ฉนั้นกรรมเก่าที่เราสะสมมาเป็นเวลายี่สิบ สามสิบปี ที่เราทะเลาะกันอยู่นี้เป็นแค่ปรากฎการณ์ เพราะไม่ใช่คนกลุ่มเราเท่านั้นที่สะสมกรรมเก่าเช่นนี้  คนไทยสั่งสมมากันหลายชั่วคน แล้วผลมันมาแสดงรุ่นเรา ในเมื่อมันเป็นกรรมเก่าในชาตินี้ เราทุกคนจะต้องแก้ในชาตินี้ ไม่ใช่ในชาติหน้า

วู้ดดี้ : ถ้าสมมุติว่าแกนนำฟังอยู่ตอนนี้ ลึกๆภายในใจอ่อนแอกันหมดแล้ว ไม่รู้จะไปในทางไหน ทั้งๆที่เบื้องหน้ายังแสดงว่ายังมั่นใจอยู่ดี เขาควรตั้งสติอย่างไร เพื่อหาทางออก?
ท่าน ว.วชิรเมธี : การที่เราไม่สามารถใช้ปัญญาอย่างเป็นกลาง และมองไม่เห็นทางออก เพราะเราก้าวไม่ข้ามสามเรื่องต่อไปนี้
1) ไม่สามาถก้าวข้ามเสื้อเหลือง 2) เราไม่สามารถก้าวข้ามเสื้อแดง  3) เราไม่สามารถก้าวข้ามรัฐบาลปัจจุบัน ถ้าเราก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ได้เราจะเห็นประเทศไทยโดดเด่นอยู่ตรงนั้น ตอนนี้เรามองไม่เห็นประเทศไทยเลย พอเลือกตั้งใหม่ แดงมาเหลืองก็ค้าน พอเหลืองมาแดงก็ค้าน พอรัฐบาลปัจจุบันมาทั้สองฝ่ายก็ค้าน ประเทศก็ไปไหนไม่ได้หรอก งั้นเรามาก้าวข้ามมันทั้งสามนี้แหละ แล้วเรามาบริหารจัดการประเทศกันใหม่ เราอย่าไปยึดติดสิว่าคนเก่งมีแค่สามกลุ่มนี้ พระอาจารย์คิดว่า วูดดี้ ก็เป็นนายกได้นะ เรามักคิดว่าคนเก่งมักจะเป็นคนอื่น นั้นเป็นเหตุผลที่เรารอ รอให้คนเก่งมาช่วยเรา เราแทบไม่คิดเองแล้วนะ เดี๋ยวเราก็รอฟังคนนั้น เดี๋ยวเราก็รอฟังคนนี้ แต่เราไม่เคยฟังเสียงของหัวใจตัวเองเลย ปัญหามันหมักหม่มไว้ เพราะเรามั่วแต่ไปฝากไว้กับคนนั้น ฝากไว้กับคนนี้ ถ้าเราไม่ลืมประวัติศาสตร์ ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาตัวละครที่ขัดแย้ง เป็นตัวเดิมทั้งหมดเลย ทุกคนเป็นกลุ่มเดิมที่ขัดแย้งกันอยู่แค่นี้ล่ะ ถ้าคนไทยลุกขึ้นมาแล้วเชื่อมั่นในสติปัญญาของตัวเอง ไม่ยอมให้ใครจูงจมูกกันง่ายๆ เมื่องไทยจะเข้มแข็งกว่านี้มาก พระอาจารย์สงสัยว่าคนไทยถูกออกแบบให้อ่อนแอหรือปล่าว เราจึงไม่ได้ดูรายโทรทัศน์ที่เติมรอยยักในสมอง เราจึงไม่มีรายการวิทยุที่เติมรอยยักในสมอง เราจึงไม่ค่อยได้อ่านสื่อดีๆที่มีบทความที่เขียนโดยผู้ปัญญาที่มีอิสระเสรี เพราะแบบนี้หรือป่าวที่ออกแบบทำให้คนไทยมีความอ่อนทางปัญญา ระบอบประชาธิบไตยที่เป็นหลักมั่นคงให้ระบอบนี้ที่สุด คือระดับสติปัญญาของประชาชน ถ้าระดับสติปัญญาของประชาชนไม่เข้มแข็ง ประชาธิปไตยก็จะอ่อนแอมาก ในอนาคตถ้าเราจะมีประชาธิปไตยสิ่งที่เราจะถามหาไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่คือ คุณภาพของการเลือกตั้ง ถ้าเราได้การเลือกตั้งที่มีคุณภาพเราจะได้รัฐบาลที่มีคุณภาพ ถ้าการเลือกตั้งไม่มีคุณภาพเราก็จะกลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่จบไม่สิ้น

วู้ดดี้ : ผมเป็นคนตัวเล็กที่รักประเทศชาตินี้มาก แต่มืดแปดด้านไม่รู้จะช่วยยังไง?
ท่าน ว.วชิรเมธี : ถ้าวู้ดดี้เป็นสื่อนะ อยากช่วยประเทศ พระอาจารย์ขอสองอย่าง 1) ขอให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะลุกขึ้นมาพูด ลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของสื่อบ้าง ไม่ใช่สื่อเองก็กล้ว แล้วประชาชนจะมีช่องทางไหนล่ะ เราแทบจะไม่เหลือช่องทางแล้ว ช่องทางของสื่อเป็นอีกช่องทางของประชาชนจะได้ใช้เป็นหลักประกันของบ้านเมือง 2) ขอให้สื่อที่นำเสนอเป็นความจริง ไม่ใช่ความจริงที่ฉันอยากให้เป็น ถ้าคุณทำสองอย่างนี้ช่วยชาติได้แล้ว

วู้ดดี้ : เชื่อว่าคนไทยมีปัญญา แต่ขาดสติ เพราะมันอาจจะมืด เพื่อเป็นแนวทาง สำหรับตยที่สั่น ผวา กลัว งง สับสน หลงทางอยู่ขณะนี้ ในพรุ่งนี้ให้เขาตื่นขึ้นมา เขาควรปรับความอย่างไงครับ ชีวิตเขาจะได้เปลี่ยน ?
ท่าน ว.วชิรเมธี : เบื้อต้นเราจะต้องไม่ดูถูกตัวเอง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนเล็กๆ แต่โลกไม่เคยเปลี่ยน เพราะคนใหญ่ๆ คนโตๆ พวกนี้เปลี่ยนเพราะคนเล็กๆที่ไม่ดูถูกตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นเราอย่าไปดูถูกตัวเองว่าเราจะช่วยอะไรไม่ได้  และประการต่อมาคือ อยากให้มองว่า เราแต่ละคนช่วยกันส่งเสียงว่า เราไม่อยากเห็นเมืองไทย เราสู่กลียุค เราไม่อยากเห็นเมืองไทยมีแต่ควารุนแรง เราไม่อยากเห็นเมืองไทยมีสงครามกลางเมือง ช่วยกันส่งเสียงเสียงเล็กๆของแต่ละคน มันก็เหมือนหิงห้อยที่บินมารวมกันเป็นฝูง ก็มีแสงสว่างไม่น้อยไปกว่าสปอร์ตไลท์ได้เหมือนกัน ฉะนั้นเราในฐานะเจ้าของประเทศ จะทำอาชีพไหนก็ได้ คุณจะอยู่ฝ่ายไหนก็ได้ แต่นะเวลานี้คุณต้องไม่ลืมว่า คุณเป็นเสื้อเหลือง คุณเป็นเสื้อแดง คุณเป็นเสื้อหลากสี แต่ก่อนหน้านี้คุณเป็นคนไทย และจุดร่วมตรงนี้ล่ะที่เราคนไทย ส่งสัญญาณเพื่อเรียกเอาสติของคนไทยกลับคืนมาว่า เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ฉะนั้นเราไม่ควรมาทำให้คนไทยต้องบาดเจ็บล่มตายกัน เพราะขัดแย้งทางการเมือง ส่งเสียงแห่งสติ ส่งเสียงแห่งปัญญาแบบนี้ออกไปให้มากที่สุด ใครส่งเสียงทางไหนได้ก็ส่งเสียงทางนั้น ถ้าเราทำได้นี้คือจุดร่วมที่เราจะพบกันได้ ถ้าเราไม่อนุญาติให้ใครมาทำร้ายประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามนะ เสียงเล็กจะเป็นเสียงที่มีพลังแน่นอน

ที่มา : รายการวูดดี้ เกิดมาคุย แขกรับเชิญ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี  ช่อง 9 ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2553
อัพโหลดคลิปโดย : thinkjaden

 

One Response

Leave a Reply